โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Hometown Tax คืออะไร? ถ้าเลือกได้ว่า “ภาษี” จะไปพัฒนาเมืองไหน เมืองไทยจะเปลี่ยนไปไหม

Thairath Money

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 08.26 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 08.26 น.
ภาพไฮไลต์

จะดีแค่ไหน ? ถ้าเราเลือกได้ว่า ภาษีที่เราจ่ายไปทุกปี จะสามารถนำไปพัฒนา “บ้านเกิด” หรือ “เมืองที่เรารัก” ได้โดยตรง

ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังเดินหน้ายกร่างกฎหมาย “Hometown Tax” เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนจัดสรรภาษี 10% และบริจาคเงินพัฒนาท้องถิ่น เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และสิทธิในการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ก่อนหน้านี้

ทำให้หลายคนอาจสงสัยว่าระบบนี้คืออะไร ? และจะเข้ามาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของไทยได้อย่างไร Thairath Money ชวนทำความเข้าใจ ดังนี้

ปัญหาโครงสร้างที่ "เงินอุดหนุน" แบบเดิมแก้ไม่ตก

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าหัวใจของ “Hometown Tax” หรือ ระบบ ชำระภาษีให้บ้านเกิด ไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการคลังที่ฝังรากลึกมานาน

เทียบเคียง ที่ผ่านมาประเทศไทยและญี่ปุ่นเผชิญปัญหาคล้ายกันคือ “ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่” เมื่อประชากรวัยแรงงานอพยพ เข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อหาโอกาสทางการศึกษาและการจ้างงานที่ดีกว่า ส่งผลให้ท้องถิ่นในเขตชนบทเก็บภาษีรายได้ได้ลดลงอย่างมาก

แม้รัฐบาลกลางจะมีการจัดสรรเงินอุดหนุนให้ แต่เอกสารระบุว่าเงินอุดหนุนเหล่านั้นมักมีข้อจำกัด เช่น

  • ไม่เพียงพอต่อความต้องการ: งบประมาณปีต่อปีอาจไม่ครอบคลุมการพัฒนาในระยะยาว
  • ขาดความคล่องตัว: เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ กระบวนการผ่านราชการหลายชั้นทำให้ได้รับเงินล่าช้า ไม่ทันกาล
  • ไม่ตอบโจทย์พื้นที่: การจัดทำบริการสาธารณะบางครั้งไม่สอดคล้องกับความต้องการจริงของคนในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ ระบบ Hometown Tax จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการคลังที่มอบ "อิสระ" ให้กับท้องถิ่นในการบริหารจัดการตนเองได้มากขึ้น

ถอดบทเรียน Furusato Nozei ญี่ปุ่นทำอย่างไรให้คนอยาก “จ่ายภาษี”

ญี่ปุ่นเริ่มใช้ระบบนี้ในปี 2551 ภายใต้ชื่อ "Furusato Nozei" เพื่อให้พลเมืองมีส่วนร่วมฟื้นฟูบ้านเกิด โดยมีกุญแจความสำเร็จที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ 3 ด้านหลัก

1. แรงจูงใจที่จับต้องได้ (Thank-you Gifts): ท้องถิ่นที่ได้รับเงินบริจาคจะส่งสินค้าในพื้นที่เป็นของสมนาคุณ เช่น อาหารท้องถิ่น หรือแม้แต่เครื่องปั้นดินเผาที่ซ่อมแซมด้วยเทคนิคพิเศษหลังเหตุแผ่นดินไหว โดยรัฐบาลกำหนดมูลค่าของขวัญไม่เกิน 30% ของเงินบริจาคเพื่อป้องกันภาวะขาดทุนจากการแข่งขัน

2. การลดภาระด้วยเทคโนโลยี (One-Stop Service): รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมมือกับเอกชนสร้าง Platform กลาง (เช่น เว็บไซต์ furusato-tax.jp) เพื่อลดความซับซ้อน จากเดิมที่ผู้บริจาคต้องกรอกแบบฟอร์มเอง เปลี่ยนเป็นระบบที่คำนวณเพดานลดหย่อน ติดตามสถานะของสมนาคุณ และเชื่อมโยงการขอคืนภาษีไว้ในที่เดียว

3. การขยายเพดานสิทธิประโยชน์: มีการปรับปรุงนโยบายในปี 2558 โดยเพิ่มเพดานการลดหย่อนภาษีจาก 10% เป็น 20% ของภาษีที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ยอดบริจาคพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเพียง 5.4 หมื่นครั้งในปีแรก สู่กว่า 23 ล้านครั้งในปี 2562

ตัวอย่าง การคำนวณภาษีเบื้องต้น เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของระบบ Hometown Tax โดยสมมติผ่านตัวละครชื่อ “นายฟุรุซาโตะ”

  • โปรไฟล์: สถานะโสด มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน

  • ภาระภาษีปกติ:

  • ต้องเสียภาษีเงินได้ประจำปี: 18,720 บาท

    • ต้องเสียภาษีที่อยู่อาศัยให้ท้องถิ่น (Residential Tax): 36,690 บาท (คิดเป็นประมาณ 6% ของรายได้ทั้งปี)

เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ (แบบเดิม vs แบบใหม่)

ระบบของญี่ปุ่นมีการปรับปรุงเพื่อจูงใจให้คนบริจาคมากขึ้น โดยการ “เพิ่มเพดานการลดหย่อนภาษีถึง 2 เท่า”

  • เพดานเดิม: กำหนดไว้ที่ 10% ของภาษีที่อยู่อาศัย
  • เพดานใหม่ (ปัจจุบัน): เพิ่มขึ้นเป็น 20% ของภาษีที่อยู่อาศัย

ผลลัพธ์การคำนวณสำหรับนายฟุรุซาโตะ

  • หากนายฟุรุซาโตะเลือกบริจาคเงินในช่วง 600 - 4,500 บาท
  • เขาจะสามารถนำไป ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 3,900 บาท
  • เงื่อนไขสำคัญ คือ การบริจาคตั้งแต่ 2,000 เยนขึ้นไป จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้และหักเครดิตภาษีที่อยู่อาศัยได้ แต่ต้องไม่เกิน 20% ของภาษีที่อยู่อาศัยที่ต้องจ่าย
    หมายเหตุ: ตัวอย่างนี้ใช้สมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยน 100 เยน : 30 บาท และเป็นการคำนวณเบื้องต้นที่ยังไม่รวมรายการลดหย่อนส่วนบุคคลอื่นๆ )

2 ตัวอย่างท้องถิ่นของไทย ที่เคยใช้โมเดลคล้ายๆกัน

เอกสารของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่มีกฎหมาย “Hometown Tax” อย่างเป็นทางการ แต่ท้องถิ่นไทยหลายแห่งได้เริ่ม "ลงมือทำ" ผ่านความร่วมมือของภาคประชาชนจนประสบความสำเร็จอย่างน่าสนใจ

  • โมเดลแก้จนท่าคันโท (จ.กาฬสินธุ์): ใช้รูปแบบการระดมทุนผ่าน "ผ้าป่าแก้จน" เพื่อสร้างบ้านและมอบอุปกรณ์สร้างอาชีพให้ครอบครัวที่ยากไร้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
  • โมเดลสวัสดิการหนองป่าครั่ง (จ.เชียงใหม่): อบต. จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตจากจิตอาสา และระดมเงินบริจาคจากชาวบ้านเพื่อสร้างโรงพยาบาล รถรับ-ส่งนักเรียน และศูนย์เด็กเล็กที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จริงๆ

สำหรับ ข้อเสนอแนะการนำมาใช้ในไทย เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย แนะว่ารัฐบาล ควรยึดหลัก “โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่สร้างภาระ” โดยอาจเริ่มจากการใช้ระบบ e-Donation เพื่อความโปร่งใส และไม่จำกัดเพียงแค่สินค้า แต่สามารถให้ของสมนาคุณเป็น "บริการ" เช่น แพ็กเกจที่พักหรือส่วนลดร้านอาหาร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน

ซึ่งการประยุกต์ใช้ Hometown Tax ในระยะแรก อาจจะทดลองใช้ใน Sandbox เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามประสิทธิภาพของนโยบายได้ใกล้ชิด เข้าใจปัญหา และหาแนวทางแก้ปัญหาก่อนนำไปใช้ทั้งประเทศ เช่น ทดลองใช้กับจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวน้อย 10 อันดับแรก เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า สุดท้ายแล้ว การผลักดัน Hometown Tax ในไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขภาษี แต่คือการสร้างระบบนิเวศทางการคลังที่ทำให้ "คนย้ายถิ่น" ยังคงมีสายสัมพันธ์และมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง ส่วนประชาชนทั่วไป มีโอกาสได้รับ ความช่วยเหลือ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น เงินบริจาคภัยพิบัติ ขณะที่ภาครัฐ อาจได้รับอานิสงส์จาก การที่มีผู้ยินดีเข้าสู่ระบบ ภาษีมากขึ้น นั่นเอง

ที่มา : กระทรวงมหาดไทย , รายงาน Regional Letter ฉบับที่ 9/2564 ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Hometown Tax คืออะไร? ถ้าเลือกได้ว่า “ภาษี” จะไปพัฒนาเมืองไหน เมืองไทยจะเปลี่ยนไปไหม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...