สุจิตต์ วงษ์เทศ | 'เผาข้าว' สมัยอยุธยา ไม่ใช่ 'เผาตอซังข้าว'
เผาตอซังข้าวในท้องนา (ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก) กลายเป็นไฟลามทุ่ง มีควันไฟและเขม่าถูกลมพัดเข้าครอบคลุมกรุงเทพฯ เป็นฝุ่นผง PM 2.5
การเผาตอซังข้าวในนามีนักค้นคว้าสมัยก่อนอธิบายว่าสมัยอยุธยาเรียก “เผาข้าว” เป็นพระราชพิธีเพื่อประโยชน์ชาวนาทำนาในฤดูการผลิตต่อไป ซึ่งผมเคยเชื่อตามนี้ แต่เมื่อตรวจสอบเพื่อทำต้นฉบับหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊กเล่มใหม่ พิธีกรรม “ผี-พราหมณ์-พุทธ” พบว่าไม่จริงตามคำอธิบายนั้น
“เผาข้าว” เป็นพระราชพิธีมีชื่อในกฎมณเฑียรบาล สมัยอยุธยาตอนต้น แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ ราว พ.ศ. 2011 เป็นพิธีสืบเนื่องจากราษฎรสู่ขวัญข้าวเดือน 3 ราชสำนักยกเป็นพิธีหลวงแล้วรับพิธีกรรมจากอินเดียมาปรับใช้ด้วยการ “เผารวงข้าว” ที่เกี่ยวเก็บแล้วมัดรวมเป็นกำๆ ทำพิธีในลานหลวง (ทุ่งหันตรา) จึงไม่เกี่ยวกับเผาตอซังข้าวในนาของปัจจุบัน ดังนี้
เผาข้าวเป็นพิธีหลวง
สู่ขวัญข้าวพิธีราษฎร์เป็นต้นแบบให้สู่ขวัญข้าวพิธีหลวง ด้วยการยกย่องสู่ขวัญข้าว พิธีราษฎร์ผสมกลมกลืนความเชื่อใหม่จากอินเดียทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กลายเป็นสู่ขวัญข้าวพิธีหลวง พบหลักฐานเก่าสุดในกฎมณเฑียรบาลและทวาทศมาสโคลงดั้นสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อเรือน พ.ศ. 2000 สรุปย่อดังนี้
(1.) สู่ขวัญข้าวพิธีหลวงได้ต้นแบบจากสู่ขวัญข้าวพิธีราษฎร์ แล้วปรับให้ผสมกลมกลืนกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ราชสำนักรับเข้ามาใหม่จากอินเดียภาคใต้ เรียก “พิธีโหลี” (เทศกาลสาดสีฉลองเริ่มฤดูการเพาะปลูกในอินเดียภาคใต้) จากนั้นถูกปรับเปลี่ยนเรียกชื่อใหม่ว่า “ธานย์เทาะห์” แปลว่าเผาข้าว
(2.) พิธีธานย์เทาะห์ หมายถึงพิธีเผาศพแม่ข้าวหรือเผารวงข้าวที่ถูกตัดจากลำต้นแล้วเก็บไว้แห้งกรอบเป็นสัญลักษณ์ของแม่ข้าวที่ตายแล้ว
การเผาศพแม่ข้าวเพื่อส่งขวัญข้าว (คือขวัญของแม่ข้าว) ขึ้นฟ้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวดาบนสวรรค์ (ตามความเชื่อเรื่องผีฟ้าทางศาสนาผี) ดังนั้น พิธีธานย์เทาะห์ (เผาข้าว) จึงไม่ใช่จุดไฟเผาฟางและซังข้าวในท้องนา “สมมุติว่าคลอกทุ่งเผาป่ากันอุปัทวจัญไร” (ตามที่มีบอกในหนังสือเรื่องนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์)
(3.) แม่ข้าวถูกเผาศพเพื่อส่งขวัญขึ้นฟ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระไพศพ (องค์เดียวกับท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์) จากนั้นชื่อไพศพกลายคำเป็น “โพสพ” นับแต่นั้นแม่ข้าวถูกเรียกอย่างศักดิ์สิทธิ์ว่า “แม่โพสพ” พบข้อมูลหลักฐานต่างๆ ต่อไปนี้
สถาปนาแม่โพสพ
สถาปนาแม่โพสพ โดยราชสำนักทำพิธีเผาศพแม่ข้าว (ของพิธีราษฎร์) หมายถึงพิธีเผารวงข้าวตกที่ชาวบ้านเก็บไว้แห้งกรอบเป็นสัญลักษณ์แม่ข้าวที่ตายแล้ว ซึ่งเรียกพิธีธานย์เทาะห์ (แปลว่าเผาข้าว) เท่าที่พบร่องรอยจากเอกสารหลายเล่มสรุปพิธีกรรมได้ 3 ขั้นตอน คือ ทำขวัญข้าว, เผาข้าว, เสี่ยงทาย
1.ทำขวัญข้าว หมอขวัญ คือ “อาจารย์” (เอกสารทวาทศมาสไม่เรียก พราหมณ์ หรือ ทวิช) เริ่มพิธีทำขวัญข้าวด้วยการขับลำคำคล้องจองสู่ขวัญแม่ข้าวพร้อมประพรมน้ำหอมดอกไม้ เรียก “สุคนธมาลา” แก่ “พนมรวง” หรือ “พนมข้าว” (คือ พนมรวงข้าวหมายถึงรวงข้าวที่มัดรวมเป็นพุ่มหรือฟ่อน มีเมล็ดข้าวติดรวงเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของแม่ข้าว) มีบอกในทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204) ว่า
“อาจารย์รังเริ่มตั้ง พนมรวง แม่ฮา
ถวายสุคนธมาลา เรียบร้อย”
2.เผาข้าว แห่พนมรวงข้าวไปลานเผาข้าว (หลังเสร็จทำขวัญข้าว) เพื่อทำพิธีเผาข้าว เรียกในทวาทศมาสว่า “ส่งโพศพ” หมายถึง ส่งพระไพศพราชขึ้นฟ้าด้วยการเผาศพ
ตำราพระราชพิธีเก่าและตำราทวาทศพิธีจดไว้ว่าขุนนางผู้ใหญ่เชื้อสายพราหมณ์แห่พนมรวงข้าว (สมมุติเป็นฉัตร) มีประธาน 1 พนม และบริวาร 8 พนม เมื่อพร้อมแล้วให้ตระกูลพราหมณ์เป็นใหญ่จุดไฟเผาฉัตรรวงข้าวประธานขึ้นก่อน แล้วตามด้วยเผาฉัตรรวงข้าวบริวารทั้ง 8
ทวาทศมาสโคลงดั้น (บท 204 และ 211) พรรณนาพิธีเผาข้าวว่าขบวนแห่พนมรวงข้าวมีหมู่ฟ้อนร่อนรำเต็มแถวทาง ครั้นเสร็จพิธีเผาข้าวก็เท่ากับส่งพระไพศพขึ้นฟ้า แต่ไฟเผายังคุกรุ่นส่งแสงร้อนรุ่มผลาญไม้ใบข้างเคียง ดังนี้
“รัถยาบ่าวสาวพวง พาลแพละ กันนา
ตามส่งไพศพคล้อยคลาศคลา”
“เสร็จส่งไพศพสิ้น สารสุด
เพลิงฉี่ใบบัวบง เหี่ยวแห้ง”
3.เสี่ยงทาย ตำราพระราชพิธีเก่ากับตำราทวาทศพิธีบอกว่าเมื่อคณะตระกูลพราหมณ์จุดไฟเผาพนมรวงข้าวแล้วคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งขุนนางจัดไว้ให้ซ่อนซุ่มอยู่ในที่ไม่เปิดเผย ได้ขี่ควายกรูพร้อมกันออกไปแย่งชิงฉัตรรวงข้าว ชิงฉัตรรวงข้าวเป็นการละเล่นเสี่ยงทาย ถ้าเข้าชิงได้จากทิศใดจะมีคำทำนายฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่? อย่างไร?
[กิจกรรมนี้มีร่องรอยพบในคำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)]
เรื่องทิศทางเข้าชิงฉัตรแล้วมีคำทำนายเป็นกิจกรรมเสี่ยงทายที่พัฒนาจากความเชื่อ วันกำฟ้าของชาวนาดั้งเดิมคอยฟังทิศทางเสียงฟ้าร้องแล้วมีคำทำนาย
การละเล่นเป็นมหรสพ พบร่องรอยสมัยหลังอยู่ในหนังสือนางนพมาศว่า “การมหรสพก็เล่นระเบงระบำ—นางกะอั้วผัวแทงควาย หกคะเมน ไต่ลวดลอดบ่วงรำแพนเสียงฆ้องกลองนี่สนั่นน่าบันเทิงใจ”
[กัมพูชามีเล่นหุ่น, โขน, มวยปล้ำ, รำกระบี่กระบอง, ดาบดั้ง เป็นต้น (พงศาวดารละแวก)]
พิธีธานย์เทาะห์ หรือเผาข้าว ไม่มีบันทึกลำดับขั้นตอนกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนปลาย ส่วนเท่าที่มีอยู่ไม่สมบูรณ์และอ่านไม่ง่าย เข้าใจลำบาก บางทีจะเข้าใจคลาดเคลื่อนด้วยซ้ำ แต่ได้พยายามเทียบเคียงเอกสารเกี่ยวข้องหลายเล่ม รวมกับการคาดคะเนตามหลักฐานและร่องรอยเท่าที่ค้นได้ แล้วลำดับไว้โดยสรุปเท่านั้น
ดังนั้นทั้งหมดจึงไม่ถือเป็นยุติ และแก้ไขได้เมื่อพบหลักฐานเพิ่มหรือประสบการณ์เปลี่ยนไปทำให้แนวคิดไม่เหมือนเดิม
[เอกสารสอบค้น ลำดับขั้นตอนกิจกรรมพิธีธานย์เทาะห์ หรือเผาข้าว ไม่มีบันทึกต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนปลาย ส่วนเท่าที่มีอยู่ไม่สมบูรณ์และอ่านไม่ง่าย เข้าใจลำบาก บางทีจะเข้าใจคลาดเคลื่อนด้วยซ้ำ แต่ได้พยายามเทียบเคียงเอกสารเกี่ยวข้องหลายเล่ม รวมกับการคาดคะเนตามหลักฐานและร่องรอยเท่าที่ค้นได้แล้วลำดับไว้เบื้องต้น]
เผาศพแม่ข้าว
เผาข้าวไม่พบในกฎมณเฑียรบาล แต่พบในตำราพระราชพิธีเก่าบอกว่าธานย์เทาะห์ คือ เผาข้าว
[ธานย์เทาะห์ แปลว่า เผาข้าว มีรากจากภาษาสันสกฤต ธานฺย แปลว่า ข้าว, เทาะห์ แปลว่า เผา (กลายคำจาก ทห แปลว่า เผา, ไหม้)]
ธานย์เทาะห์ เผาข้าว (สมัยอยุธยาตอนต้น) เป็นพระราชพิธีมีในเดือน 3 บอกชื่อเดือนตรงตัวอยู่ในหนังสือทวาทศมาส (โคลงดั้น แต่งราวเรือน พ.ศ. 2000 แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ-พระบรมราชาที่ 3) ว่า “เดือนสามรังเริ่มแก้ว กลศรี” (บท 197), “เดือนสามสาโรชน้อง นางเดียว” (บท 198)
เผาข้าวยังพบหลักฐานบอกไว้ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก (บท 65) ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ (กุ้ง) พรรณนาบรรยากาศในเมือง ดังนี้
๏เดือนสามเคยตามพี่ ดูพิธีธานย์เทาะห์แสดง
เผาเข้าเจ้างามแฝง พงศ์พวกพ้องน้องเคยดู
๏มาฆมาศอาจเปล่งถ้อย เรียมแคลง
ธานย์เทาะห์พิธีแสดง บอกเบื้อง
เผาเข้าเจ้าเคยแฝง พงศ์พวก
โนนาดยุรยาตรเยื้อง ย่างหน้าเอ็นดู
พิธีเผาข้าวสมัยอยุธยาน่าจะมีทั้งในพระนครศรีอยุธยาและในเมืองใหญ่อื่นๆ (อาจหมายถึงเมืองพระยามหานครต้องถือน้ำพระพัทธ์ตามที่พบชื่อในกฎมณเฑียรบาล) เพราะก่อนถึงพระราชพิธีธานย์เทาะห์เผาข้าว มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของเจ้าเมืองต้องเอาไพร่พลออกเลี้ยงนอกเมือง (เพราะงานพระราชพิธีมีในเมือง) มีความว่า “เมื่อจะถึงการพระราชพิธีมโหรสพเสกเข้าเผาเข้า ให้เจ้าเมืองเอาพลไพร่ฟ้าข้าไททั้งหลายออกเลี้ยงนอกเมือง—–” (พระไอยการอาชญาหลวง)
(ในกัมพูชา พระราชพิธีเผาข้าวมีในพระราชวัง พบหลักฐานในพงศาวดารละแวกอยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 71)
เผาข้าว หมายถึง เผาศพแม่ข้าว เพื่อส่งผีขวัญแม่ข้าวขึ้นฟ้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวะบนสวรรค์ คือพระไพศพ แต่หลังจากนั้นคนทั่วไปเลื่อมใสเรียกเป็นเพศหญิงตามความเชื่อเดิมว่าแม่โพสพ ซึ่งเท่ากับแม่ข้าวถูกยกเป็นแม่โพสพ ทั้งนี้เป็นพิธีกรรมผสมกลมกลืนระหว่างความเชื่อศาสนาผีของพื้นเมืองกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดีย ดังนี้
1.ศาสนาผีเป็นความเชื่อพื้นเมืองเรื่องขวัญ ว่าคนตายส่วนขวัญไม่ตาย โดยมีวิถีเหมือนยังมีชีวิต แต่อยู่ในมิติอื่นเรียกผีขวัญ ซึ่งจับต้องไม่ได้และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
สำหรับร่างคนตายที่เป็นบุคคลสำคัญของเผ่าพันธุ์ร่วมกันเอาไปฝังดิน (ไม่เผา) จนเนื้อหนังเน่าเปื่อยเหลือกระดูก เพื่อรอขวัญคืนร่างกลับมีชีวิตเหมือนเดิม (แต่ไม่เคยกลับได้)
2.ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดียมีเทวดา (เป็นอมตะไม่มีเกิด-ตาย) อยู่สวรรค์บนฟ้า ส่วนคนอยู่บนโลกมีเวียนว่ายตายเกิด เมื่อมีคนตายลงวิญญาณดวงเดียวของคนตายนั้นไปเกิดใหม่ทันที จึงเอาร่างคนตายไปเผาไฟเป็นเถ้าอัฐิ แล้วเอาอัฐิโยนทิ้งน้ำ
3.ขวัญของบุคคลสำคัญ (ตามความเชื่อศาสนาผี) เมื่อผ่านพิธีเผา (ตามความเชื่อศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) จะถูกเชิญขึ้นฟ้าไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับแถน (ตามความเชื่อศาสนาผี) ถูกปรับเป็นเทวดาในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูตาม “ลัทธิเทวราช”
ด้วยการประสมประสานดังกล่าวตามความเชื่อดั้งเดิมของอุษาคเนย์กับความเชื่อใหม่จากอินเดีย (รับเข้ามาราวหลัง พ.ศ. 1000) ส่งผลให้มีความเชื่อว่าแม่ข้าวเป็นแม่โพสพเมื่อหลังการเผาศพผีขวัญของแม่ข้าวถูกเชิญขึ้นฟ้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระไพศพบนสวรรค์ [ตัวอย่างเรื่องนี้มีในอาณาจักรกัมพูชา เรื่องพระเจ้าสุริยวรรมัน (ที่ 2) หลังสวรรคตได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระวิษณุ แล้วสถิตบนบรมวิษณุโลก (ปัจจุบันเรียกปราสาทนครวัด)
ธานย์เทาะห์ กับ “โหลี” ในอินเดีย
ธานย์เทาะห์เป็นชื่อพิธีกรรมในอุษาคเนย์โดยไม่พบในอินเดีย แต่พบร่องรอยการเผาหุ่นใบไม้รูปเจ้าแม่ในพิธีโหลีของอินเดีย
“โหลี” เทศกาลสาดสีในอินเดียฉลองฤดูเริ่มการเพาะปลูก (ตามจันทรคติ) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (ราวมีนาคม) เป็นพิธีกรรมดั้งเดิมของชาวบ้านสมัย “ก่อนฮินดู” (pre-Hinduism) เรียกวัน “โหลิกาทหนะ” แปลว่า เผาหรือฆ่านางโหลิกา (รุ่งขึ้นเล่นสาดสี) โดยทำหุ่นนางโหลิกาจากเศษไม้และใบไม้แล้วจุดไฟเผา ครั้นหลังเสร็จพิธีชาวบ้านนำเถ้าจากกองไฟมาแต้มหน้าผาก
[สรุปจากบทความของ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เรื่อง “สงกรานต์ไม่มีสาดน้ำและไม่ได้มาจากโหลีเทศกาลสาดสีในอินเดีย”มติชน รายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2559 หน้า 13 และเรื่อง “พินิจพิเคราะห์ พระราชพิธีธานยเทาะห์ และโหลิ (holi) ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสยาม-ภารตะ?” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22-28 พฤษภาคม 2563 หน้า 79]
เทศกาลโหลีในอินเดีย ประกอบด้วยสองวันสำคัญ คือวันโหลิกาทหนะ และวันโหลี
[คำว่าโหลีเป็นภาษาฮินดี มาจากคำว่าโหลาหรือโหลิกาในคำสันสกฤต (หรือคำอื่นๆ ที่บ่งถึงเทศกาลเดียวกัน เช่น โหลากา)]
อ.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เห็นว่าโหลีน่าจะเป็นประเพณีที่มีความเก่าแก่ของอินเดีย และเป็นของชาวบ้านในสังคมกสิกรรม อาจกล่าวได้ว่า โหลีเป็นประเพณี “ก่อนฮินดู” (pre-Hinduism)
โหลีแต่เดิมเป็นเทศกาลที่แพร่หลายในอินเดียภาคเหนือและตะวันออก ซึ่งมีความแตกต่างของภูมิอากาศในแต่ละฤดูกาลมาก การมาถึงของฤดูวสันต์หรือใบไม้ผล จึงหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต และเป็นสัญญาณของการเริ่มเพาะปลูก
ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำเดือนผาลคุน หรือวันโหลิกาทหนะ ชาวบ้านจะสร้างกองเศษไม้ใบไม้ และทำเป็นหุ่นอย่างง่ายๆ สมมุติเป็นนางโหลิกา เมื่อได้กระทำบูชาแล้วก็จะจุดไฟขึ้นร้องเพลงและเล่นสนุกรอบกองไฟ และเอาเถ้าจากกองไฟนั้นเจิมหน้าผาก จากนั้นจึงเริ่มต้นการเล่นสาดสีกันต่อไปในวันรุ่งขึ้น (ปัจจุบันมีคำอธิบายต่างๆ ตามตำนานของแต่ละท้องที่)
สาดสีในเทศกาลโหลี เป็นพิธีเจริญพืชพันธุ์เพื่อความอุดมสมบูรณ์
หากปราศจากเลือด ไม่ว่าจะประจำเดือนหรือเลือดจากการบูชายัญ ปราศจากต้นไม้ใบหญ้าและเชื้อชีวิต แผ่นดินและการเพาะปลูกก็ย่อมจะสมบูรณ์ไม่ได้
นอกจากนี้ในบางท้องถิ่นยังมีการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเล่นไล่ตีผู้ชาย ซึ่งในเวลาปกติกระทำไม่ได้ เพื่อขับเน้นความสำคัญของ “เพศหญิง” ในบทบาทของศาสนาดั้งเดิม หรือมีการละเล่นร้องเพลงเกี้ยวพาราสีซึ่งล้วนมีนัยถึงการเจริญพืชพันธุ์ทั้งสิ้น
การสาดสีในเทศกาลโหลี ใช้ผงสีทำจากวัสดุธรรมชาติเช่นแร่ธาตุและพืช (ผงคุลาล ผงอพีระ ผงขมิ้น ฯลฯ) สีหลักที่ใช้มาแต่เดิมมีสามสี คือ แดง เขียว และเหลือง
โหลีในสายตาผู้คนปัจจุบันจึงหมายถึงความสนุกสนาน สีสันของชีวิตและความรักเป็นหลัก แต่หากตีความในอีกชั้นหนึ่ง สีเหล่านี้มักถูกใช้ในสัญลักษณ์ต่างๆ และพิธีกรรมในศาสนาฮินดูอยู่แล้ว
สีแดง สะท้อนการกำเนิดเจ้าแม่และชีวิต สีแดงจึงแทนโลหิต
สีเขียว คือความบริบูรณ์ของต้นไม้พืชพันธุ์ และ
สีเหลือง คือเชื้อชีวิต และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งแทนอสุจิหรือปัสสาวะ (เทวดาฮินดู เจ้าแม่จึงมักทรงพัสตราภรณ์แดง หรือเขียว ในขณะที่เจ้าพ่อมักทรงเหลือง หรือขาว)
โหลี กับ ธานยเทาะห์? พระราชพิธีธานยเทาะห์ หรือธัญเทาะห์ หรือพิธีเผาข้าว เป็นพระราชพิธีที่ปฏิบัติในกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่มีในกรุงรัตนโกสินทร์ ร.5 ทรงเล่าไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือนว่าเป็นพระราชพิธีในเดือนสาม ตั้งโรงพิธีที่ทุ่งนา เอารวงข้าวมาทำเป็นฉัตรปักไว้ แล้วเอาไฟจุดรวงข้าวนั้น มีคนแต่งตัวแดงพวกหนึ่ง เขียวพวกหนึ่งสวมเทริด เข้าไปยื้อแย่งรวงข้าวนั้น แล้วมีคำพยากรณ์ ต่อจากพระราชพิธีนี้จึงเป็นพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
อ. คมกฤชอธิบายว่าพระราชพิธีธานยเทาะห์จัดขึ้นในเดือนสาม ซึ่งมีช่วงเวลาใกล้เคียงกับเทศกาลโหลี หรือปลายเดือนผาลคุนของอินเดีย และมีการ “เผา” รวงข้าวที่ทำเป็นพุ่มฉัตรไว้ที่ทุ่งนา และมีการ “เล่น” ยื้อแย่งข้าวนั้น มีการแต่งตัว “สีสัน” เข้าในพระราชพิธี ส่วนคำพยากรณ์หรือมูลเหตุที่กระทำคงมุ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นสำคัญ
พระราชพิธีธานยเทาะห์น่าจะได้รับอิทธิพลจากเทศกาลโหลิกาทหนะ หรือโหลีที่ปฏิบัติกันในอินเดียบางภูมิภาค
พราหมณ์เผาข้าว
พราหมณ์พัทลุงสืบเนื่องพิธีธานย์เทาะห์ แต่ออกเสียงตามสำเนียงท้องถิ่นว่า “ทานท่อ” ส่วนชาวบ้านเรียกพิธี “ลาซัง” เพื่อบูชาเทพยดาพระภูมินาไร่ ในพิธีจะเชิญแม่โพสพมาร่วม ครั้นส่งเทวดาทั้งหลายแล้วก็จุดไฟเผาซังข้าว ทุกวันนี้บางทีเผาตอยางของไม้ยางพร้อมไปด้วย เพื่อเตรียมเพาะปลูกครั้งใหม่ (คำบอกเล่าจาก คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2563)
ข้าวสารดำ เป็นข้าวสารเมล็ดมีสีดำอันเกิดจากถูกไฟเผาข้าวเปลือกในพิธีเผาข้าว (หรือธานย์เทาะห์) พบเก่าสุดราวเรือน พ.ศ. 1000 (ปัจจุบันนิยมเรียกสมัยทวารวดี)
ข้าวสารดำพบในแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีหลายแห่ง มีอายุราวหลัง พ.ศ. 1000 ได้แก่ เมืองอู่ตะเภา (อ. หนองแซง จ. สระบุรี), เมืองมโหสถ (อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี), เมืองดงละคร (อ. เมืองฯ จ. นครนายก), และหลายแห่งใน จ. ลพบุรี รวมทั้ง จ. พระนครศรีอยุธยา มีชื่อ “วัดข้าวสารดำ” เนื่องจากในเขตวัดพบข้าวสารดำจำนวนมาก [สุรพล นาถะพินธุ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อ้างอยู่ในบทความเรื่อง ปริศนาข้าวสารดำ ของ กฤช เหลือลมัย. (2560). สืบค้นเมื่อ 28 เมษายน 2563 จาก https://waymagazine.org/krit25/.]
ลานเผาข้าวเปลือก เผาข้าวเป็นพระราชพิธีของกษัตริย์รัฐโบราณในกัมพูชา เพราะเทวสถานสำคัญมีบริเวณ “ลานเผาข้าวเปลือก” เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเผาข้าวเปลือก (หลังฤดูเก็บเกี่ยว) พบหลักฐานขณะนี้อย่างน้อย 2 แห่ง (ตรวจสอบโดย รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ดังนี้
1.จารึกสด๊กก๊อกธม 2 พ.ศ. 1595 (ของพระเจ้าอุทัยทิตยวรรมันที่ 2) พบที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม (จ. สระแก้ว) ระบุข้อความว่าทิศเหนือของเทวสถานมี “กระลาเผาข้าว” คือ ลานเผาข้าวเปลือก แต่ไม่บอกรายละเอียดเผาอย่างไร? แบบไหน?
2.จารึกปราสาทหินพระวิหาร 2 พ.ศ. 1664 (ของพระเจ้าสุริยวรรมันที่ 2) พบที่ปราสาทพระวิหาร (กัมพูชา) มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ถนนไปสู่ลานเผาข้าวเปลือก” แต่ไม่บอกรายละเอียดเผาแบบไหน? อย่างไร?
พิธีเผาข้าวเปลือก พบในพงศาวดารละแวก (อยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 71) พรรณนาพระราชพิธีเดือน 3 แผ่นดินพระศรีสุริโยพรรณ โดยสรุปว่าเอาข้าวเปลือกกองในพระราชวัง แล้วเอาฟางข้าวผูกเป็นรูปหุ่นปักไว้กับกองข้าว ต่อจากนั้นให้ขบวนแห่เวียนกองข้าว 3 รอบ เสร็จแล้วพราหมณ์ปุโรหิตกระทำพลีกรรมบวงสรวงบูชากองข้าวแล้วก็เผากองข้าวนั้น
[กัมพูชามีพระราชพิธีเดือน 3 เผาข้าวบอกไว้ในพงศาวดารละแวก โดยสรุปดังนี้ “—-ให้เจ้าพนักงานเอาข้าวไปกองไว้ในพระราชวัง 5 กอง แล้วให้เอาฟางข้าวผูกเป็นรูปหุ่น 4 คน ปักไว้กับกองข้าว—-” จากนั้นพรรณนากิจกรรมราชสำนัก ในที่สุดมีบอกตอนจบว่า“เจ้าพนักงานพราหมณ์ปุโรหิตกระทำพลีกรรมบวงสรวงบูชากองข้าว แล้วก็เผากองข้าวนั้นเสีย”]
ทั้งหมดไม่ใช่เผาตอซังข้าวในท้องนาเป็นไฟลามทุ่งเหมือนปัจจุบัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | ‘เผาข้าว’ สมัยอยุธยา ไม่ใช่ ‘เผาตอซังข้าว’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th