LALIN ชี้ “Green Real Demand” ขึ้นแท่นมาตรฐานใหม่ ปรับกลยุทธ์ชูต้นทุนการอยู่อาศัยระยะยาวสู้ศึกอสังหาฯ
“ลลิล” (LALIN) เผยพฤติกรรมผู้ซื้อบ้านปี 2026 เปลี่ยนผ่านสู่ยุคคำนวณ "Total Cost of Living" เน้นประสิทธิภาพพลังงานมากกว่าราคาขายเริ่มต้น ระบุ "Energy Volatility" เป็นปัจจัยเร่งให้บ้านประหยัดพลังงานขยับจากกลุ่มทางเลือกสู่ "ภาคบังคับ" ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่กางโรดแมปพัฒนาที่อยู่อาศัยยั่งยืน เน้นนวัตกรรม Solar Home และการออกแบบ Passive Design เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขัน
2 กุมภาพันธ์ 2569 - ภาวะความผันผวนด้านราคาพลังงานและกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเมินว่าในปี 2569 "บ้านประหยัดพลังงาน" จะไม่ใช่เพียงฟีเจอร์ทางการตลาดอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐาน (Standard Requirement) ที่กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก
นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดว่า แนวโน้มการตัดสินใจของผู้บริโภคในปัจจุบันสะท้อนการมองที่อยู่อาศัยในฐานะ "โครงสร้างพื้นฐานของชีวิต" ที่ต้องรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อนในระยะยาว โดยผู้ซื้อเริ่มให้ความสำคัญกับ Total Cost of Living หรือต้นทุนรวมตลอดอายุการอยู่อาศัย ซึ่งรวมถึงค่าบำรุงรักษาและค่าส่วนกลาง มากกว่าจะพิจารณาเพียงแค่ราคาขายหรือโปรโมชั่นระยะสั้น
"ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบ้านที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตจริง ทั้งด้านการใช้งานและความคุ้มค่า โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่บริหารจัดการได้ ซึ่งกลายเป็นความคาดหวังพื้นฐานของผู้ซื้อบ้านกลุ่ม Real Demand ในยุคปัจจุบัน"
จากการสำรวจข้อมูลพบว่า เมกะเทรนด์ด้าน Energy Volatility (ความผันผวนของราคาพลังงาน) เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจระบบผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ Solar Home และนวัตกรรมการออกแบบที่ช่วยลดความร้อนภายในอาคาร เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับตัวจากการขายเพียง "พื้นที่ใช้สอย" ไปสู่การส่งมอบ "ประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรม" และ "คุณภาพชีวิตเชิงสุขภาวะ"
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่า การพัฒนาโครงการยุคใหม่จะต้องยึดหลัก Sustainable Life Quality ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ คือการวางผังโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางลมและแสงธรรมชาติ (Passive Design) การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ ไปจนถึงการติดตั้งระบบ Smart Energy Management ภายในบ้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในด้านการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน
"นับจากนี้ไปจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บ้านประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นมาตรฐานหลัก ขณะที่ผู้ประกอบการที่มองภาพระยะยาวและพัฒนาโครงการอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน"
ในเชิงกลยุทธ์ ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาระดับราคาขายให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ในขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนเทคโนโลยีรักษ์โลกที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม LALIN มองว่าการลงทุนด้านองค์ความรู้และนวัตกรรมสีเขียวจะเป็นการสร้างความได้เปรียบในระยะยาว เนื่องจากผู้ซื้อบ้านรุ่นใหม่ (New Generation Real Demand) มีความอ่อนไหวต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การปรับเปลี่ยนของ LALIN และผู้เล่นในตลาดครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Economy of Sustainability อย่างเต็มตัว โดยมีกลุ่ม Real Demand คุณภาพเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะคัดกรองผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานการก่อสร้างและการบริหารจัดการพลังงานที่แท้จริงออกจากตลาดในอนาคต