โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ปาฏิหาริย์ 'วัดโคกทอง' จากโรงเรียนเปื้อนฝุ่นสู่พื้นที่อุ่นใจ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในซอกหลืบของระบบการศึกษาไทย ที่ซึ่งตัวเลขสถิติและงบประมาณรายหัวมักถูกใช้เป็นไม้บรรทัดวัดคุณค่าความเป็นคน มีเรื่องราวของโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็น "โรงเรียนใกล้ตาย" แต่กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้

นี่ไม่ใช่แค่นิทานก่อนนอน แต่คือเงาสะท้อนของรื่องจริงที่คลุกเคล้าด้วยคราบน้ำตา และชัยชนะที่แลกมาด้วยการกัดฟันสู้ของ "คนตัวเล็กๆ" ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา เราจะพาทุกคนดำดิ่งลงไปสัมผัสเบื้องลึกของ โรงเรียนวัดโคกทอง ในระดับที่เข้มข้นถึงแก่น กับ 3 ประเด็นสำคัญที่พิสูจน์แล้วว่า การศึกษาไทยยังมีความหวัง หากเรากล้าพอที่จะทุบกำแพงเดิมๆ ทิ้งไป

เดิมพันครั้งสุดท้ายที่ต้องแลกด้วย "การรื้อระบบ"

ย้อนเวลากลับไปราว 15 ปีก่อน ภาพจำของโรงเรียนวัดโคกทองไม่ใช่พื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สดใส แต่เป็นเพียงซากปรักหักพังทางความเชื่อมั่น ในปี 2552 สภาพอาคารเรียนทรุดโทรมจนแทบใช้งานไม่ได้ ห้องเรียนบางห้องถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นแหล่งมั่วสุมยามวิกาล ที่น่าตกใจคือมีการพบถุงยางอนามัยและอุปกรณ์เสพยาเกลื่อนกลาดในพื้นที่ที่ควรจะเป็นเขตอภัยทานทางปัญญา

สภาพแวดล้อมที่เสื่อมถอยสะท้อนออกมาในจำนวนนักเรียนที่ลดฮวบจาก 121 คน จนเหลือต่ำกว่า 120 คน ในปี 2557 ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายระดับสีแดงในสารบบของกระทรวงศึกษาธิการ ที่พร้อมจะ "ยุบ" หรือ "ควบรวม" โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ให้หายไปจากแผนที่

ในวินาทีที่หลังชนฝา ผู้ปกครองต่างพากันตั้งคำถามด้วยความกังวลว่าลูกหลานจะไปเรียนที่ไหน หากโรงเรียนถูกยุบเพราะความยากจนที่บีบคั้นทำให้พวกเขาไม่มีปัญญาจ่ายค่ารถรับส่งเพื่อไปเรียนในเมือง แรงกดดันมหาศาลนี้ตกอยู่ที่บ่าของ ผอ.แหม่ม - ผอ.ชนิตา พิลาไชย ผู้นำหญิงแกร่งที่ไม่ยอมให้โรงเรียนตาย ทางรอดเดียวไม่ใช่การของบประมาณมาทาสีตึกใหม่ แต่คือการ "ผ่าตัดหัวใจ" ของการเรียนการสอน เมื่อครูมีน้อยกว่าชั้นเรียน (มีครูแค่ 6 คน แต่ต้องสอนอนุบาลถึง ป.6 รวม 9 ชั้นเรียน) การสอนแบบเดิมที่ครูหนึ่งคนต้องวิ่งรอกสอนหลายห้องคือหายนะ ผอ.แหม่ม จึงตัดสินใจเดิมพันด้วยการนำนวัตกรรม "การเรียนรู้แบบบูรณาการและคละชั้น" มาใช้ในปี 2558 นี่คือความกล้าหาญระดับบ้าดีเดือด การจับเด็ก ป.3 มารเรียนรวมกับ ป.4 หรือการรวมเด็กอนุบาล 1-3 ไว้ในห้องเดียว ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบขอไปที แต่เป็นการออกแบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่พี่สอนน้อง น้องเรียนรู้จากพี่ เปลี่ยนห้องเรียนสี่เหลี่ยมให้เป็นพื้นที่ที่เด็กได้ช่วยเหลือกันอย่างแท้จริง จนวิกฤตที่เคยเป็นจุดตาย กลายเป็นจุดขายที่สร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้โรงเรียนอย่างภาคภูมิ

จากครูคอมพิวเตอร์ผู้ต่อต้าน สู่แม่พิมพ์หัวใจแกร่งแห่งการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างนั้นว่ายากแล้ว แต่การเปลี่ยนทัศนคติคนนั้นยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขา เรื่องราวของ ครูส้ม - ครูรัตนา บัวแดง คือตัวแทนของความเจ็บปวดและการเติบโตของครูไทยในยุคผลัดใบ

เดิมทีเธอคือครูคอมพิวเตอร์ที่คุ้นเคยกับห้องแอร์และหน้าจอ แต่เมื่อต้องมาเผชิญความจริงในโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลน เธอถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องทิ้งเมาส์แล้วไปจับจอบ สอนการงานอาชีพ ลงแปลงผัก และสอนวิชาที่เธอไม่ได้จบมา ในช่วงแรกที่ ผอ.แหม่ม พยายามนำแนวนวัตกรรมจิตศึกษาและ PBL (Project-Based Learning) เข้ามา ครูส้มยอมรับอย่างไม่อายว่าเธอคือแกนนำในการ "แอนตี้" เธอมองว่าแนวคิดสวยหรูเหล่านี้เป็นเรื่องเพ้อฝันของโรงเรียนทางเลือก หรือโรงเรียนเอกชนไฮโซที่ไม่น่าจะใช้ได้จริงกับบริบทโรงเรียนวัดที่ขาดแคลนทรัพยากร

ทว่าจุดเปลี่ยนที่สั่นคลอนหัวใจแข็งกระด้างคือการเปิดใจลองดำน้ำเรียนรู้ไปพร้อมกับความไม่รู้ เมื่อได้ไปดูงานและเห็นตัวอย่างจากโรงเรียนอื่นในเครือข่าย สพฐ. ที่ทำได้จริง กำแพงในใจของครูส้มก็เริ่มพังทลาย สิ่งที่เธอค้นพบไม่ใช่เทคนิคการสอนที่วิจิตรพิสดาร แต่คือ "แววตาของเด็กๆ" ที่เปลี่ยนไป จากเด็กที่เคยนั่งเหม่อลอยรอเวลาเลิกเรียน กลายเป็นเด็กที่มีความสุข กระตือรือร้น และมีความอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ครูส้มเปลี่ยนจากความรู้สึกถูกบังคับ เป็นความ "อิ่มเอมใจ" ที่ได้เห็นศิษย์เติบโต แม้ในช่วงที่เพื่อนครูขอย้ายออกเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว หรือแม้แต่ตอนที่ ผอ.แหม่ม เกษียณอายุไปแล้ว แต่วิถีที่ถูกปลูกฝังจนรากหยั่งลึกนี้ทำให้ระบบยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ครูส้มและเพื่อนครูที่เหลือพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเป็นครูไม่ได้อยู่ที่การสอนตามหนังสือให้จบเล่ม แต่อยู่ที่การสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ แม้จะต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาในช่วงเริ่มต้นก็ตาม

ผลผลิตแห่งศรัทธาที่งอกงามบนดินแห้งแล้ง

ความสำเร็จที่แท้จริงของวัดโคกทองไม่ได้ถูกบันทึกไว้บนถ้วยรางวัลหรือโล่เกียรติยศใดๆ แต่ถูกจารึกไว้ใน DNA ของเด็กนักเรียน ด.ญ.วริสา คือประจักษ์พยานที่มีลมหายใจ จากเด็กที่ย้ายมาจากโรงเรียนวิชาการเข้มข้นตอน ป.3 ด้วยความรู้สึกช็อกกับวัฒนธรรมการเรียนที่ไม่มีตารางสอนตายตัว เธอเคยเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องอารมณ์และการเข้าสังคม แต่กระบวนการจิตศึกษาผ่านกิจกรรมวงกลม (Circle Activity) ที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้พูดความรู้สึกและรับฟังคำสะท้อนจากเพื่อนอย่างกัลยาณมิตร ได้กลายเป็นเตาหลอมที่ค่อยๆ ละลายพฤติกรรมก้าวร้าวของเธอ

น้องวริสาในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่เด็กเรียนเก่ง แต่เธอคือเด็กที่ "รู้ร้อนรู้หนาว" กับความเหนื่อยยากของครู ถึงขนาดตั้งปณิธานว่าจะเป็นเด็กดีเพื่อช่วยลดภาระให้ครู นี่คือทักษะความเป็นมนุษย์ (Soft Skills) ขั้นสูงที่ AI ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

และปาฏิหาริย์บทสุดท้ายคือ "การกลับใจของชุมชน" จากเดิมที่ชาวบ้านเคยมองเหยียดหยามและล้อเลียนว่าเป็น "โรงเรียนที่เอาเด็กมานอนกลางวัน" เพราะเห็นเด็กทำกิจกรรมจิตศึกษาที่เน้นความสงบ วันนี้ภาพเหล่านั้นมลายหายไปสิ้น กลายเป็นภาพของผู้ปกครองที่แย่งกันเข้ามามีส่วนร่วม พ่อแม่ที่เคยหวงลูกไม่ให้ไปทัศนศึกษา กลับกลายเป็นกองหนุนที่มาช่วยทำอาหาร ช่วยเป็นวิทยากรสอนทำนา และดูแลความปลอดภัย ความศรัทธานี้แปรเปลี่ยนเป็นรูปธรรมเมื่อชุมชนและผู้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินกว่า 11 ไร่ให้โรงเรียนเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรกรรม ผนวกกับพลังจากเครือข่ายภายนอกอย่าง กลุ่มโรงเรียนนอกกะลาภาคกลาง, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคเอกชน ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่าง เรื่องราวของวัดโคกทองจึงเป็นบทสรุปที่ตะโกนก้องบอกสังคมไทยว่า โรงเรียนขนาดเล็กไม่ได้ตายเพราะขาดเงิน แต่ตายเพราะขาด "ศรัทธา" และเมื่อใดที่ศรัทธาถูกจุดติดขึ้นมา แม้แต่พื้นที่แห้งแล้งที่สุด ดอกไม้แห่งปัญญาก็ยังผลิบานสะพรั่งได้อย่างงดงาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...