โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘คริส’ ชำแหละ ‘มีเรา ไม่มีเทา’ เกิดเพราะพูดอย่าง ทำอย่าง ‘โปลิตบูโร’ คุมอำนาจเหนือสมาชิก

ไทยโพสต์

อัพเดต 16 มกราคม 2569 เวลา 13.17 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'คริส' พรรคเศรษฐกิจ ชำแหละ 'มีเรา ไม่มีเทา' เหมารวมวฝั่งเราดีหมดกลายเป็นกับดักให้พรรคหากละเลยการตรวจสอบภายใน นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่าง 'คำพูด' กับ 'การกระทำ' แฉการตัดสินใจแทบทุกเรื่องอยู่ในมือ 'โปลิตบูโร' สมาชิกพรรคแทบไม่ได้มีส่วนร่วม 'พรรคคุณธรรม' ที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่คำขวัญโดนใจหรือวาทกรรม หากวัดกันที่การลงมือทำและมาตรฐานภายใน

16ม.ค.2569- นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เผยแพร่บทความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์กรณีคำขวัญทางการเมือง “มีเรา ไม่มีเทา” ของพรรคประชาชน หลังเกิดกรณีผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคถูกดำเนินคดีอาญาถึงสองรายในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง มีเนื้อหาดังนี้

พูดอย่าง ทำอย่าง? กรณีคำขวัญ “มีเรา ไม่มีเทา” กับ บทเรียนจากพรรคส้ม ที่พรรคเศรษฐกิจต้องระวัง

สโลแกนสีส้มกับภาพลักษณ์ทางศีลธรรม

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคการเมืองสีส้มอย่าง “พรรคประชาชน” (หรือที่เรียกกันว่าพรรคส้ม) ได้ชูคำขวัญทางการเมืองว่า “มีเรา ไม่มีเทา” และ “กาส้มล้มเทา” ซึ่งสื่อความหมายว่าหากมีพรรคตนอยู่ จะไม่มีเรื่อง “สีเทา” หรือธุรกิจผิดกฎหมายและการทุจริตแฝงอยู่ และเชิญชวนประชาชนให้กาเบอร์สีส้มเพื่อโค่นล้มฝ่ายสีเทาหรือความไม่โปร่งใสทั้งปวง ฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคส้มจำนวนมากจึงภาคภูมิใจกับอัตลักษณ์ทางการเมืองที่วางตนเป็นฝ่ายคุณธรรมเหนือพรรคอื่น เชื่อมั่นว่าฝ่ายตน “ดี” ในทุก ๆ ด้าน และยึดหลัก “Zero Tolerance” หรือ “ไม่ยอมทน” ต่อการทุจริตหรืออาชญากรรมใดๆ ภายในพรรคอย่างเข้มงวด แม้กระทั่งผู้นำพรรคเองก็ย้ำจุดยืนว่าพรรคยึดมั่นในหลักการนี้เสมอ . อย่างไรก็ตาม การยึดมั่นกับภาพลักษณ์ “ฝ่ายธรรมะ” ฝ่ายเดียวโดยไม่มองจุดอ่อนภายใน อาจทำให้เกิดมุมบอดและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่าง คำพูด กับ การกระทำ ของพรรคเอง

ผู้สมัครสองรายสะเทือนคำขวัญ “มีเรา ไม่มีเทา”

แม้พรรคประชาชนจะประกาศจุดยืนอย่างแข็งขันว่าจะไม่มี “สีเทา” ในหมู่พวกตน แต่เหตุการณ์ล่าสุดสองกรณีได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคต้องเผชิญกับคำถามจากสังคมเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองผู้สมัครของตนอีกครั้งเมื่อมี ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค 2 ราย ถูกดำเนินคดีอาญาหลังเปิดตัวลงสนามเลือกตั้ง. เหตุการณ์ทั้งสองที่เกิดขึ้นในโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าคำขวัญ “ไม่มีเทา” นั้นอาจสวนทางกับความเป็นจริง:

1. กรณีนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ – อดีตผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต 33 ของพรรค ถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและซ่อนเร้นอำพรางที่มาของทรัพย์สินจากการกระทำผิดกฎหมาย ถือเป็นผู้สมัครรายแรกของพรรคที่เจอปัญหา “สีเทา” ภายหลังการสมัครรับเลือกตั้ง โชคดีที่พรรคสามารถเปลี่ยนตัวผู้สมัครได้ทัน ส่งให้เพื่อนเก่าของผมนาย เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีต ส.ส. คนดัง เข้ามาลงสมัครแทนในเขตนี้ . กรณีนี้ทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงมาตรฐานคุณสมบัติและการตรวจสอบประวัติของบุคลากรที่พรรคส่งลงเลือกตั้ง

2. กรณีนายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ – อดีตสส. หนึ่งสมัย และผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดตาก เขต 2 ในรอบนี้ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต และสมคบกันฟอกเงินจากธุรกิจเว็บพนันดังกล่าว ถือเป็นผู้สมัครรายที่สองของพรรคที่พัวพันคดี “สีเทา” ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ครั้งนี้พรรคไม่สามารถเปลี่ยนตัวผู้สมัครได้ทันก่อนถึงวันเลือกตั้ง ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของพรรคโดยตรง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคไม่ทราบ เพราะเคยเป็น สส.พรรคส้มมาแล้วหนึ่งสมัย แถมยังเรื่องร้องเรียน สส.คนนี้มามากมายอยู่แล้ว

กรณีอื้อฉาวทั้งสองนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อ ภาพลักษณ์ “ไม่มีเทา” ของพรรคส้มอย่างรุนแรง คำพูด ที่ว่า “มีเรา ไม่มีเทา” กลับถูกท้าทายด้วย การกระทำ ของคนในพรรคเอง สังคมตั้งคำถามว่ากระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติผู้สมัครของพรรคนั้นมีความรัดกุมเพียงใด หรือพรรคได้ให้ความสำคัญกับการ ยึดมั่นอุดมการณ์ จนมองข้ามความจริงที่ว่า ระบบ และ กลไกการตรวจสอบ ที่เข้มแข็งย่อมจำเป็นในการป้องกัน “สีเทา” ไม่ให้แฝงตัวเข้ามาอยู่ดี. แม้พรรคจะออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะไม่ปกป้องคนผิด และมาตรฐานของพรรคสำคัญกว่าคะแนนเสียง โดยย้ำว่าจะจัดการเด็ดขาดกับคนของพรรคที่มีพฤติกรรมสีเทา และเรียกร้องให้ตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมาไม่เลือกปฏิบัติ แต่มันก็ เกิดขึ้นแล้ว ถึงสองครั้งภายในเวลาใกล้เคียงกัน ก่อให้เกิดความสะเทือนใจและความสงสัยในหมู่ผู้สนับสนุนที่เคยเชื่อมั่นใน ความเป็นพรรคคุณธรรม ของพรรคส้ม
อัตลักษณ์ “ฝั่งเราดีทุกอย่าง” กับกับดักศีลธรรม

นักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนมองว่าพรรคการเมืองสายนโยบายก้าวหน้ามักใช้ การเมืองเชิงอัตลักษณ์ (identity politics) โดยสร้างภาพลักษณ์ “ฝ่ายเรา = คนดี” และอ้างความเหนือกว่าทางศีลธรรมเป็นจุดขาย. พรรคส้มเองได้สร้าง ชุมชนความเชื่อร่วม ในหมู่ผู้สนับสนุนว่าพรรคของตนนั้นสะอาดและเป็นความหวังใหม่ที่แตกต่างจากการเมืองแบบเก่า (ที่ถูกมองว่า “สีเทา”) ดังจะเห็นได้จากสโลแกนและท่าทีต่าง ๆ ที่เน้นย้ำว่าฝั่งตน “ไม่ทนต่อความอยุติธรรม” และ “จะกวาดล้างคนผิดให้หมดสิ้น”. อย่างไรก็ดี การนิยามตัวเองว่าเป็นฝ่ายธรรมะบริสุทธิ์และมองฝ่ายอื่นเป็นศัตรูเชิงศีลธรรม อาจกลายเป็นกับดักให้พรรค ละเลยการตรวจสอบตัวเอง และขาดกลไกถ่วงดุลภายในที่มีประสิทธิภาพ. เมื่อใดที่คนในพรรคทำผิดขึ้นมา ภาพลักษณ์ที่เคยขาวบริสุทธิ์ย่อมถูกกระทบอย่างหนัก ดังที่เกิดขึ้นกับกรณีผู้สมัคร “สีเทา” ทั้งสองรายข้างต้น ซึ่งพรรคไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลย

กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า “ความศรัทธาในศีลธรรม” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้พรรคปลอดจากมลทิน หากปราศจาก ระบบ ที่รัดกุมคอยกำกับดูแล. ต่อให้ผู้บริหารพรรคมีความตั้งใจดีเพียงใด หากไม่มีขั้นตอนการตรวจสอบและคัดกรองที่เข้มงวดจริงจัง ก็อาจปล่อยให้คนไม่ดีเล็ดลอดเข้ามาได้โดยไม่รู้ตัว. การอาศัยความเชื่อแบบเหมารวมว่า “ฝั่งเราดีหมด” โดยไม่มี แบบแผน (institutional mechanism) รองรับ เท่ากับเปิดช่องโหว่ให้ มาตรฐานทางจริยธรรม ของพรรคถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เสียงวิจารณ์จากวงใน: ประชาธิปไตยภายในที่หายไป

ผม ในฐานะ อดีตสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ (ซึ่งพัฒนามาเป็นพรรคก้าวไกล/พรรคประชาชนในปัจจุบัน) ได้ลาออกจากพรรคเมื่อต้นปี 2566 พร้อมกับตั้งคำถามถึงความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรคและโครงสร้างการบริหารที่อิงอุดมการณ์มากกว่าระบบที่โปร่งใส. ผมชี้แจงเหตุผลการลาออกของผมว่า ต้องการทำงานการเมืองในพรรคที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากพรรคเดิมที่ผมเคยสังกัดนั้น “ความเป็นประชาธิปไตย…ยังห่างจากที่พรรคโฆษณาอีกมาก” ที่ผ่านมา การตัดสินใจแทบทุกเรื่องในพรรคตกอยู่ในมือคนเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งผมเคยเรียกเชิงเปรียบเทียบว่ากลุ่ม “โปลิตบูโร” ภายในพรรค . คำถามที่ผมเคยฝากไปถึงสมาชิกพรรคกว่า 60,000 คน คือ “ทราบหรือไม่ว่าพรรคมีประชุมสามัญวันไหน? ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคคัดเลือกกันอย่างไร? นโยบายที่จะใช้หาเสียงกำหนดมาแบบไหน? สมาชิกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องเหล่านี้บ้างหรือไม่?” ซึ่งคำตอบในมุมมองของผมคือ สมาชิกพรรคแทบไม่ได้มีส่วนร่วม กับเรื่องสำคัญเหล่านั้นเลย ทุกอย่างถูกกำหนดจากบนลงล่างโดยคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดิมเท่านั้น

เมื่อโครงสร้างการบริหารภายในเป็นเช่นนี้ ผมจึงตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า หากวันหนึ่งพรรคส้มได้รับโอกาสบริหารประเทศจริง การตัดสินใจต่าง ๆ ก็คงกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดิม ไม่ใช่การมีส่วนร่วมของประชาชนหรอก. ผมเตือนด้วยความหวังดีว่าหากพรรคยังบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้ ต่อให้ประกาศอุดมการณ์สวยหรูเพียงใด ในอนาคตพรรคก็อาจมีชะตากรรม ไม่ต่างจากพรรคการเมืองที่ “ดีแต่พูด” — คือกลายเป็นพรรคที่พูดอย่างทำอย่าง นำเสนออุดมการณ์สูงส่งแต่ปฏิบัติสวนทาง (คำว่า “ดีแต่พูด” นี้หมายถึง Hypocritical party ซึ่งเป็นคำที่ผมเคยใช้เรียกพรรคที่พูดอย่างแต่ทำไม่ได้ตามที่พูด). ตอนที่ผมอยู่พรรคนั้น ผมได้สะท้อนเรื่องนี้ให้แกนนำพรรคฟังในที่ประชุมใหญ่ทุกปี แต่กลับได้รับเพียงคำตอบให้ “อดทนหน่อย ขอเวลาอีกไม่นาน” ซึ่งฟังดูคล้ายถ้อยคำผู้นำเผด็จการที่พรรคส้มเองก็วิจารณ์อยู่เสมอ นี่แสดงให้เห็นถึง ความย้อนแย้ง ระหว่างสิ่งที่พรรคประกาศและวิธีการที่พรรคปฏิบัติภายในองค์กร

ปรับปรุงอย่างไรไม่ให้พรรคเศรษฐกิจกลายเป็นพรรคที่ “ดีแต่พูด”

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ชัดเจนว่า พรรคเศรษฐกิจที่เป็นพรรคใหม่ไม่ต่างจากอนาคตใหม่ ในปี 2562 หากพรรคเศรษฐกิจ หรือ พรรคไหนๆต้องการรักษาความน่าเชื่อถือและอุดมการณ์ที่ตนประกาศไว้อย่างจริงจัง วันนี้จะต้องจัดการระบบภายใน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณธรรมที่พรรคยึดถือ. สิ่งที่ผมเคยเรียกร้องให้พรรคส้มสร้างประชาธิปไตยภายในที่แท้จริง ให้สมกับที่เรียกตัวเองว่า “พรรคของประชาชน”. ผมเสนอว่าทุกๆพรรคการเมืองควร กล้าเปิดให้สมาชิกพรรคมีสิทธิโหวตเลือกผู้บริหาร โดยตรงอย่างโปร่งใส เพื่อพิสูจน์ว่าพรรคนี้เป็นพรรคการเมืองที่ประชาชน (สมาชิกพรรค) เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยพื้นฐาน คือ การมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกระดับ ในกระบวนการตัดสินใจของพรรค ซึ่งจะช่วยสร้าง ความโปร่งใส และ ความรับผิดชอบ (accountability) ภายในองค์กรการเมือง

นอกจากนี้ ทุกๆพรรคควรพิจารณา ปรับปรุงกระบวนการคัดกรองผู้สมัคร และตรวจสอบประวัติบุคคลอย่างเข้มงวดและเป็นระบบมากขึ้น อาจต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบอิสระหรือกลไกภายในที่ ไม่ยึดติดพวกพ้อง เพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีผู้สมัครที่มีประวัติเสื่อมเสียเล็ดรอดเข้ามาได้อีก. การยืนหยัดว่าพรรคจะไม่ “อุ้มพวกพ้อง” หรือปกป้องคนผิดนั้นเป็นเรื่องดี แต่การกระทำต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงตามคำพูดด้วย. เช่นในกรณีนายรัชต์พงศ์ ทางหัวหน้าพรรคส้มได้ย้ำว่าจะไม่ปกป้องคนของพรรคที่มีพฤติกรรมสีเทา และพร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดทันที ซึ่งเป็นท่าทีที่ถูกต้องและควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

ท้ายที่สุดแล้ว การเป็น “พรรคคุณธรรม” ที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่คำขวัญโดนใจหรือวาทกรรมกล่าวหารัฐบาลเก่าเท่านั้น หากวัดกันที่ การลงมือทำ และ มาตรฐานภายใน ที่ยึดมั่นต่อหลักธรรมาภิบาลของตนเอง. พรรคนั้นจะต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าคำว่า “มีเรา ไม่มีเทา” ไม่ใช่แค่สโลแกนหาเสียง แต่สะท้อนอยู่ใน โครงสร้าง และ วัฒนธรรมองค์กร ของพรรคอย่างแท้จริง พรรคเศรษฐกิจที่พวกเรากำลังสร้างจึงต้องสร้างการเปิดพื้นที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วม ตรวจสอบ และถ่วงดุลอำนาจกันเองภายใน จะช่วยลดความเสี่ยงที่พรรคจะกลายเป็นแบบที่ผมเคยเปรียบเปรยไว้ คือ “พรรคที่ดีแต่พูด” หากทะเลาะกัน ทุกฝ่ายก็ยังอยู่ในพรรคได้ เราต้องมีกลไกที่ดูว่า ใครได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพรรคมากแค่ไหน เพียงใด ถ้าเกิดเหตุที่ต้องวัดกัน ก็ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง วัดกันไป หากพรรคเศรษฐกิจสามารถปรับตัวในเรื่องเหล่านี้ได้ ไม่เพียงจะรักษาความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุนเดิมไว้ได้ แต่ยังอาจเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ที่ คำพูดสอดคล้องกับการกระทำ อย่างแท้จริง และเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศโดยไม่หลงลืมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปพร้อมกันด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...