“จะโทษใครดี?” รศ.ดร.ปณิธาน กาง 4 ประเด็นวิกฤตเรือไทยในฮอร์มุซ สะท้อนความล้มเหลวการประเมินความเสี่ยง
ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตคนไทย จากเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุด รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ออกมาตั้งคำถามสำคัญชวนสังคมคิดวิเคราะห์ ใน 4 ประเด็นดังต่อไปนี้
—
จะโทษใครดี?
ลูกเรือไทยในตอ.กลางกำลังตกอยู่ในอันตราย เรือของเราถูกโจมตี หาลูกเรือไม่พบ 3 คน และก็ยังมีเรือไทยที่ติดอยู่ในช่องแคบเฮอร์มุสอีก ดูแล้วน่าเป็นห่วงมาก ต้องช่วยกันภาวนาขอให้ทุกคนปลอดภัย และต้องขอให้เจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือทุกคนที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วด้วย
ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและยังไม่ชัดเจนเช่นนี้ จะโทษใครก็คงจะไม่เหมาะ แต่ในที่สุดแล้ว ใครจะต้องรับผิดชอบอะไร ก็คงจะต้องพิจารณาประเด็นต่าง ๆ เช่น
1. ผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อคนไทย – เมื่อวันที่ 2 มีนาคมนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศจะโจมตีเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นการข่มขู่คุกคามที่น่าจะผิดกฏหมายระหว่างประเทศ ผิดหลักสันติวิธี ทำให้หลายชาติโดยเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ต้องยุติการเดินเรือในช่องแคบ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนเป็นวงกว้างไปทั่วโลก แม้ว่าหลายประเทศจะเข้าใจหรือเห็นใจว่าเป็นสิทธิของอิหร่านจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดของตน
ไทยคงต้องประนามการกระทำเช่นนี้และหาทางกดดันอิหร่าน โดยเฉพาะ IRGC ที่ทำเช่นนี้ ให้ยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว (กรณี IRGC เชื่อกันว่าเคยมีสมาชิกเข้ามาก่อการร้ายในไทยหลายครั้ง) รวมทั้งเมื่อมีโอกาส ก็ควรจะประนามสหรัฐฯ อิสราเอล ที่สังหารผู้นำของอิหร่านและใช้กำลังโจมตีประเทศอิหร่านอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อพลเรือนจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากเราชัดเจนในจุดยืนที่ถูกต้องนี้ ก็จะไม่ถูกมองว่าเลือกข้าง โดยเฉพาะกับพวกที่ไม่รักษากติกา ไม่รักสันติภาพ และนิยมความรุนแรง
2. ทำไมเรือถึงฝ่าเข้าไปในสมรภูมิ – ในแต่ละวันก่อนที่จะเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ช่องแคบฮอร์มุสโดยเฉลี่ยจะมีเรือผ่านประมาณ 150-200 ลำ แต่หลังจากจากข่มขู่ของ IRGC แล้วและมีเรือถูกโจมตี 5 ลำภายใน 24 ชม.แรก (ปัจจุบันถูกโจมตีกว่า 10-15 ลำ) สัปดาห์ที่แล้ว เรือผ่านลดลงถึง 90-95% เหลือที่ยังแล่นผ่านได้ประมาณกว่า 10 ลำต่อวัน (อ้างอิงรายงาน CSIS และการตรวจจับสัญญญาน Automatic Identification System – AIS ที่ยังเปิดอยู่)
เรือที่ยังผ่านช่องแคบได้นั้น เชื่อกันว่ามี “ข้อตกลงพิเศษ” กับอิหร่านหรือกับ IRGC เหมือนกับที่จีนและบางชาติมีข้อตกลงกับกลุ่มฮูตีที่ทะเลแดง ดังนั้น การฝ่าเดินเรือออกไป ทั้ง ๆ ที่มีการแจ้งเตือนแล้ว ไม่ว่าจากฝ่ายความมั่นคง กองทัพเรือ หรือจากฝ่ายเอกชนด้วยกันเอง อีกทั้งเรือส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติตามไม่ออกเรือ แสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจที่ผิดปกติ หรืออาจจะเป็นเพราะความเชื่อมั่นผิด ๆ รวมทั้งมั่นใจว่าจะได้รับการคุ้มครองก็เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กัน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่รับประกันภัยสงครามว่าสอดคล้องกับเงื่อนไขที่จะต้องจ่ายค่าทดแทนหรือเยียวยาหรือไม่อย่างไร ก็คงได้เริ่มดำเนินการกันไปแล้ว
หลังเกิดเหตุโจมตีเรือไทย ญี่ปุ่น และมาร์แชลล์นี้ การเดินเรือในช่องแคบก็คงจะลดลงอีก ซึ่งก็จะสร้างความโกลาหลและผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่นานาชาติจะต้องเรียกร้องหรือกดดันให้ทุกฝ่ายยุติการกระทำดังกล่าวให้ชัดเจนโดยเร็ว
3. ใครได้รับผลกระทบมากที่สุด – ประเทศในเอเชียรวมทั้งไทย ต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางที่ผ่านช่องแคบเฮอร์มุสมากที่สุด คือประมาณ 80% ของการนำเข้า โดยเฉพาะจีน 40% ของน้ำมัน 30% ของ LNG ต้องผ่านทางนี้ แต่จีนก็น่าจะกักตุนพลังงานสำรองไว้ก่อนพอสมควรล่วงหน้าไว้แล้ว จึงออกคำสั่งให้กองเรือของตนยุติการเดินเรือในช่องแคบชั่วคราว ทั้งนี้ก็รวมทั้งอีกหลายชาติในเอเชียที่ทำการสำรองพลังงานไว้เพิ่มล่วงหน้าไว้แล้วหลายเดือนเช่นกัน
ขณะนี้ ก็ยังมีเรือจำนวนมากที่ติดอยู่ในช่องแคบทอดสมอรอออกเดินทาง รวมทั้งเรือไทยที่ยังติดค้างอยู่อีก 3 ลำ (อ้างอิงโฆษกกองทัพเรือ 12/3/69) ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มในในแต่ละวัน ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในแต่ละสัปดาห์ เป็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ และอาจจะทำให้ต้องตัดสินใจเดินเรือฝ่าสมรภูมิรบออกมาอีกหรือผลักภาระให้ประชาชนผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่ที่ชัดเจนแล้วว่ากระทบมากที่สุด ก็คือผู้ที่สูญเสียและครอบครัว ทั้งบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งก็ไม่มีอะไรจะทดแทนหรือเยียวยาได้
4. สุดท้าย ไทยก็จะต้องทบทวนการทำงานของทุกฝ่ายว่ามีปัญหาอะไร ได้ทำกันเต็มที่หรือดีที่สุดแล้วหรือไม่ จะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีกอย่างไร เช่น ทำไมหลายชาติรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดสงครามและได้กักตุนพลังงานไว้ก่อนล่วงหน้า ทำไมเราแจ้งเตือนกันอย่างไรจึงยังเป็นเช่นนี้ เราเป็นมิตรกับอิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอลแบบไหน จึงได้เกิดเหตุไม่พึงประสงค์หลายครั้ง คนไทยได้รับผลกระทบหลายหน ที่บาดเจ็บเสียชีวิตไปแล้วใครจะรับผิดชอบ
ทั้งหมดนี้ รัฐบาลก็ได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว เช่น การเรียกทูตหรือให้ทูตเข้าพบ เอกชนและภาคประชาชนก็คงจะได้ดำเนินการควบคู่กันไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่หยุดกันแต่เพียงเท่านี้ เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่ายังไม่เพียงพอ ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนไทยจำนวนมาก
#TheStructure
#TheStructureNews
#ปณิธานวัฒนายากร #อิหร่าน #กระทรวงการต่างประเทศ