โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ประชาธิปัตย์กับบทเรียน “พลาดโค้งสุดท้าย” จากปี 54 ถึง 66 และความหวังฟื้นเกมในปี 69

THE POINT

อัพเดต 16 มกราคม 2569 เวลา 20.30 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Newsthepoint.com

ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ต้องเผชิญปัญหาซ้ำซากในการเลือกตั้งใหญ่ นั่นคือ “การพลาดเกมช่วงโค้งสุดท้าย” ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงความพ่ายแพ้เชิงตัวเลขคะแนนเสียงเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์ การตัดสินใจทางการเมือง และประสิทธิภาพการสื่อสารกับประชาชน

หากย้อนวิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2554, 2562 และ 2566 จะพบว่า แม้บริบทแต่ละยุคแตกต่างกัน แต่ความผิดพลาดกลับเชื่อมโยงกันในแก่นเดียว คือ การอ่านจังหวะเกมการเมืองไม่แม่นยำ

ปี 2554 : ยุบสภาช้า ประเมินเกมผิด และแพ้กระแสปากท้อง

การเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้แพ้เพียงเพราะ “กระแสยิ่งลักษณ์” แต่เกิดจากความคลาดเคลื่อนเชิงจังหวะทางการเมืองตั้งแต่ต้นเกม

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การตัดสินใจยุบสภาที่ล่าช้า ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับแรงเสียดทานสะสม ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และความเหนื่อยล้าทางการเมืองหลังเหตุการณ์ปี 2553 ส่งผลให้ประชาธิปัตย์เข้าสู่โหมดตั้งรับ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน ทีมยุทธศาสตร์พรรคประเมินต่ำเกินไปว่าเพื่อไทยไม่น่าจะได้เสียงเกินครึ่ง และยังเชื่อว่าจะมีพื้นที่ต่อรองจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่สนามเลือกตั้งกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง

เพื่อไทยเปิดเกมรุกช่วงโค้งสุดท้ายด้วย “แพ็กเกจผู้นำใหม่ + นโยบายปากท้อง” ผ่านการเปิดตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และโครงการจำนำข้าว ซึ่งตอบโจทย์ประชาชนฐานรากโดยตรง

ในขณะที่ประชาธิปัตย์ยังคงสื่อสารเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ซึ่งแม้ถูกต้องในเชิงหลักการ แต่ไม่สามารถแข่งขันในสนามอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้

ผลลัพธ์คือ เพื่อไทยชนะ 265 ที่นั่ง ขณะที่ประชาธิปัตย์ได้ 159 ที่นั่ง และต้องหลุดจากอำนาจรัฐบาลทันที

บทเรียนปี 2554 จึงไม่ใช่เพียง “แพ้นโยบาย” หากแต่เป็นการ แพ้จังหวะทางการเมือง (Political Timing) อย่างเป็นระบบ

ปี 2562 : ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์การเมืองที่รุนแรงที่สุด

การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ถูกมองว่าเป็นจุดตกต่ำที่สุดของพรรคในรอบหลายทศวรรษ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนวันเลือกตั้ง เมื่อผู้นำพรรคประกาศชัดว่า “ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี”

แม้จุดยืนดังกล่าวสะท้อนอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพรรค แต่ในเชิงยุทธศาสตร์กลับสร้างความสับสนให้ฐานเสียงทันที

กลุ่มผู้สนับสนุนฝั่งที่ต้องการเสถียรภาพทางการเมืองตัดสินใจย้ายไปพลังประชารัฐ ขณะที่กลุ่มเสรีนิยมและคนรุ่นใหม่หันไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

ผลลัพธ์คือประชาธิปัตย์ “เสียทั้งสองฝั่งพร้อมกัน”

พรรคสูญเสียที่นั่งในกรุงเทพมหานครครบทั้ง 30 เขต และเสียฐานเสียงภาคใต้ไปกว่าครึ่ง เหลือ ส.ส. เพียง 52 คน จากอดีตที่เคยครองมากกว่าร้อยที่นั่ง

ความผิดพลาดครั้งนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ การประเมินผลกระทบทางการเมืองไม่รอบด้าน และการส่งข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ละเอียดเพียงพอให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจ

ปี 2566 : แพ้ในสนามสื่อสารและการตลาดการเมือง

แม้การเลือกตั้งปี 2566 พรรคจะพยายามฟื้นภาพลักษณ์ภายใต้การนำของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แต่กลับเผชิญความท้าทายใหม่ คือ “การสื่อสารที่ไม่ทันยุค”

แคมเปญหาเสียงถูกมองว่าน่าเบื่อ ขาดพลังทางอารมณ์ และไม่สามารถสร้างกระแสในโลกออนไลน์ได้ ขณะที่คู่แข่งใช้ TikTok, Reels และแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่

แม้นโยบายบางส่วนมีคุณภาพ แต่ขาดการเล่าเรื่องทางการเมือง (Political Storytelling) และการสร้างอารมณ์ร่วม ทำให้ประชาธิปัตย์ถูกกลืนในกระแส “พรรคใหม่–ผู้นำใหม่” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปี 2569 : จุดชี้ชะตา ว่าจะเรียนรู้หรือซ้ำรอยเดิม

การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าประชาธิปัตย์สามารถถอดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ซ้ำซากได้จริงหรือไม่

อย่างน้อย พรรคต้องเร่งแก้ 3 ประเด็นหลัก

หนึ่ง ต้องสร้าง War Room เชิงข้อมูลจริง ใช้โพลภาคสนาม Big Data และการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ลดการตัดสินใจจากสัญชาตญาณทางการเมือง

สอง ทีมโซเชียลมีเดียต้องถูกยกระดับเป็น “ศูนย์ยุทธศาสตร์” ไม่ใช่ฝ่ายผลิตคอนเทนต์เสริม เพราะการเมืองยุคใหม่ชนะกันในพื้นที่ออนไลน์มากกว่าเวทีปราศรัย

สาม พรรคต้องมี Narrative กลางที่ชัดเจน ว่าจะยืนอยู่ตรงไหนของโครงสร้างประเทศ หากยังคลุมเครือระหว่างอนุรักษนิยม เสรีประชาธิปไตย และพรรคเทคนิคเศรษฐกิจ จะเสี่ยงสูญเสียฐานเสียงซ้ำรอยปี 2562 อีกครั้ง

บทสรุป

ปี 2554 แพ้เพราะยุบสภาช้า และอ่านเกมปากท้องผิด

ปี 2562 แพ้เพราะตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ผิดจังหวะ

ปี 2566 แพ้เพราะการสื่อสารไม่ทันยุค

หากปี 2569 ยังไม่ปฏิรูปทีมยุทธศาสตร์และระบบสื่อสารอย่างจริงจัง ประชาธิปัตย์อาจไม่ใช่ “พรรคใหญ่” ในความหมายเชิงอำนาจอีกต่อไป

แต่หากถอดบทเรียนได้จริง โค้งสุดท้ายครั้งหน้า อาจไม่ใช่จุดพลาดซ้ำซาก หากแต่เป็น “โค้งฟื้นพรรค” ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ของประชาธิปัตย์

บทความโดย ทีมข่าวการเมือง


#Newsthepoint

#พรรคประชาธิปัตย์ #อภิสิทธิ์

#โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง #เลือกตั้ง69

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...