“ราคาน้ำมันดิบโลก” ร่วงกว่า 6% หลังทรัมป์ส่งสัญญาณเปิดเจรจาอิหร่าน
"ราคาน้ำมันดิบโลก" ร่วงกว่า 6% หลังทรัมป์ส่งสัญญาณเปิดเจรจาอิหร่าน คลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เคยจุดชนวนความกังวลเรื่องช็อกอุปทานในตลาดพลังงาน
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.31 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงแรงในวันจันทร์ หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน เมื่อถ้อยแถลงของโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านอาจมีแนวโน้มผ่อนคลายลง
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเตือนอิหร่านหลายครั้งถึงความเป็นไปได้ของการแทรกแซงทางทหาร หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ หรือยังคงใช้มาตรการปราบปรามการประท้วงภายในประเทศ ซึ่งเตหะรานอ้างว่าได้รับการยุยงจากชาติตะวันตก อย่างไรก็ดีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ว่า อิหร่านกำลังเจรจาอย่างจริงจังกับสหรัฐ
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก Ali Larijani เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน ระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การเตรียมการเพื่อการเจรจากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากความวิตกว่ากองทัพสหรัฐอาจเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน หลังวอชิงตันส่งกำลังทางทหารจำนวนมากไปยังภูมิภาค ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหาร
อย่างไรก็ดี ในวันจันทร์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ร่วงลงมากถึง 6.4% แตะระดับต่ำสุดที่ 66.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนลดลงราว 4.4% ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปรับลดลง 4.75% มาอยู่ที่ 62.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แอนดี ลิโพว์ ประธานบริษัท Lipow Oil Associates ระบุว่า การร่วงลงของราคาน้ำมันสะท้อนรายงานที่ชี้ว่า วอชิงตันและเตหะรานมีการสื่อสารกันผ่านคนกลาง ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังว่าความตึงเครียดอาจคลี่คลาย แทนที่จะลุกลามบานปลาย
เขากล่าวกับ CNBC ว่า การเจรจาเกิดขึ้นในช่วงที่อิหร่านขู่ว่าจะขยายความขัดแย้งเป็นสงครามระดับภูมิภาค หากถูกโจมตี ซึ่งจะดันราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ที่รัฐบาลทรัมป์ไม่ต้องการเห็น
ด้านมาร์โก ปาปิช นักกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์จาก BCA Research มองว่า ความอ่อนไหวของรัฐบาลสหรัฐต่อราคาน้ำมันอาจเป็นตัวเบรก ไม่ให้สถานการณ์บานปลาย โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมปลายปี 2569 ซึ่งราคาพลังงานเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ขณะเดียวกันตลาดน้ำมันยังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานเพิ่มเติมที่ทยอยเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการระบายสต็อกทั้งนอกชายฝั่งและบนบก มากกว่าการผลิตใหม่ ท่ามกลางภาวะที่อุปทานน้ำมันโลกยังคงสูงกว่าความต้องการ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจัยดังกล่าวช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคา แม้กลุ่ม OPEC+ จะยังคงบริหารจัดการกำลังการผลิตอย่างระมัดระวัง ล่าสุด OPEC+ มีมติคงระดับการผลิตสำหรับเดือนมีนาคมต่อไป ส่งผลให้มาตรการตรึงอุปทานเป็นระยะเวลา 3 เดือนยังคงดำเนินต่อ
อ้างอิง : cnbc.com