โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ทวี สอดส่อง' กับจุดยืนยึดมั่นหลักนิติธรรม 'เมื่อความจริงปรากฏความชั่วร้ายต้องหายไป'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ม.ค. เวลา 09.12 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 02.00 น.

รายงานพิเศษ

‘ทวี สอดส่อง’

กับจุดยืนยึดมั่นหลักนิติธรรม

‘เมื่อความจริงปรากฏความชั่วร้ายต้องหายไป’

เป็นอีก 1 บุคคลที่มีบทบาทต่อการเมืองไทย และได้รับการเชื่อถือว่ามีความรู้ เชี่ยวชาญเรื่องระบบยุติธรรม และความมั่นคง เข้าใจในปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มากที่สุดคนหนึ่ง

สำหรับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่มีฐาน ส.ส.อย่างเข้มแข็งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาชาติเข้มแข็ง ก็คือตัวของ พ.ต.อ.ทวี ที่ยืนหยัดในหลักการความยุติธรรม นิติธรรม นิติรัฐ ตั้งแต่รับราชการ

จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าที่แท้แล้ว ตัวตนที่แท้จริงของ พ.ต.อ.ทวี เป็นคนอย่างไรกันแน่ ซึ่ง พ.ต.อ.ทวีได้เผยประวัติชีวิตตัวเอง พร้อมประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา

ชีวิตวัยเด็ก

ผมเป็นคน อ.แสวงหา จ.อ่างทอง พ่อเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ก๋งมาจากเมืองจีน แม่เป็นคนไทย นับถือศาสนาพุทธ คนทั่วไปคิดว่าผมเป็นมุสลิม เพราะไปทำงานภาคใต้มาก

วัยเด็กที่บ้านทำนา พ่อแม่ขายของชำ ตั้งแต่เด็กก็เห็นพ่อตื่นมาก่อนฟ้าสางทำงานจนดึกทุกคืน ไปตระเวนซื้อปลา ซื้อไก่บ้าน บางทีชาวบ้านฆ่าวัว ฆ่าควาย พ่อก็จะเอาหนังมาตากเกลือเอาไปขาย ต่อมาก็มีโรงสีเล็กๆ สีข้าวขายทางเรือ เพราะบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำน้อย ตอนแรกก็ใช้จักรยาน ต่อมาก็มีมอเตอร์ไซค์ ฮอนด้า 150 ซีซี วิ่งส่งของไปตลาด

ด้วยความที่เป็นอำเภอเล็ก เวลาเรียนต้องไปเรียนที่ อ.วิเศษชัยชาญ ห่างจากบ้าน 20 กิโลเมตร บ่อยครั้งที่พ่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่ง ถนนหนทางก็ไม่ดี เป็นหลุมเป็นบ่อ ทางทีก็ลื่นล้ม ชุดนักเรียนเปื้อนโคลน ก็ต้องไปเรียนทั้งอย่างนั้น

ตอนเด็กอยู่กับชนบท จึงเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน เห็นความไม่เป็นธรรมมามาก ส่วนหนึ่งก็เลยคิดอยากเป็นตำรวจ ดังนั้น จากที่เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนตันติวิทยาภูมิ ที่เป็นโรงเรียนประจำ อ.วิเศษชัยชาญ จบ ม.ศ.3 ก็ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ที่ตอนนั้นก็เหมือนโรงเรียนเตรียมเพื่อเข้าโรงเรียนนายร้อย

แต่สอบครั้งแรกไม่ติด มาสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ในครั้งที่ 2

สมัยที่เรียนผมเป็นนักเรียนนายร้อย ก็เป็นนักเรียนปกครอง จบมาก็รับราชการที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ย้ายเข้านครบาล ที่ สน.นางเลิ้ง เป็นสารวัตรครั้งแรกในตำแหน่งสารวัตรป้องกันและปราบปราม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

เข้ามาอยู่กองปราบปรามก็ตอนเกิดเหตุวิกฤต มีระเบิดที่ห้องผู้การกองปราบฯ ในสมัยนั้น จนต้องเอา พล.ต.ต.ล้วน ปานรศทิพ ที่ได้ชื่อว่าเป็นตำรวจตงฉิน จากผู้การภาค 3 มาเป็นผู้การกองปราบฯ ท่านก็มีคำสั่งให้ผมมาเป็นสารวัตรแผนก 4 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม หรือที่เรียกว่าสารวัตรประเทศไทย มีอำนาจสืบสวน ออกหมายจับ หมายค้น ทั่วประเทศ

เอาเข้าจริงผมไม่เคยรู้จักกับ พล.ต.ต.ล้วนเป็นการส่วนตัว แต่ท่านเคยบอกว่าเลือกผม เพราะเคยเป็นผู้กำกับที่กาญจนบุรี แล้วรู้ถึงความประพฤติก็เลยเลือกมาทำงาน ท่านบอกผมว่า เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติงาน

จากนั้นก็โตสายกองปราบฯ เรื่อยมา เป็นผู้กำกับ 2 กองปราบฯ หรือผู้กำกับประเทศไทย มาเป็นรองผู้การกองปราบฯ

จนกระทั่งท่านสมบัติ อมรวิวัฒน์ ไปเป็นอธิบดีดีเอสไอ ผมสอบสวนเรื่องปล้นปืนค่ายปิเหล็ง ท่านก็โทร.มาขอให้โยกไปเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะตอนนั้นท่านไปเป็นอธิบดี ก็ต้องการมือไม้คนทำงานไปช่วย ตอนนั้นมีคดีสำคัญเยอะ ท่านสมบัติเคยคุมสอบสวนกลาง เลยรู้จักกัน เลยมาเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ สังกัดกระทรวงยุติธรรม

พอยึดอำนาจสมัย คมช.ปี 2544 โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ถูกย้ายไปเป็นรองเลขาธิการ ป.ป.ส. ต่อมามีเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ คำสั่งแรกที่มีก็คือตั้งผมมาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

จริงๆ ก็เคยพบกันครั้งเดียว ตอนที่สอบเรื่องรถและเรือดับเพลิง ขณะที่นายสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้เรียกท่านไปสอบที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ไม่รู้ว่าใครแนะนำ หรือท่านตัดสินใจเป็นการส่วนตัว ที่ให้ผมกลับมาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่คดีรถและเรือดับเพลิงเราก็ทำตรงไปตรงมา สุดท้าย ป.ป.ช.โอนคดีไป แล้วก็ไปยัง คตส. ก็มีคดีที่เกี่ยวกับนายสมัครด้วย

หลังจากเป็นอธิบดีดีเอสไอ มาเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม จากนั้นปี 2554 ก็โอนไปเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. อยู่ได้ 2 ปี 7 เดือน ก็เกิดรัฐประหารอีก โดย คสช.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้ารัฐประหาร และมาเป็นนายกฯ ก็ย้ายหมด ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ไปประจำสำนักนายกฯ มีทั้งหมด 16 คน นั่งทำงานกันตรงสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเดิม ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล

เขาคิดว่ายึดอำนาจก็ต้องย้ายข้าราชการทั้งหมด จนกระทั่งปี 2560 มีรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ก็ทำประชามติ

ตอนที่ถูกย้ายมาประจำ ทำงานอยู่ที่ตรงข้ามทำเนียบ ฝั่ง ก.พ.เดิม วันปกติก็จะมีพี่น้องไปมาหาสู่ มีความผูกพัน พอมีรัฐธรรมนูญ ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็ไปชวนมาทำพรรคการเมือง อยากเป็นพรรคการเมืองที่รวบรวมคนมีอุดมการณ์ รับฟังเสียงประชาชน แรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร

อาจารย์วันนอร์ก็มาหาทุกเดือน มาคุย มาเล่าอะไรให้ฟัง ก็รวบรวมหลายๆ คนที่มีความคิดตรงกัน ก็ควรทำพรรคการเมือง ชื่อพรรคประชาชาติ เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่สามารถแก้ได้ด้วยการยึดอำนาจ จึงรวมตัวคนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และรักความเป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความหลากหลาย แตกต่าง เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม

เส้นทางทางการเมืองก็เริ่มดังนี้

ชีวิตตำรวจ ผ่านการทำคดีสำคัญๆ มามาก

เคยถูกกดดันข่มขู่หรือไม่

ผมเป็นตำรวจมานาน ย้ายมากระทรวงยุติธรรม ก็ดูเรื่องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผ่านคดีใหญ่มามาก แต่ทุกคดีผมทำโดยยึดข้อเท็จจริง หลักฐาน

ข้อเท็จจริงจะเป็นข้อเท็จจริงได้ ต้องไม่เกิดความรู้สึก แต่ต้องมีพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล เอกสาร พยานแวดล้อม พยานวัตถุ พยานผู้เชี่ยวชาญ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริง เราก็แค่รับฟังไว้

อีกอันหนึ่งที่ต้องมีคือ ต้องไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เราได้พบ เมื่อความจริงปรากฏ ความกลัวหรือความชั่วร้ายต้องหายไป

คดีแรกที่ย้ายมาเป็นสารวัตรแผนก 4 กอง 2 ก็คือคดีลอบสังหารท่านประมาณ ชันซื่อ อดีตประธานศาลฎีกา ทำให้เราถูกโฟกัสโดยสังคม ต้องยึดหลักการ ตอนนั้นผมให้ประกันอาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ จำเลยที่ 4 เพราะเห็นว่าเขายังเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยึดหลักนิติธรรม และอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าไม่มีอะไรรุนแรงจริง ในชั้นพนักงานสอบสวนผมก็ให้ประกัน แต่ตอนส่งสำนวน อัยการไม่ให้ประกัน

ตอนทำคดีเพชรซาอุฯ อุ้มฆ่าแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์ สุดท้ายผู้ที่ถูกดำเนินคดีเป็นอดีตนายตำรวจมือปราบ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ กลายเป็นผู้ต้องหา เป็นนายตำรวจรุ่นพี่ที่ผมเคารพมาก ผมอยู่โรงเรียนนายร้อยชอบเล่นฟุตบอล ท่านก็ไปสอนฟุตบอล แต่เมื่อเป็นคดีเราก็ต้องทำ

ตอนนั้นฝากขัง ปกติพอจับกุม ธรรมดาก็จะคุมตัว 7 วัน แล้วฝากขัง แต่ตอนนั้นแจ้งข้อหา แล้วก็ตัดสินใจไม่ใช้ 7 วัน ไปฝากขังเลย ชัดเจนว่ากองปราบฯ ไม่อยากเอาตัวท่านไว้

แต่ศาลไม่ยอม ต้องไต่สวน ตอนนั้นท่านประชา พรหมนอก ท่านวรรณรัตน์ คชรักษ์ ก็บอกว่า ท่านชลอเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ บางท่านบอกเคยทำงานด้วยกันมาก่อน ตอนนั้นเลยให้ผมที่เป็นสารวัตรแผนก 4 กอง 2 ไปไต่สวนที่ศาล

เราก็กราบเรียนศาล ว่าถ้าเป็นปกติ ผมเองถ้ามีคดีจะให้ประกัน การไม่ให้ประกันต้องเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ เพราะในสิทธิของผู้ต้องหา ถ้ายังไม่ตัดสินก็ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่การไม่ให้ประกันครั้งนี้เกิดกับผู้ที่ผมเคารพ เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ เป็นผู้ที่เคยสร้างประโยชน์ให้สังคมมากมาย แต่ที่ไม่ให้ประกันเพราะผมมีเหตุผล

ผมได้สัมผัสพยาน โดยเฉพาะพยานที่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็น เกรงกลัวมาก ตอนนั้นสอบตำรวจอยู่คนหนึ่ง ระหว่างสอบอยู่ โดดออกจากหน้าต่าง พอขึ้นมาสอบ บอกขอให้ผมเป็นผู้ต้องหาก่อน คือเกรงกลัวมาก จึงมีเหตุจำเป็นต้องคัดค้านประกันตัว ให้การสอบสวนเป็นไปตามพยานหลักฐาน เราก็ต้องกล้าพูดความจริง

ต่อมาในคดีเพชรซาอุฯ สุดท้ายต้องแจ้งข้อหา พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ตอนนั่งพิมพ์มือ ผมก็ต้องนั่งคุม ก็รู้ว่าท่านคงไม่พอใจ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเพราะมีคนซัดทอด แล้วเราก็กรองแล้ว ทำในรูปแบบกรรมการ หลายเรื่องทำไปท่านก็ไม่ได้โกรธ เพราะเราไม่ได้กลั่นแกล้งใคร สุดท้ายเมื่อถึงชั้นอัยการก็มีคำสั่งไม่ฟ้อง

อย่างเรื่องลอบสังหารคุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผู้ต้องหาคดีดังกล่าว เมื่อพ้นโทษออกมา ตอนนี้เขาก็ยังส่งผลไม้ ส่งทุเรียนอะไรมาให้ เพราะเราเอาแค่ตามพยานหลักฐาน ตรงไปตรงมา อะไรที่ทำมาก่อนไม่มีพยานหลักฐาน เราก็ไม่ล่วงไปถึง

อย่างล่าสุด คดี แป้ง นาโหนด ที่หนีไปอินโดนีเซีย กรมสอบสวนคดีพิเศษไปตามจับมาเขาก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง ไม่เคยแกล้งใคร ถ้าไม่มีพยานหลักฐาน แล้วฟังมาเป็นแค่ข้อมูล เป็นแค่ทิศทาง แต่ไม่กลั่นแกล้งใคร ถ้าไม่พยานหลักฐาน

ก็อาจมีคนไม่ชอบเยอะ ก็คงมีคนไม่พอใจ แต่ก็ไม่เคยโดนข่มขู่ รับรู้ได้ว่าความไม่พอใจมี แต่เส้นทางนี้ ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหาย เป็นประธานศาลฎีกา เป็นอธิบดีกรมตำรวจก็มี แต่ไม่เคยโดนขู่ตรงๆ เราเป็นคนชัดเจน มีความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจพอสมควร ยิ่งมาข่มขู่ยิ่งต้องพิสูจน์

มองความยุติธรรมอย่างไร

ความยุติธรรมอาจจะเป็นนามธรรม แต่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของบ้านเมือง สังคมที่รวมตัวอยู่กันได้ก็ต้องการความยุติธรรมเป็นแกน ถ้าสังคมไหนขาดความยุติธรรมก็อยู่ยาก อย่าว่าแต่ประชาชนเลย ถ้าไม่มีความเป็นธรรม ผู้ปกครองก็อยู่ยาก

แต่แปลกมากที่สังคมไม่สนใจเรื่องการออกกฎเกณฑ์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่ไปปกครอง

เราจึงเห็นว่าจะมีกฎหมายที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งมีความสุข แต่ปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยกฎหมาย ถ้าทำมากๆ ก็ปล่อยให้ความสุขอยู่กับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ความทุกข์ความเหลื่อมล้ำก็ไปอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายก็พยายามเขียนกฎหมาย ให้สมบัติที่ควรเป็นของคนทั้งประเทศ ไปเป็นสมบัติส่วนตัวของคนบางคน

ความยุติธรรมจึงมีความสำคัญ

คิดยังไงกับคำว่า

ไม่ฆ่าน้องไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน

ทุกองค์กรเราต้องกตัญญู ปรัชญาองค์กรก็คือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือทำให้ราษฎรอยู่อย่างสันติ

คำว่าไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ผมคิดว่าเป็นคำพูดสำหรับใช้กับคนดี ไม่ควรเอาเรื่องเท็จไปใส่ร้ายเรื่องไม่จริง

แต่เรื่องการทำงานนี่ เพื่อน น้องพี่ เอาไว้กินข้าว เอาความผูกพันไว้ข้างนอก แต่ไม่ควรมายุ่งกับงาน

สุดท้ายทุกคนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

รายงานพิเศษ

‘ทวี สอดส่อง’

กับจุดยืนยึดมั่นหลักนิติธรรม

‘เมื่อความจริงปรากฏความชั่วร้ายต้องหายไป’

เป็นอีก 1 บุคคลที่มีบทบาทต่อการเมืองไทย และได้รับการเชื่อถือว่ามีความรู้ เชี่ยวชาญเรื่องระบบยุติธรรม และความมั่นคง เข้าใจในปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มากที่สุดคนหนึ่ง

สำหรับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่มีฐาน ส.ส.อย่างเข้มแข็งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาชาติเข้มแข็ง ก็คือตัวของ พ.ต.อ.ทวี ที่ยืนหยัดในหลักการความยุติธรรม นิติธรรม นิติรัฐ ตั้งแต่รับราชการ

จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าที่แท้แล้ว ตัวตนที่แท้จริงของ พ.ต.อ.ทวี เป็นคนอย่างไรกันแน่ ซึ่ง พ.ต.อ.ทวีได้เผยประวัติชีวิตตัวเอง พร้อมประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา

ชีวิตวัยเด็ก

ผมเป็นคน อ.แสวงหา จ.อ่างทอง พ่อเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ก๋งมาจากเมืองจีน แม่เป็นคนไทย นับถือศาสนาพุทธ คนทั่วไปคิดว่าผมเป็นมุสลิม เพราะไปทำงานภาคใต้มาก

วัยเด็กที่บ้านทำนา พ่อแม่ขายของชำ ตั้งแต่เด็กก็เห็นพ่อตื่นมาก่อนฟ้าสางทำงานจนดึกทุกคืน ไปตระเวนซื้อปลา ซื้อไก่บ้าน บางทีชาวบ้านฆ่าวัว ฆ่าควาย พ่อก็จะเอาหนังมาตากเกลือเอาไปขาย ต่อมาก็มีโรงสีเล็กๆ สีข้าวขายทางเรือ เพราะบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำน้อย ตอนแรกก็ใช้จักรยาน ต่อมาก็มีมอเตอร์ไซค์ ฮอนด้า 150 ซีซี วิ่งส่งของไปตลาด

ด้วยความที่เป็นอำเภอเล็ก เวลาเรียนต้องไปเรียนที่ อ.วิเศษชัยชาญ ห่างจากบ้าน 20 กิโลเมตร บ่อยครั้งที่พ่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่ง ถนนหนทางก็ไม่ดี เป็นหลุมเป็นบ่อ ทางทีก็ลื่นล้ม ชุดนักเรียนเปื้อนโคลน ก็ต้องไปเรียนทั้งอย่างนั้น

ตอนเด็กอยู่กับชนบท จึงเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน เห็นความไม่เป็นธรรมมามาก ส่วนหนึ่งก็เลยคิดอยากเป็นตำรวจ ดังนั้น จากที่เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนตันติวิทยาภูมิ ที่เป็นโรงเรียนประจำ อ.วิเศษชัยชาญ จบ ม.ศ.3 ก็ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ที่ตอนนั้นก็เหมือนโรงเรียนเตรียมเพื่อเข้าโรงเรียนนายร้อย

แต่สอบครั้งแรกไม่ติด มาสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ในครั้งที่ 2

สมัยที่เรียนผมเป็นนักเรียนนายร้อย ก็เป็นนักเรียนปกครอง จบมาก็รับราชการที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ย้ายเข้านครบาล ที่ สน.นางเลิ้ง เป็นสารวัตรครั้งแรกในตำแหน่งสารวัตรป้องกันและปราบปราม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

เข้ามาอยู่กองปราบปรามก็ตอนเกิดเหตุวิกฤต มีระเบิดที่ห้องผู้การกองปราบฯ ในสมัยนั้น จนต้องเอา พล.ต.ต.ล้วน ปานรศทิพ ที่ได้ชื่อว่าเป็นตำรวจตงฉิน จากผู้การภาค 3 มาเป็นผู้การกองปราบฯ ท่านก็มีคำสั่งให้ผมมาเป็นสารวัตรแผนก 4 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม หรือที่เรียกว่าสารวัตรประเทศไทย มีอำนาจสืบสวน ออกหมายจับ หมายค้น ทั่วประเทศ

เอาเข้าจริงผมไม่เคยรู้จักกับ พล.ต.ต.ล้วนเป็นการส่วนตัว แต่ท่านเคยบอกว่าเลือกผม เพราะเคยเป็นผู้กำกับที่กาญจนบุรี แล้วรู้ถึงความประพฤติก็เลยเลือกมาทำงาน ท่านบอกผมว่า เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติงาน

จากนั้นก็โตสายกองปราบฯ เรื่อยมา เป็นผู้กำกับ 2 กองปราบฯ หรือผู้กำกับประเทศไทย มาเป็นรองผู้การกองปราบฯ

จนกระทั่งท่านสมบัติ อมรวิวัฒน์ ไปเป็นอธิบดีดีเอสไอ ผมสอบสวนเรื่องปล้นปืนค่ายปิเหล็ง ท่านก็โทร.มาขอให้โยกไปเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะตอนนั้นท่านไปเป็นอธิบดี ก็ต้องการมือไม้คนทำงานไปช่วย ตอนนั้นมีคดีสำคัญเยอะ ท่านสมบัติเคยคุมสอบสวนกลาง เลยรู้จักกัน เลยมาเป็นรองอธิบดีดีเอสไอ สังกัดกระทรวงยุติธรรม

พอยึดอำนาจสมัย คมช.ปี 2544 โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ถูกย้ายไปเป็นรองเลขาธิการ ป.ป.ส. ต่อมามีเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ คำสั่งแรกที่มีก็คือตั้งผมมาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

จริงๆ ก็เคยพบกันครั้งเดียว ตอนที่สอบเรื่องรถและเรือดับเพลิง ขณะที่นายสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้เรียกท่านไปสอบที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ไม่รู้ว่าใครแนะนำ หรือท่านตัดสินใจเป็นการส่วนตัว ที่ให้ผมกลับมาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่คดีรถและเรือดับเพลิงเราก็ทำตรงไปตรงมา สุดท้าย ป.ป.ช.โอนคดีไป แล้วก็ไปยัง คตส. ก็มีคดีที่เกี่ยวกับนายสมัครด้วย

หลังจากเป็นอธิบดีดีเอสไอ มาเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม จากนั้นปี 2554 ก็โอนไปเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. อยู่ได้ 2 ปี 7 เดือน ก็เกิดรัฐประหารอีก โดย คสช.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้ารัฐประหาร และมาเป็นนายกฯ ก็ย้ายหมด ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ไปประจำสำนักนายกฯ มีทั้งหมด 16 คน นั่งทำงานกันตรงสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเดิม ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล

เขาคิดว่ายึดอำนาจก็ต้องย้ายข้าราชการทั้งหมด จนกระทั่งปี 2560 มีรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ก็ทำประชามติ

ตอนที่ถูกย้ายมาประจำ ทำงานอยู่ที่ตรงข้ามทำเนียบ ฝั่ง ก.พ.เดิม วันปกติก็จะมีพี่น้องไปมาหาสู่ มีความผูกพัน พอมีรัฐธรรมนูญ ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็ไปชวนมาทำพรรคการเมือง อยากเป็นพรรคการเมืองที่รวบรวมคนมีอุดมการณ์ รับฟังเสียงประชาชน แรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร

อาจารย์วันนอร์ก็มาหาทุกเดือน มาคุย มาเล่าอะไรให้ฟัง ก็รวบรวมหลายๆ คนที่มีความคิดตรงกัน ก็ควรทำพรรคการเมือง ชื่อพรรคประชาชาติ เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่สามารถแก้ได้ด้วยการยึดอำนาจ จึงรวมตัวคนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย และรักความเป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความหลากหลาย แตกต่าง เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม

เส้นทางทางการเมืองก็เริ่มดังนี้

ชีวิตตำรวจ ผ่านการทำคดีสำคัญๆ มามาก

เคยถูกกดดันข่มขู่หรือไม่

ผมเป็นตำรวจมานาน ย้ายมากระทรวงยุติธรรม ก็ดูเรื่องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผ่านคดีใหญ่มามาก แต่ทุกคดีผมทำโดยยึดข้อเท็จจริง หลักฐาน

ข้อเท็จจริงจะเป็นข้อเท็จจริงได้ ต้องไม่เกิดความรู้สึก แต่ต้องมีพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล เอกสาร พยานแวดล้อม พยานวัตถุ พยานผู้เชี่ยวชาญ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริง เราก็แค่รับฟังไว้

อีกอันหนึ่งที่ต้องมีคือ ต้องไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เราได้พบ เมื่อความจริงปรากฏ ความกลัวหรือความชั่วร้ายต้องหายไป

คดีแรกที่ย้ายมาเป็นสารวัตรแผนก 4 กอง 2 ก็คือคดีลอบสังหารท่านประมาณ ชันซื่อ อดีตประธานศาลฎีกา ทำให้เราถูกโฟกัสโดยสังคม ต้องยึดหลักการ ตอนนั้นผมให้ประกันอาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ จำเลยที่ 4 เพราะเห็นว่าเขายังเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยึดหลักนิติธรรม และอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าไม่มีอะไรรุนแรงจริง ในชั้นพนักงานสอบสวนผมก็ให้ประกัน แต่ตอนส่งสำนวน อัยการไม่ให้ประกัน

ตอนทำคดีเพชรซาอุฯ อุ้มฆ่าแม่ลูกศรีธนะขัณฑ์ สุดท้ายผู้ที่ถูกดำเนินคดีเป็นอดีตนายตำรวจมือปราบ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ กลายเป็นผู้ต้องหา เป็นนายตำรวจรุ่นพี่ที่ผมเคารพมาก ผมอยู่โรงเรียนนายร้อยชอบเล่นฟุตบอล ท่านก็ไปสอนฟุตบอล แต่เมื่อเป็นคดีเราก็ต้องทำ

ตอนนั้นฝากขัง ปกติพอจับกุม ธรรมดาก็จะคุมตัว 7 วัน แล้วฝากขัง แต่ตอนนั้นแจ้งข้อหา แล้วก็ตัดสินใจไม่ใช้ 7 วัน ไปฝากขังเลย ชัดเจนว่ากองปราบฯ ไม่อยากเอาตัวท่านไว้

แต่ศาลไม่ยอม ต้องไต่สวน ตอนนั้นท่านประชา พรหมนอก ท่านวรรณรัตน์ คชรักษ์ ก็บอกว่า ท่านชลอเป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ บางท่านบอกเคยทำงานด้วยกันมาก่อน ตอนนั้นเลยให้ผมที่เป็นสารวัตรแผนก 4 กอง 2 ไปไต่สวนที่ศาล

เราก็กราบเรียนศาล ว่าถ้าเป็นปกติ ผมเองถ้ามีคดีจะให้ประกัน การไม่ให้ประกันต้องเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ เพราะในสิทธิของผู้ต้องหา ถ้ายังไม่ตัดสินก็ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่การไม่ให้ประกันครั้งนี้เกิดกับผู้ที่ผมเคารพ เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ เป็นผู้ที่เคยสร้างประโยชน์ให้สังคมมากมาย แต่ที่ไม่ให้ประกันเพราะผมมีเหตุผล

ผมได้สัมผัสพยาน โดยเฉพาะพยานที่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็น เกรงกลัวมาก ตอนนั้นสอบตำรวจอยู่คนหนึ่ง ระหว่างสอบอยู่ โดดออกจากหน้าต่าง พอขึ้นมาสอบ บอกขอให้ผมเป็นผู้ต้องหาก่อน คือเกรงกลัวมาก จึงมีเหตุจำเป็นต้องคัดค้านประกันตัว ให้การสอบสวนเป็นไปตามพยานหลักฐาน เราก็ต้องกล้าพูดความจริง

ต่อมาในคดีเพชรซาอุฯ สุดท้ายต้องแจ้งข้อหา พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ตอนนั่งพิมพ์มือ ผมก็ต้องนั่งคุม ก็รู้ว่าท่านคงไม่พอใจ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเพราะมีคนซัดทอด แล้วเราก็กรองแล้ว ทำในรูปแบบกรรมการ หลายเรื่องทำไปท่านก็ไม่ได้โกรธ เพราะเราไม่ได้กลั่นแกล้งใคร สุดท้ายเมื่อถึงชั้นอัยการก็มีคำสั่งไม่ฟ้อง

อย่างเรื่องลอบสังหารคุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผู้ต้องหาคดีดังกล่าว เมื่อพ้นโทษออกมา ตอนนี้เขาก็ยังส่งผลไม้ ส่งทุเรียนอะไรมาให้ เพราะเราเอาแค่ตามพยานหลักฐาน ตรงไปตรงมา อะไรที่ทำมาก่อนไม่มีพยานหลักฐาน เราก็ไม่ล่วงไปถึง

อย่างล่าสุด คดี แป้ง นาโหนด ที่หนีไปอินโดนีเซีย กรมสอบสวนคดีพิเศษไปตามจับมาเขาก็รู้ว่าผมเป็นคนยังไง ไม่เคยแกล้งใคร ถ้าไม่มีพยานหลักฐาน แล้วฟังมาเป็นแค่ข้อมูล เป็นแค่ทิศทาง แต่ไม่กลั่นแกล้งใคร ถ้าไม่พยานหลักฐาน

ก็อาจมีคนไม่ชอบเยอะ ก็คงมีคนไม่พอใจ แต่ก็ไม่เคยโดนข่มขู่ รับรู้ได้ว่าความไม่พอใจมี แต่เส้นทางนี้ ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหาย เป็นประธานศาลฎีกา เป็นอธิบดีกรมตำรวจก็มี แต่ไม่เคยโดนขู่ตรงๆ เราเป็นคนชัดเจน มีความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจพอสมควร ยิ่งมาข่มขู่ยิ่งต้องพิสูจน์

มองความยุติธรรมอย่างไร

ความยุติธรรมอาจจะเป็นนามธรรม แต่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของบ้านเมือง สังคมที่รวมตัวอยู่กันได้ก็ต้องการความยุติธรรมเป็นแกน ถ้าสังคมไหนขาดความยุติธรรมก็อยู่ยาก อย่าว่าแต่ประชาชนเลย ถ้าไม่มีความเป็นธรรม ผู้ปกครองก็อยู่ยาก

แต่แปลกมากที่สังคมไม่สนใจเรื่องการออกกฎเกณฑ์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่ไปปกครอง

เราจึงเห็นว่าจะมีกฎหมายที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งมีความสุข แต่ปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยกฎหมาย ถ้าทำมากๆ ก็ปล่อยให้ความสุขอยู่กับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ความทุกข์ความเหลื่อมล้ำก็ไปอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายก็พยายามเขียนกฎหมาย ให้สมบัติที่ควรเป็นของคนทั้งประเทศ ไปเป็นสมบัติส่วนตัวของคนบางคน

ความยุติธรรมจึงมีความสำคัญ

คิดยังไงกับคำว่า

ไม่ฆ่าน้องไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน

ทุกองค์กรเราต้องกตัญญู ปรัชญาองค์กรก็คือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือทำให้ราษฎรอยู่อย่างสันติ

คำว่าไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ผมคิดว่าเป็นคำพูดสำหรับใช้กับคนดี ไม่ควรเอาเรื่องเท็จไปใส่ร้ายเรื่องไม่จริง

แต่เรื่องการทำงานนี่ เพื่อน น้องพี่ เอาไว้กินข้าว เอาความผูกพันไว้ข้างนอก แต่ไม่ควรมายุ่งกับงาน

สุดท้ายทุกคนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ทวี สอดส่อง’ กับจุดยืนยึดมั่นหลักนิติธรรม ‘เมื่อความจริงปรากฏความชั่วร้ายต้องหายไป’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...