โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“สงครามสหรัฐ-จีน” เหนือไต้หวัน อาจเขย่าเศรษฐกิจโลกกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 04.09 น.

"สงครามสหรัฐ-จีน" เหนือไต้หวัน เสี่ยงสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ Bloomberg Economics ชี้โลกอาจเผชิญช็อกหนักทั้งชิป การค้า และตลาดการเงิน

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 04.50 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ไต้หวัน เกาะซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงของโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่และความไม่แน่นอนเรื่องการสนับสนุนจากสหรัฐ แม้โอกาสเกิดสงครามยังไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวในทันที แต่หากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอาจรุนแรงในระดับแผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ

รายงานล่าสุดของ Bloomberg Economics จำลอง 5 ฉากทัศน์ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน ตั้งแต่สงครามเต็มรูปแบบ การปิดล้อมทางทะเล-อากาศ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงการผ่อนคลายความขัดแย้ง และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในแต่ละกรณี

ในกรณีรุนแรงที่สุด คือสงครามระหว่างสหรัฐกับจีนเหนือไต้หวัน เศรษฐกิจโลกอาจสูญเสียมูลค่ากว่า 10.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 9.6% ของ GDP โลก ภายในปีแรก สูงกว่าผลกระทบจากทั้งโควิด-19 และวิกฤติการเงินโลกปี 2550-2552

ทำไมไต้หวันสำคัญเกินกว่าจะเป็นเรื่องของภูมิภาค

1.) ไต้หวันคือ โรงงานชิปขั้นสูงของโลก

ไต้หวันผลิตชิปตรรกะขั้นสูง (advanced logic chips) ราว 62% ของโลก และยังเป็นฐานการผลิตสำคัญของชิปเทคโนโลยีรุ่นโตเต็มที่ หรือชิปรุ่นเก่า (mature/legacy chips) อีกด้วย

ขณะที่ TSMC ครองรายได้ตลาดโรงงานรับจ้างผลิตชิป (foundry revenue) ประมาณ 70% ของโลก และเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทค เช่น AMD, Apple, Broadcom, Nvidia, Qualcomm และไม่ได้มีแค่ TSMC ผู้เล่นอย่าง UMC และ PSMC ก็เป็นฐานผลิตชิป mature-node สำคัญ หนุนซัพพลายชิปสำหรับรถยนต์ อุตสาหกรรม และอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภค

2.) ชิปคือ วัตถุดิบจำเป็นของเศรษฐกิจโลก

หลังโลกเปิดเมืองจากล็อกดาวน์โควิด ปัญหาชิปขาดแคลนเคยทำให้หลายอุตสาหกรรมสะดุดมาแล้ว แต่วิกฤตไต้หวันจะหนักกว่านั้นมาก Bloomberg Economics ประเมินว่ามูลค่าเพิ่มของการผลิตโลกประมาณ 5.3% อยู่ในภาคส่วนที่ใช้ชิปเป็นปัจจัยการผลิตโดยตรงคิดเป็นเกือบ 6 ล้านล้านดอลลาร์

3.) ช่องแคบไต้หวันคือ เส้นเลือดใหญ่การค้าโลก

ช่องแคบไต้หวันเป็นทางผ่านของการขนส่งมหาศาล: เกือบครึ่งหนึ่งของกองเรือคอนเทนเนอร์โลก และมากกว่า หนึ่งในห้าของการค้าทางทะเลโลก หรือราว 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ เคยผ่านเส้นทางนี้

สถานะเดิมที่เคยค้ำจุนความสงบ กำลังสั่นคลอน

รายงานชี้ว่า ตั้งแต่ปี 1979 ที่สหรัฐตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไทเปเพื่อไปสถาปนากับจีน โลกเคยอยู่ภายใต้สถานะเดิมแบบไม่สบายใจที่พยุงด้วย 4 เสาหลัก

  • ความเหนือกว่าทางทหารของสหรัฐฯ + ความกำกวมเชิงยุทธศาสตร์เรื่องปกป้องไต้หวัน
    • ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์ของจีนต่อเป้าหมายรวมชาติ
    • การทรงตัวของไทเปต่ออัตลักษณ์และความสัมพันธ์กับจีน
    • ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ-สังคมข้ามช่องแคบที่ลึกขึ้น

แต่เสาหลักเหล่านี้กำลังอ่อนแรง สหรัฐไม่ได้เหนือกว่าจีนแบบขาดลอยเหมือนเดิม จีนมีศักยภาพทางทหารสูงขึ้นและอดทนน้อยลง ขณะที่ประชาธิปไตยของไต้หวันทำให้อัตลักษณ์ความเป็นไต้หวันชัดขึ้นเรื่อย ๆ

5 ฉากทัศน์ที่ Bloomberg Economics ประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน

Bloomberg Economics จำลอง 5 เส้นทางความเป็นไปได้ของความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันในช่วงหลายปีข้างหน้า ตั้งแต่สถานการณ์รุนแรงที่สุดอย่างสงครามเต็มรูปแบบ ไปจนถึงฉากทัศน์เชิงบวกที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งผ่อนคลายลง โดยแต่ละกรณีมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

1.) สงครามสหรัฐ-จีนเหนือไต้หวัน (War)

เป็นฉากทัศน์ที่รุนแรงที่สุด หากจีนเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อไต้หวันและสหรัฐเข้าร่วมความขัดแย้ง รายงานประเมินว่า GDP โลกในปีแรกจะหดตัวราว 9.6% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 10.6 ล้านล้านดอลลาร์ จากช็อกด้านห่วงโซ่อุปทานชิป การค้าระหว่างประเทศที่หยุดชะงัก และแรงเทขายในตลาดการเงินทั่วโลก

2.) จีนปิดล้อมทางทะเล-อากาศ (Air & Sea Blockade)

จีนอาจเลือกใช้มาตรการปิดล้อมแทนการบุกโดยตรง ด้วยการควบคุมเส้นทางเดินเรือและน่านฟ้ารอบไต้หวัน ทำให้โลกไม่สามารถเข้าถึงการส่งออกชิปของไต้หวัน หรือปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการผลิตชิปได้ แม้ไม่ใช่สงครามเต็มรูปแบบ แต่จะสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงจากการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์

3.) ความตึงเครียดสูงขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตใหญ่ (Heightened Tensions)

สถานการณ์อาจยกระดับผ่านเหตุปะทะระดับต่ำ การเผชิญหน้าทางทหารโดยไม่ตั้งใจ หรือการกดดันในพื้นที่สีเทา (gray zone) และการใช้กฎหมายหรือกติกาเป็นเครื่องมือทางการเมือง (lawfare) ซึ่งจะบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน เพิ่มต้นทุนการค้า และชะลอการลงทุนข้ามพรมแดน

4.) สถานะเดิมยื้อไปต่อ แต่เปราะบางมากขึ้น (Status Quo Under Strain)

ความขัดแย้งไม่ปะทุเป็นวิกฤตใหญ่ แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนสะสมต่อเนื่อง และโอกาสเกิดความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจและตลาดการเงินต้องดำเนินงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ตึงตัว

5.) ผ่อนคลายและปรับความสัมพันธ์ดีขึ้น (Rapprochement/Detente)

เป็นฉากทัศน์เชิงบวกที่สุด ซึ่งอาจเกิดจากการเจรจาและสร้างความเข้าใจระหว่างสองฝั่ง ส่งผลให้การค้าและความร่วมมือฟื้นตัว อย่างไรก็ดี Bloomberg Economics มองว่าโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเมืองและจุดยืนพื้นฐานของทั้งจีนและไต้หวัน

Bloomberg Economics ประเมินช็อกเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก

Bloomberg Economics วิเคราะห์ผลกระทบของวิกฤตช่องแคบไต้หวันต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านกรอบช็อก 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ การค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ และตลาดการเงิน ซึ่งจะทำงานซ้ำเติมกันและขยายผลกระทบในวงกว้าง

1.) ช็อกห่วงโซ่อุปทานชิป (Semiconductor Supply Shock)

หากโลกสูญเสียการเข้าถึงกำลังการผลิตของไต้หวัน จะทำให้ซัพพลายชิปตรรกะขั้นสูงของโลกหายไปทันทีราว 62% และชิปรุ่นที่ล้ำสมัยน้อยกว่านั้นอีกประมาณ 31% ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่พึ่งพาชิปเป็นปัจจัยการผลิตโดยตรง ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ ไปจนถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรม เผชิญภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง

ในฉากทัศน์สงคราม รายงานยังสมมติว่า จีนอาจหยุดส่งออกชิปบางส่วนเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตชิปรุ่น mature/legacy ของโลกหายไปอีกส่วนใหญ่ และยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลน

Bloomberg Economics ใช้แนวคิด “golden screw” เพื่ออธิบายสถานการณ์นี้ หมายถึง ชิ้นส่วนสำคัญเพียงตัวเดียวที่หากขาดไป ก็สามารถทำให้ทั้งสายการผลิตหยุดชะงักได้ทั้งหมด

2.) ช็อกการค้าและการขนส่ง (Trade & Shipping Shock)

ในฉากทัศน์สงคราม แบบจำลองตั้งสมมติฐานว่า สหรัฐและจีนจะยุติการค้าระหว่างกันโดยสิ้นเชิง หรือเทียบเท่าการลดลง 100% ขณะที่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐจะเพิ่มมาตรการภาษีและข้อจำกัดทางการค้าต่อจีน และจีนตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน

ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลของภาษี แต่ยังรวมถึงการหยุดชะงักของท่าเรือและเส้นทางเดินเรือสำคัญในจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มอาเซียน ซึ่งจะกระทบการค้าโลกในวงกว้าง และทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้น

3.) ช็อกตลาดการเงิน (Financial Market Shock)

Bloomberg Economics ใช้กรอบการประเมินความเสี่ยงแบบ VIX shock โดยในฉากทัศน์สงครามจะเป็นช็อกระดับรุนแรงใกล้เคียงเหตุการณ์วิกฤตใหญ่ในอดีต รายงานย้ำว่าตลาดการเงินโลกในช่วงหลังถูกขับเคลื่อนอย่างมากด้วยความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI หากการผลิตชิปของไต้หวันสะดุด ความเชื่อมั่นต่อธีม AI อาจพังลงพร้อมกัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานแรงกว่าที่แบบจำลองเชิงเทคนิคทั่วไปประเมินไว้

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...