“อาเซียน” ดุลการค้าเกินดุลสหรัฐพุ่งแรง ไทย-มาเลเซีย-เวียดนามนำขบวน
"อาเซียน" ทำดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐเพิ่มขึ้นแรงในปี 2568 จากการเร่งส่งออกของไทย มาเลเซีย และเวียดนาม แม้เผชิญมาตรการภาษีของสหรัฐ
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.58 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เผชิญปรากฏการณ์ ดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2568 แม้รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามลดความไม่สมดุลทางการค้าผ่านมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ก็ตาม
ข้อมูลทางการระบุว่า มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสำคัญของภูมิภาค สามารถเพิ่มดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐในรูปเงินดอลลาร์ได้ถึง 45%, 44% และ 28% ตามลำดับ ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าการค้ารวมของทั้งสามประเทศขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
กระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมของมาเลเซีย ระบุว่า การส่งออกไปยังสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง โดยมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 17.2% จากความต้องการที่สูงในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า เครื่องจักร อุปกรณ์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์โลหะ
ข้อมูลจาก CEIC Data ระบุว่าดุลการค้าเกินดุลของมาเลเซียกับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2.32 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 จาก 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน
ด้านเวียดนามยังคงเป็นประเทศในอาเซียนที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐสูงที่สุด โดยทำสถิติใหม่ที่ 1.338 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ ไทยมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐเพิ่มเป็น 5.13 หมื่นล้านดอลลาร์ จาก 3.56 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนหลักจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีที่เขาเรียกว่า “ภาษีตอบโต้” (reciprocal tariffs) กับประเทศคู่ค้า เพื่อพยายามลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ โดยหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยถูกเก็บภาษีในอัตราสูงกว่า 40% ก่อนจะมีการลดอัตราลงผ่านการเจรจาทวิภาคี และเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม
นักวิเคราะห์ชี้ว่าประเทศในภูมิภาคมีการเร่งส่งออกล่วงหน้า (front-loading) ก่อนที่ภาษีจะมีผลเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันรัฐบาลหลายประเทศยังคงเดินหน้าเจรจากับสหรัฐเพื่อลดผลกระทบด้านการค้า
กรณีของมาเลเซีย สหรัฐได้ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จาก 25% เหลือ 19% ในเดือนตุลาคม และมีสินค้า 1,711 รายการ โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อากาศยาน และเวชภัณฑ์ ที่ได้รับสิทธิภาษีเป็นศูนย์ แลกกับคำมั่นจากมาเลเซียว่าจะไม่จำกัดการส่งออกแร่หายากและแร่เชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐ
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก DBS Bank ชี้ว่าอาเซียนจะพยายามรักษาอัตราภาษีที่เอื้อประโยชน์ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบ โดยเฉพาะมาเลเซียที่กำลังเจรจาเพื่อคงข้อยกเว้นภาษีสำหรับการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์
อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่ง ดุลการค้าขาดดุลของประเทศเหล่านี้กับจีนกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนการนำเข้าสินค้าจากจีนที่สูงขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีสหรัฐ
ในปี 2568 มาเลเซียมีดุลการค้าขาดดุลกับจีนเพิ่มขึ้น 62% เป็น 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์ ไทยเพิ่มขึ้น 50% เป็น 6.78 หมื่นล้านดอลลาร์ และเวียดนามเพิ่มขึ้น 40% เป็น 1.15 แสนล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทจีนอาจใช้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนามหรือมาเลเซีย เป็นทางผ่านในการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูงขึ้น โดยข้อมูลชี้ว่าสัดส่วนการส่งออกที่ผลิตภายในประเทศของมาเลเซียลดลงเหลือ 77% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบอย่างน้อย 7 ปี สะท้อนบทบาทของการส่งออกซ้ำ (re-export) ที่เพิ่มขึ้น
แม้การส่งออกจะขยายตัวแรงในปีที่ผ่านมา แต่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีของสหรัฐยังลากยาวเข้าสู่ปี 2569 โดยทรัมป์ล่าสุดประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากเกาหลีใต้ และเคยขู่เพิ่มภาษีต่อบางประเทศยุโรป ก่อนจะถอยหลังหลังบรรลุกรอบความเข้าใจร่วมกัน
นักวิเคราะห์และรัฐบาลในภูมิภาคเตือนว่า การส่งออกของอาเซียนอาจชะลอลงในปีนี้ เมื่อผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ เริ่มสะท้อนตลอดทั้งปี โดยกระทรวงพาณิชย์ของไทยประเมินว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวจากแรงกดดันด้านภาษีและภูมิรัฐศาสตร์
นักวิชาการจาก ISEAS-Yusof Ishak Institute มองว่า แนวโน้มดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐที่พุ่งแรงในปีที่ผ่านมา มีโอกาสลดลงในปีนี้ เมื่อข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศเริ่มมีผลเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจทำให้ประเทศอาเซียนต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น และกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจภูมิภาคในปี 2569
อ้างอิง : asia.nikkei.com