โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

LALIN ชี้ “Green Real Demand” ขึ้นแท่นมาตรฐานใหม่ ปรับกลยุทธ์ชูต้นทุนการอยู่อาศัยระยะยาวสู้ศึกอสังหาฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 ก.พ. เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. เวลา 04.25 น.

“ลลิล” (LALIN) เผยพฤติกรรมผู้ซื้อบ้านปี 2026 เปลี่ยนผ่านสู่ยุคคำนวณ "Total Cost of Living" เน้นประสิทธิภาพพลังงานมากกว่าราคาขายเริ่มต้น ระบุ "Energy Volatility" เป็นปัจจัยเร่งให้บ้านประหยัดพลังงานขยับจากกลุ่มทางเลือกสู่ "ภาคบังคับ" ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่กางโรดแมปพัฒนาที่อยู่อาศัยยั่งยืน เน้นนวัตกรรม Solar Home และการออกแบบ Passive Design เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขัน

2 กุมภาพันธ์ 2569 - ภาวะความผันผวนด้านราคาพลังงานและกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย โดยภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเมินว่าในปี 2569 "บ้านประหยัดพลังงาน" จะไม่ใช่เพียงฟีเจอร์ทางการตลาดอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นมาตรฐานพื้นฐาน (Standard Requirement) ที่กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดว่า แนวโน้มการตัดสินใจของผู้บริโภคในปัจจุบันสะท้อนการมองที่อยู่อาศัยในฐานะ "โครงสร้างพื้นฐานของชีวิต" ที่ต้องรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อนในระยะยาว โดยผู้ซื้อเริ่มให้ความสำคัญกับ Total Cost of Living หรือต้นทุนรวมตลอดอายุการอยู่อาศัย ซึ่งรวมถึงค่าบำรุงรักษาและค่าส่วนกลาง มากกว่าจะพิจารณาเพียงแค่ราคาขายหรือโปรโมชั่นระยะสั้น

"ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบ้านที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตจริง ทั้งด้านการใช้งานและความคุ้มค่า โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่บริหารจัดการได้ ซึ่งกลายเป็นความคาดหวังพื้นฐานของผู้ซื้อบ้านกลุ่ม Real Demand ในยุคปัจจุบัน"

จากการสำรวจข้อมูลพบว่า เมกะเทรนด์ด้าน Energy Volatility (ความผันผวนของราคาพลังงาน) เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจระบบผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ Solar Home และนวัตกรรมการออกแบบที่ช่วยลดความร้อนภายในอาคาร เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งปรับตัวจากการขายเพียง "พื้นที่ใช้สอย" ไปสู่การส่งมอบ "ประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรม" และ "คุณภาพชีวิตเชิงสุขภาวะ"

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่า การพัฒนาโครงการยุคใหม่จะต้องยึดหลัก Sustainable Life Quality ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ คือการวางผังโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางลมและแสงธรรมชาติ (Passive Design) การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีค่าการนำความร้อนต่ำ ไปจนถึงการติดตั้งระบบ Smart Energy Management ภายในบ้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในด้านการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน

"นับจากนี้ไปจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บ้านประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นมาตรฐานหลัก ขณะที่ผู้ประกอบการที่มองภาพระยะยาวและพัฒนาโครงการอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน"

ในเชิงกลยุทธ์ ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาระดับราคาขายให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ในขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนเทคโนโลยีรักษ์โลกที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม LALIN มองว่าการลงทุนด้านองค์ความรู้และนวัตกรรมสีเขียวจะเป็นการสร้างความได้เปรียบในระยะยาว เนื่องจากผู้ซื้อบ้านรุ่นใหม่ (New Generation Real Demand) มีความอ่อนไหวต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การปรับเปลี่ยนของ LALIN และผู้เล่นในตลาดครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Economy of Sustainability อย่างเต็มตัว โดยมีกลุ่ม Real Demand คุณภาพเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะคัดกรองผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานการก่อสร้างและการบริหารจัดการพลังงานที่แท้จริงออกจากตลาดในอนาคต

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...