โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘ค่าไฟ-ขนส่ง-ราคาสินค้า“ เสี่ยงพุ่งตามราคาน้ำมัน หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาปรับจากระดับประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นมาเฉลี่ยประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีโอกาสเห็นระดับ 80 ดอลลาร์เป็นอย่างน้อย

ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือ หากมีการปิดเส้นทางขนส่งสำคัญเพียง 1-2 สัปดาห์เริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบด้านโลจิสติกส์แล้ว ทั้งค่าประกันภัยเรือที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทประกันบางแห่งเริ่มจำกัดความคุ้มครองในพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้นทันที

“ประเมินว่าทุก 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในไทยขยับขึ้นประมาณ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งจะกระทบต้นทุนขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และเงินเฟ้อโดยรวม”

นอกจากนี้ ที่สำคัญราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งไทยนำเข้าเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า มีแนวโน้มปรับขึ้นตามน้ำมัน ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มในรอบถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

“ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาหน้าปั๊ม แต่จะลามไปถึงค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาสินค้าเกือบทุกประเภท

‘ค่าไฟ-ขนส่ง-ราคาสินค้า“ เสี่ยงพุ่งตามราคาน้ำมัน หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง

นายพรายพล กล่าวอีกว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานควรเร่งทบทวนแผนสำรองพลังงานแห่งชาติ ทั้งในแง่ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ และแผนบริหารจัดการในกรณีฉุกเฉิน โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเกิดการขาดแคลนรุนแรง อาจจำเป็นต้องพิจารณามาตรการ ปันส่วนน้ำมัน (Rationing) เพื่อจัดลำดับความสำคัญการใช้งาน โดยให้ภาคส่วนจำเป็น เช่น ขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ได้รับการจัดสรรก่อน

“ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ไม่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ของตัวเอง หากเกิดเหตุรุนแรง จะต้องมีแผนชัดเจนว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ไม่ใช่รอให้วิกฤตเกิดแล้วค่อยแก้”

นอกจากนี้ ในระดับครัวเรือน ต้องขอความร่วมมือประชาชนเริ่มประหยัดพลังงานทันที เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบโดยรวม เช่น

  • ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น
  • ใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
  • ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม
  • ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน

"แม้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จะช่วยลดภาระค่าไฟบางส่วนได้ แต่หากระบบไฟฟ้าหลักได้รับผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ก็ยังคงหลีกเลี่ยงผลกระทบโดยรวมได้ยาก"

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจริง จะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งต้นทุนการผลิต ความสามารถแข่งขันของภาคส่งออก และกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ภาครัฐอาจต้องเผชิญภาระการอุดหนุนราคาพลังงานเพิ่มขึ้น โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ที่เคยใช้อุ้มราคาดีเซลจนติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท

“หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือแบบวันต่อวัน และประเมินทุกฉากทัศน์อย่างรอบคอบ”

ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมตลาดโลก วิกฤติครั้งนี้อาจเป็นอีกบททดสอบสำคัญของความมั่นคงพลังงานไทย และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในยุคที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของเศรษฐกิจโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...