โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"อาเซียน" น่าห่วง? ประชาคมโตเหลื่อมล้ำ "ไทย" เสี่ยงหลุดขบวน "เวียดนาม" วิ่งแรงแซงหน้า

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“อาเซียน” ไม่เหมือนเดิม? เมื่อเพื่อนบ้านโตเหลื่อมล้ำ 2 ขั้ว “ไทย” เสี่ยงหลุดขบวน เวียดนามวิ่งแรงแซงหน้า

"อาเซียน" โตสองขั้ว เวียดนามพุ่งแรง ไทยรั้งท้าย สัญญาณอันตรายที่ต้องจับตา

คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา คือ ไทยกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังจริงหรือไม่? เพราะภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนแม้จะยังเติบโต แต่เป็นการเติบโตแบบเหลื่อมล้ำ และชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่ากำลังแยกออกเป็นสองขั้วอย่างเห็นได้ชัด โดยประเทศไทยอยู่ในฝั่งที่เติบโตช้าที่สุด ขณะที่เวียดนามกลับพุ่งแรงขึ้นมาเป็นดาวเด่นของภูมิภาค

ข้อมูลล่าสุดปี 2568 ระบุว่า เศรษฐกิจอาเซียนโดยเฉลี่ยขยายตัวประมาณ 4.5% ตามการประเมินของ Asian Development Bank หรือ ADB ตัวเลขนี้หากมองผิวเผินอาจดูไม่เลว เพราะหลายประเทศในยุโรปยังเติบโตไม่ถึง 2–3% ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปเป็นรายประเทศ กลับพบความแตกต่างที่กว้างมากจนน่าตกใจ

รายงานของ Nikkei Asia ชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญภาวะ “การเติบโตสองขั้ว” ชัดที่สุดในรอบหลายปี คำว่าโตสองขั้วในที่นี้ หมายถึงบางประเทศเติบโตแรงมาก ขณะที่บางประเทศเติบโตช้ามาก และช่องว่างนี้กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

ฝั่งที่วิ่งแรงที่สุดแบบเห็นภาพชัด คือ เวียดนาม ปี 2568 จีดีพีขยายตัวสูงถึง 8% มูลค่าส่งออกทะลุ 475,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน สินค้าหลักตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายบริษัทต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากจีนภายใต้กระแส China+1 โรงงานใหม่หลั่งไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนมองเห็นต้นทุนแรงงานที่แข่งขันได้ โครงสร้างประชากรวัยทำงานที่ยังแข็งแรง และรัฐบาลที่เดินเกมรุกด้านข้อตกลงการค้าเสรี ผลลัพธ์คือคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เวียดนามตั้งเป้าโตเฉลี่ย 10% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมาก เพราะยิ่งเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น การรักษาอัตราเติบโตสูงยิ่งทำได้ยาก อีกทั้งยังต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่าเรือ ถนน ระบบพลังงาน และการยกระดับคุณภาพแรงงานให้ทันกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

อีกประเทศที่อยู่ในกลุ่มพุ่งแรงคือสิงคโปร์ แม้เป็นประเทศเล็ก แต่มีบทบาททางเศรษฐกิจระดับโลก ปี 2568 จีดีพีเติบโตราว 5% แรงหนุนหลักมาจากภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง กระแสความต้องการด้าน AI ทั่วโลกทำให้คำสั่งซื้อชิปกลับมา ภาคการเงินยังคงแข็งแกร่งเพราะสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางเงินทุนสำคัญของภูมิภาค

มาเลเซียก็ทำผลงานได้ดี จีดีพีโต 5.2% สูงกว่าเป้าหมายรัฐบาล โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนที่พุ่งถึง 6.3% แรงหนุนมาจากการบริโภคในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันปาล์มและพลังงาน

สามประเทศนี้อยู่ในขั้วที่เติบโตแข็งแรง แต่เมื่อหันมามองอีกฝั่ง ภาพกลับต่างออกไป ฟิลิปปินส์ปี 2568 จีดีพีโตเพียง 4.4% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยโตเกิน 6% ปัจจัยลบมาจากพายุไต้ฝุ่นที่สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรและโครงสร้างพื้นฐาน คดีคอร์รัปชันที่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน และแรงกดดันจากการค้าโลกที่ผันผวน

อินโดนีเซีย เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน โตประมาณ 5.11% ตัวเลขถือว่าแข็งแรง แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายรัฐบาลเล็กน้อย อินโดนีเซียยังพึ่งพาการส่งออกถ่านหิน นิกเกิล และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งราคาผันผวนตามวัฏจักรโลก เมื่อราคาสูงทุกอย่างดูดี แต่เมื่อราคาลด รายได้ก็หดทันที อีกทั้งช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองทำให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจ

ส่วนประเทศไทย จีดีพีปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 2.4% กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตต่ำสุดในอาเซียน ทั้งที่ในอดีตไทยเคยเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาค วันนี้เรากำลังเผชิญแรงฉุดหลายด้าน ทั้งปัญหาการเมืองภายในที่ยืดเยื้อ ความตึงเครียดบางช่วงบริเวณชายแดน การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ช้ากว่าคาด และหนี้ครัวเรือนที่สูงเกิน 90% ของจีดีพี

หนี้ครัวเรือนที่สูงหมายความว่า ประชาชนจำนวนมากต้องนำรายได้ไปชำระหนี้ก่อนการใช้จ่ายอื่น ๆ ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และเอสเอ็มอีรับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ขณะที่การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังไม่เร่งตัว ทำให้ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแยกว่า จะเร่งเครื่องอย่างไรในโลกที่เปลี่ยนเร็วมาก จนกระทั่งมีสื่อต่างชาติบางแห่งเรียกไทยว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”

เมื่อมองภาพรวม ตัวเลขเฉลี่ย 4.5% ของอาเซียนซ่อนความจริงไว้เบื้องหลัง เพราะมีประเทศที่โตถึง 8% และประเทศที่โตเพียง 2% ช่องว่างขนาดใหญ่นี้น่ากังวลอย่างยิ่ง เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วจะดึงดูดเงินทุนและแรงงานฝีมือเข้าไปมากขึ้น บริษัทข้ามชาติย่อมเลือกประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานพร้อม นโยบายชัดเจน และแรงงานมีทักษะสูง ขณะที่ประเทศที่โตช้าอาจเผชิญภาวะสมองไหล เงินลงทุนไหลออก วงจรนี้หากไม่หยุด จะยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำในภูมิภาค

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แม้ภาษีตอบโต้บางส่วนของ Donald Trump จะถูกศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ แต่ก็ยังมีกฎหมายการค้าอื่นที่สามารถหยิบมาใช้ได้ ล่าสุดมีแนวคิด Global Tariff 15% แม้จำกัดเวลา 150 วัน แต่ยังสร้างความไม่แน่นอน เพราะทรัมป์ประกาศชัดว่าจะเดินหน้ามาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ประเทศ ความผันผวนลักษณะนี้กระทบประเทศพึ่งพาการส่งออกอย่างอาเซียนโดยตรง

ขณะเดียวกัน สินค้าราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้าสู่ภูมิภาค ก็กดดันผู้ผลิตท้องถิ่นในหลายประเทศ เพิ่มแรงแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่อาจช่วยพยุงภูมิภาคได้ เงินเฟ้อหลายประเทศเริ่มลดลงหลังผ่านวิกฤตราคาพลังงาน ต้นทุนพลังงานที่นิ่งขึ้นช่วยให้ธุรกิจวางแผนได้ง่ายขึ้น ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัลยังแข็งแกร่ง และหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับยุโรปไม่ชะลอรุนแรงเกินไป อาเซียนยังมีโอกาสเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วของโลก

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ “ประชาคมอาเซียน” เรากำลังเติบโตไปด้วยกันจริงหรือไม่ หรือการเติบโตแบบสองขั้วกำลังแบ่งแยกภูมิภาค และทำให้ความเหลื่อมล้ำขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ และหากประเทศไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และแก้โจทย์ภายในประเทศอย่างจริงจัง โอกาสที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อาจไม่ใช่แค่คำถาม แต่อาจกลายเป็นความจริงในไม่ช้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...