โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กระทบจีดีพีลด 0.15%เงินเฟ้อเพิ่ม 0.5% ธปท.ชี้สงครามอิหร่านทำ“น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง”

Thairath Money

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 00.31 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 00.30 น.
ภาพไฮไลต์

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านต่อประเทศไทยว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อตลาดเงิน และตลาดทุนทั่วโลก และผลกระทบที่รุนแรงจะมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น และยิ่งหากราคารน้ำมันปรับขึ้นแรงๆ จะมีผลกระทบมากแน่นอน โดยหากคิดตัวเลขเฉลี่ยทั้งปี หากราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นไป 10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาเรลล์ก็จะมีผลต่อการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ประมาณ 0.1-0.15% ซึ่งผลกระทบตรงๆ ต่อจีดีพีอาจจะมีจำกัด แต่จะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น เพราะราคาน้ำมันมีสัดส่วนคำนวณอยู่ในตระกร้าเงินเฟ้อของเราประมาณ 13% ซึ่งส่วนนี้เรามีความเป็นห่วงมากกว่า เพราะหากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีปรับเพิ่มขึ้น 10 เหรียญต่อบาเรลล์ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มชึ้น 0.4-0.5% ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องถึงค่าครองชีพของประชาชน

“ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา เราเห็นโอกาสที่จะเกิดสงครามอยู่แล้ว แต่สงครามที่เกิดขึ้นในขณะนี้รุนแรงกว่าที่ กนง.คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปริมาณน้ำมันดิบโลก 20-25% ต้องส่งผ่านช่องทางนี้ รวมทั้งน้ำมันที่ประเทศไทยนำเข้าด้วย ซึ่งคงจะต้องติดตามว่า สงครามที่เกิดขึ้นนี้ยาวนานแค่ไหน เพราะหากยาวนานอาจจะกระทบไปถึงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน และทุกประเทศจะต้องหาแหล่งน้ำมันใหม่ โดยเฉพาะประเทศในเอเซียที่ใช้น้ำมันจากแหล่งนี้ค่อนข้างมาก โดยไทยใช้น้ำมัน 60% ของทั้งหมดนำเข้าจากสหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ และซาอุดิอาระเบีย ทำให้ต้องจับตาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการจัดหาน้ำมันในโลก หรือหาพลังงานอื่นมาทดแทน และจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่”

ผู้ว่าการธปท.กล่าวต่อถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ว่า ถึงแม้มองว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจเพิ่งจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมาเพียงไตรมาสเดียว และบางส่วนของการเติบโตมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนละครึ่งพลัส หรือการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพราะมาตรการภาษีจะหมดไป ดังนั้น กนง.เห็นว่า ควรจะมีการประคองให้เศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป ในระยะยาว

ทั้งนี้ หากคิดตามศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ เราสามารถเติบโตได้เต็มที่ 2.7% แต่ปีนี้คาดว่าเราจะโตได้ประมาณ 1.9% ซึ่งในการประมาณการยังไม่ได้เกิดเรื่องสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น นโยบายการเงินจึงมีช่องว่างเข้าไปประคองได้ และช่วยให้เงินเฟ้อกลับมาเข้าสู่เป้าหมาย และส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงเหลือ 1% น่าจะต่ำกว่าต้นทุนเงินฝากของเขา ทำให้ธนาคารต้องเร่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น แต่ที่ตลาดแปลกใจอาจจะเป็นช่วงเวลาที่เร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้ประมาณเดือน เม.ย.หรือ มิ.ย. แต่ไหนๆ จะต้องประคองเศรษฐกิจอยู่แล้ว กนง.ก็เห็นว่าควรทำเร็วไปเลย

“ธปท.ยังคงดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่บริบทของประเทศอาจจะเปลี่ยนไป เพราะเศรษฐกิจไทยโตลดลงๆ เรื่อยๆ เและลดลงมาถึงจุดหนึ่งที่หากเราไม่เข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ทำหลายโครงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะหากไม่แก้ปัญหา จีดีพีจะลงมาเรื่อยๆ และลงมาจุดที่กระทบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาวอย่างแน่นอน เช่น รายได้ของคนลดลง เศรษฐกิจลดลงเรื่อยๆ หนี้สินครัวเรือนก็เพิ่มขึ้น รายได้ไม่พอใช้ก็ต้องไปกู้ ความเหลื่อมล้ำในสังคมจะเพิ่มขึ้น เอสเอ็มอีปิดกิจการและแม้แต่การเร่งแก้หนี้ก็ทำให้ได้ผลจริงไม่ได้ หากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ธปท.มีหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจ อันนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล เรายังยึดโยงกับภารกิจหลักคือเสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว แต่เข้าไปช่วยเชิงโครงสร้าง”

นายวิทัย กล่าวด้วยว่า จะเห็นว่าธปท.เข้าไปร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น และการดำเนินนโยบายการเงินการคลังมีความสอดคล้องกันมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเห็นด้วยกับรัฐบาลทุกเรื่อง เรายังเป็นอิสระ การตัดสินใจดอกเบี้ยหรือนโยบายการเงิน เราไม่ได้ฟังใคร เราดูตามข้อมูลที่เหมาะสมของเรา แต่ในเรื่องเชิงโครงสร้างเราก็เข้าไปช่วย ที่กำลังดำเนินการอยู่คือ การแก้ไขปัญหาทุนเทา ซึ่งในกลางเดือนนี้จะออกเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์สอบถามอย่างเข้มงวด กรณีเบิกเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไปว่านำไปใช้ทำอะไร ถ้าตอบคำถามไม่ได้ ธนาคารจะขอให้จ่ายเป็นเช็ค หรือโอนเงิน เพราะสามารถติดตามเส้นทางเงินได้ ขณะที่ในส่วนของมาตรการแก้หนี้ ในระยะต่อไปจะมีมาตรการแก้หนี้ออกมาเป็นระยะๆ เพื่อแก้หนี้ประเภทอื่นๆ ส่วนการดูแลค่าเงินบาท มาตรการเรื่องการจำกัดการซื้อทองคำเป็นเงินบาท 50 ล้านบาท ที่เริ่มในวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมาน่าจะช่วยได้บ้าง ขณะที่การแทรกแซงค่าเงินบาทนั้น ยังคงทำตามความตามความเหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดที่ทำได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กระทบจีดีพีลด 0.15%เงินเฟ้อเพิ่ม 0.5% ธปท.ชี้สงครามอิหร่านทำ“น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...