ประชาธิปัตย์กับบทเรียน “พลาดโค้งสุดท้าย” จากปี 54 ถึง 66 และความหวังฟื้นเกมในปี 69
ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ต้องเผชิญปัญหาซ้ำซากในการเลือกตั้งใหญ่ นั่นคือ “การพลาดเกมช่วงโค้งสุดท้าย” ซึ่งไม่ได้สะท้อนเพียงความพ่ายแพ้เชิงตัวเลขคะแนนเสียงเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์ การตัดสินใจทางการเมือง และประสิทธิภาพการสื่อสารกับประชาชน
หากย้อนวิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2554, 2562 และ 2566 จะพบว่า แม้บริบทแต่ละยุคแตกต่างกัน แต่ความผิดพลาดกลับเชื่อมโยงกันในแก่นเดียว คือ การอ่านจังหวะเกมการเมืองไม่แม่นยำ
ปี 2554 : ยุบสภาช้า ประเมินเกมผิด และแพ้กระแสปากท้อง
การเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้แพ้เพียงเพราะ “กระแสยิ่งลักษณ์” แต่เกิดจากความคลาดเคลื่อนเชิงจังหวะทางการเมืองตั้งแต่ต้นเกม
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การตัดสินใจยุบสภาที่ล่าช้า ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับแรงเสียดทานสะสม ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และความเหนื่อยล้าทางการเมืองหลังเหตุการณ์ปี 2553 ส่งผลให้ประชาธิปัตย์เข้าสู่โหมดตั้งรับ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน ทีมยุทธศาสตร์พรรคประเมินต่ำเกินไปว่าเพื่อไทยไม่น่าจะได้เสียงเกินครึ่ง และยังเชื่อว่าจะมีพื้นที่ต่อรองจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่สนามเลือกตั้งกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
เพื่อไทยเปิดเกมรุกช่วงโค้งสุดท้ายด้วย “แพ็กเกจผู้นำใหม่ + นโยบายปากท้อง” ผ่านการเปิดตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และโครงการจำนำข้าว ซึ่งตอบโจทย์ประชาชนฐานรากโดยตรง
ในขณะที่ประชาธิปัตย์ยังคงสื่อสารเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและวินัยการคลัง ซึ่งแม้ถูกต้องในเชิงหลักการ แต่ไม่สามารถแข่งขันในสนามอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้
ผลลัพธ์คือ เพื่อไทยชนะ 265 ที่นั่ง ขณะที่ประชาธิปัตย์ได้ 159 ที่นั่ง และต้องหลุดจากอำนาจรัฐบาลทันที
บทเรียนปี 2554 จึงไม่ใช่เพียง “แพ้นโยบาย” หากแต่เป็นการ แพ้จังหวะทางการเมือง (Political Timing) อย่างเป็นระบบ
ปี 2562 : ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์การเมืองที่รุนแรงที่สุด
การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ถูกมองว่าเป็นจุดตกต่ำที่สุดของพรรคในรอบหลายทศวรรษ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนวันเลือกตั้ง เมื่อผู้นำพรรคประกาศชัดว่า “ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี”
แม้จุดยืนดังกล่าวสะท้อนอุดมการณ์ประชาธิปไตยของพรรค แต่ในเชิงยุทธศาสตร์กลับสร้างความสับสนให้ฐานเสียงทันที
กลุ่มผู้สนับสนุนฝั่งที่ต้องการเสถียรภาพทางการเมืองตัดสินใจย้ายไปพลังประชารัฐ ขณะที่กลุ่มเสรีนิยมและคนรุ่นใหม่หันไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่
ผลลัพธ์คือประชาธิปัตย์ “เสียทั้งสองฝั่งพร้อมกัน”
พรรคสูญเสียที่นั่งในกรุงเทพมหานครครบทั้ง 30 เขต และเสียฐานเสียงภาคใต้ไปกว่าครึ่ง เหลือ ส.ส. เพียง 52 คน จากอดีตที่เคยครองมากกว่าร้อยที่นั่ง
ความผิดพลาดครั้งนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ การประเมินผลกระทบทางการเมืองไม่รอบด้าน และการส่งข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ละเอียดเพียงพอให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจ
ปี 2566 : แพ้ในสนามสื่อสารและการตลาดการเมือง
แม้การเลือกตั้งปี 2566 พรรคจะพยายามฟื้นภาพลักษณ์ภายใต้การนำของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แต่กลับเผชิญความท้าทายใหม่ คือ “การสื่อสารที่ไม่ทันยุค”
แคมเปญหาเสียงถูกมองว่าน่าเบื่อ ขาดพลังทางอารมณ์ และไม่สามารถสร้างกระแสในโลกออนไลน์ได้ ขณะที่คู่แข่งใช้ TikTok, Reels และแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่
แม้นโยบายบางส่วนมีคุณภาพ แต่ขาดการเล่าเรื่องทางการเมือง (Political Storytelling) และการสร้างอารมณ์ร่วม ทำให้ประชาธิปัตย์ถูกกลืนในกระแส “พรรคใหม่–ผู้นำใหม่” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปี 2569 : จุดชี้ชะตา ว่าจะเรียนรู้หรือซ้ำรอยเดิม
การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าประชาธิปัตย์สามารถถอดบทเรียนจากความพ่ายแพ้ซ้ำซากได้จริงหรือไม่
อย่างน้อย พรรคต้องเร่งแก้ 3 ประเด็นหลัก
หนึ่ง ต้องสร้าง War Room เชิงข้อมูลจริง ใช้โพลภาคสนาม Big Data และการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ ลดการตัดสินใจจากสัญชาตญาณทางการเมือง
สอง ทีมโซเชียลมีเดียต้องถูกยกระดับเป็น “ศูนย์ยุทธศาสตร์” ไม่ใช่ฝ่ายผลิตคอนเทนต์เสริม เพราะการเมืองยุคใหม่ชนะกันในพื้นที่ออนไลน์มากกว่าเวทีปราศรัย
สาม พรรคต้องมี Narrative กลางที่ชัดเจน ว่าจะยืนอยู่ตรงไหนของโครงสร้างประเทศ หากยังคลุมเครือระหว่างอนุรักษนิยม เสรีประชาธิปไตย และพรรคเทคนิคเศรษฐกิจ จะเสี่ยงสูญเสียฐานเสียงซ้ำรอยปี 2562 อีกครั้ง
บทสรุป
ปี 2554 แพ้เพราะยุบสภาช้า และอ่านเกมปากท้องผิด
ปี 2562 แพ้เพราะตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ผิดจังหวะ
ปี 2566 แพ้เพราะการสื่อสารไม่ทันยุค
หากปี 2569 ยังไม่ปฏิรูปทีมยุทธศาสตร์และระบบสื่อสารอย่างจริงจัง ประชาธิปัตย์อาจไม่ใช่ “พรรคใหญ่” ในความหมายเชิงอำนาจอีกต่อไป
แต่หากถอดบทเรียนได้จริง โค้งสุดท้ายครั้งหน้า อาจไม่ใช่จุดพลาดซ้ำซาก หากแต่เป็น “โค้งฟื้นพรรค” ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ของประชาธิปัตย์
บทความโดย ทีมข่าวการเมือง
#Newsthepoint
#พรรคประชาธิปัตย์ #อภิสิทธิ์
#โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง #เลือกตั้ง69