โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สธ.ยันไทยไม่เคยเจอผู้ป่วย ‘ไวรัสนิปาห์’ แต่ตรวจพบเชื้อสายพันธุ์บังคลาเทศในค้างคาวแม่ไก่ 10%

MATICHON ONLINE

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 06.29 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 06.26 น.

เมื่อวันที่ 26 มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวในประเด็น “โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus Disease)” ว่า โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังคงถูกกำหนดให้เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติ (พรบ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งปัจจุบันสถานะในประเทศไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทยมาก่อน สำหรับสถานการณ์ที่น่ากังวลในขณะนี้เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศบังกลาเทศและรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ต้องเฝ้าระวังเพราะมีการเดินทางเข้ามาผ่านเที่ยวบินตรง ซึ่งมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ซึ่งเริ่มคัดกรองแล้ว หากพบมีอาการเข้าข่ายสงสัย เช่น มีไข้ หรืออาการทางเดินหายใจ และมีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดภายใน 21 วัน จะมีการสอบสวนโรคและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบ นอกจากนี้ ผู้โดยสารจากพื้นที่เสี่ยงจะต้องกรอกเอกสารตาม พรบ.โรคติดต่อ และหากมีอาการป่วยภายใน 21 วันที่อยู่ในไทย จะต้องติดต่อสายด่วน 1422 ทันที

นพ.โสภณ กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือทุกด้าน และยังไม่มีผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย แต่ต้องติดตามสถานการณ์ในต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดก็พบว่ายังอยู่ในระดับที่พื้นที่เกิดเหตุสามารถควบคุมพื้นที่ระบาดได้ ไม่มีสัญญาณว่าระบาดต่อเนื่องในชุมชนหรือข้ามประเทศที่อยู่ใกล้ ส่วนประเทศไทยแม้อยู่ไกลแต่มีเที่ยวบินเดินทางบินตรง จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับความปลอดภัยของผู้เดินทางขึ้นมาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และหลังจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์จะมีการประเมินความเสี่ยงอีกครั้ง

“ประเทศไทยมีการตรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวเช่นกัน แต่ระดับความหนาแน่นของเชื้อในค้างคาวน้อยกว่าในประเทศที่มีการระบาดเป็นระยะๆ ไทยเฝ้าระวังต่อเนื่องแต่ยังไม่พบปัญหาใดๆ และหน่วยงานที่ดูแลสุขภาพสัตว์ ก็ใช้หน่วยงานนี้ในการดูแล เช่น การไม่เลี้ยงสุกรในพื้นที่ที่มีการพบเชื้อนี้ในค้างคาว มีระบบความปลอดภัยในการเลี้ยง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการถ่ายทอดเชื้อจากค้างคาว มายังสุกร หรือมายังคน และเมื่อตรวจผู้ป่วยโรคสมองอักเสบย้อนหลัง ก็ยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อไวรัสนิปาห์เช่นกัน ทั้งนี้ เชื้อไวรัสนิปาห์ที่พบในค้างคาวในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์บังคลาเทศ ส่วนถ้าให้ประเมินโอกาสเกิดการระบาดหรือไม่นั้นคิดว่าน่าจะอยู่ระดับสีเหลืองอ่อนๆ” นพ.โสภณ กล่าว

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 4 มาตรการรับมือไวรัสนิปาห์ 1.เสริมความเข้มแข็งระบบเฝ้าระวัง โดยด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ คงและยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงโดยผู้ป่วยส่งต่อข้ามประเทศจากอินเดีย บังกลาเทศ ตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์ก่อนเข้าประเทศ, ผู้เดินทางจากรัฐเวสต์เบงกอล กรอกเอกสารสถานะสุขภาพ (ต 8) ตาม พรบ.โรคติดต่อ, คัดกรอง ณ จุดเข้าเมืองหลัก สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ด้วยการวัดอุณหภูมิและประเมินอาการ, พบผู้ป่วยสงสัยแยกกักและส่งต่อรพ.รัฐที่กำหนด หากพบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กักกันในสถานกักกันรัฐ และสื่อสารคำแนะนำผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงผ่านสื่อ ล่าม ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ สถานพยาบาล เพิ่มความไวการเฝ้าระวัง ปรับแนวทางให้ชัดเจนครอบคลุมการรักษา การเฝ้าระวังสอบสวนโรคและแจ้งเตือนแพทย์โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทางสัมผัสเสี่ยง และชุมชนเสริมระบบแจ้งเตือนภัยแจ้งเตือนผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.)

พญ.จุไร กล่าวว่า 2.เตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยห้องปฏิบัติการยกระดับความพร้อมการตรวจ และกำหนดแนวทางกลางโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สถานพยาบาลเตรียมห้องแยกควบคุมการติดเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลการ, การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล แยกกักผู้ป่วยต้องสงสัยใช้ชุดป้องกัน (PPE) ตามความเสี่ยงและจัดระบบส่งต่อ-เก็บสิ่งส่งตรวจอย่างปลอดภัย 3.สื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก แจ้งแนวทางการป้องกันโรคแก่ประชาชนให้คำแนะนำผู้เดินทางไป-กลับอินเดียอย่างต่อเนื่อง ประสานภาคการท่องเที่ยวและรพ.เอกชน เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและสร้างความเชื่อมั่น และ 4.บูรณาการความร่วมมือแบบ One health ประสานกรมอุทยานฯ กรมปศุสัตว์ และสถาบันวิชาการเฝ้าระวังค้างคาวแม่ไก่/สัตว์เลี้ยง และเตรียมแผนตอบโต้เมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย

“การติดเชื้อจะต้องมีการสัมผัสสารคัดหลั่ง จึงต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากๆ เช่น คนในครอบครัวหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย โดยความสามารถในการแพร่เชื้อของไวรัสนิปาห์ยังต่ำกว่า 1 หากเทียบกับโควิดในตอนนี้ที่อยู่ที่ 8 หมายความว่าผู้ติดเชื่อไวรัสนิปาห์ 1 คนจะแพร่เชื้อต่อไปได้ไม่ถึง 1 คน โอกาสกระจายไปสู่คนอื่นน้อยมาก อีกทั้งคนป่วยมักมีอาการรุนแรง จึงไม่น่าจะเดินทางได้ แต่ไวรัสนี้มีเรื่องการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ ก็รอข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก(WHO) ว่ามีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์หรือไม่ และน่ากังวลที่มีติดเชื้อแล้วมีอาการรุนแรง ยังไม่มียารักษา และวัคซีนป้องกัน” พญ.จุไร กล่าว

พญ.จุไร กล่าวต่อว่า เชื้อไวรัสนิปาห์สามารถก่อโรคทางระบบประสาท และระบบทางเดินหายใจ ซึ่งที่เราเฝ้าระวังอยู่คือระบบทางเดินหายใจ คนไข้ที่เวสต์เบงกอล ก็จะมีการป่วยระบบทางเดินหายใจร่วมด้วยและอาการค่อนข้างรุนแรง เหมือนไข้หวัดใหญ่และโควิดในช่วงแรกๆ ที่คนไข้ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการเสียชีวิตเยอะ แต่โควิดขณะนี้มีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนจนตอนนี้อาการแทบจะเหมือนไข้หวัดธรรมดา โดยเฉพาะคนที่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน แต่เราก็ยังไม่สามารถประมาทโควิดได้โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตามไวรัสนิปาห์ค่อนข้างอันตรายกว่า เพราะมี 2 สายพันธุ์ย่อยคือ สายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังคลาเทศ ซึ่งสายพันธุ์บังคลาเทศอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง และมีอาการระบบทางเดินหายใจด้วย ดังนั้นสรุปถ้าเป็นสถานปัจจุบันกรณีของไวรัสนิปาห์จะก่ออาการปอดอักเสบรุนแรงกว่าโควิดในคนปกติทั่วไป ซึ่งในคนกลุ่มเสี่ยงอันตรายมากกว่านี้อยู่แล้ว อีกอย่างคือโควิด และไข้หวัดใหญ่มียารักษา แต่ไวรัสนิปาห์ไม่มี ดังนั้นจึงเป็นโรคที่ป้องกันสำคัญที่สุด เพราะไม่มียาไม่มีวัคซีนเพราะวัคซีนยังอยู่ในการวิจัย

พญ.จุไร กล่าวว่า ข้อมูลจากการเฝ้าระวังมานานพบว่าค้างคาวแม่ไก่ในไทย มีการตรวจเจอเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่มีสัดส่วนน้อยเพียงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับพื้นที่ระบาดในอินเดียที่พบเชื้อในค้างคาวสูงถึง 40- 50% ที่สำคัญคือจากงานวิจัยที่ผ่านมาในไทย ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อจากค้างคาวสู่สุกรหรือสู่คนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงค้างคาวที่ติดเชื้อ โดยช่วงที่ตรวจพบเชื้อในค้างคาวจะเป็นเดือนเม.ย.-พ.ค.สูงสุดในช่วงปี

พญ.จุไร กล่าวว่า คำแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับประชาชน 1.เรื่องความปลอดภัยของอาหาร ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือมีรอยกัดแทะของสัตว์มารับประทานเด็ดขาด เพราะอาจปนเปื้อนน้ำลายค้างคาวได้ ควรล้างผลไม้ให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนทานเสมอ 2.การดูแลสัตว์เลี้ยง ไม่ควรเลี้ยงสุกรในบริเวณใต้ต้นไม้ที่เป็นที่พักพิงของค้างคาว เพื่อป้องกันสิ่งคัดหลั่งตกลงไปในคอก 3.ห้ามนำเศษผลไม้ที่มีรอยกัดมาเลี้ยงหมู 4.หากประชาชนพบสัตว์เลี้ยงป่วยตายผิดปกติให้รีบแจ้งปศุสัตว์ทันที 5.ห้ามล่าหรือสัมผัสค้างคาวด้วยมือเปล่า และ 6.หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หรือซึมสับสน ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสความเสี่ยงให้ชัดเจน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สธ.ยันไทยไม่เคยเจอผู้ป่วย ‘ไวรัสนิปาห์’ แต่ตรวจพบเชื้อสายพันธุ์บังคลาเทศในค้างคาวแม่ไก่ 10%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...