หุ้น AI หนุน “ไต้หวัน” แซงจีน ครองน้ำหนักสูงสุดในดัชนีหุ้นเกิดใหม่รอบเกือบ 20 ปี
แรงซื้อหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ดัน "ไต้หวัน" ขึ้นแท่นตลาดที่มีน้ำหนักสูงสุดในดัชนี MSCI Emerging Markets แซงหน้าจีนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี สะท้อนบทบาทศูนย์กลางเทคโนโลยีโลก
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.24 น.สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ไต้หวันแซงหน้าจีนขึ้นเป็นตลาดที่มีน้ำหนักสูงสุดในดัชนีหุ้นตลาดเกิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ณ สิ้นเดือนมกราคม ไต้หวันมีสัดส่วน 21.06% ในดัชนี MSCI Emerging Markets Index แซงหน้าจีนที่ 20.93% นับเป็นครั้งแรกที่ไต้หวันมีน้ำหนักมากกว่าจีนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 สะท้อนกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีและ AI อย่างต่อเนื่อง
การขยับขึ้นของไต้หวันตอกย้ำความโดดเด่นของธีม AI และบทบาทของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. ซึ่งเป็นหุ้นที่มีน้ำหนักสูงสุดในดัชนีตลาดเกิดใหม่ และราคาปรับขึ้นราว 13% นับตั้งแต่ต้นปี ตรงกันข้ามกับจีนที่ยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์ผู้บริโภคอ่อนแอและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง
ดัชนี MSCI ไต้หวันปรับขึ้นกว่า 11% ในเดือนมกราคม เทียบกับดัชนี MSCI จีนที่เพิ่มขึ้นราว 5% แม้หุ้นจีนยังมีมูลค่าถูกกว่าในเชิงกำไร แต่ตลาดคาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี MSCI ไต้หวันจะเติบโต 37% ใน 12 เดือนข้างหน้า สูงกว่าจีนที่คาดไว้ 15%
ก่อนหน้านี้ นักกลยุทธ์ของ Citigroup Inc. ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นไต้หวันเป็น “Overweight” จากแนวโน้มกำไรและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI ขณะที่ลดน้ำหนักหุ้นจีนลงเป็น “Neutral” จากภาพกำไรและเศรษฐกิจที่อ่อนแรง
ขณะเดียวกันเกาหลีใต้ซึ่งเป็นอีกศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของเอเชีย แซงหน้าอินเดียขึ้นมาเป็นตลาดใหญ่อันดับสามในดัชนีตลาดเกิดใหม่ โดยได้แรงหนุนจากราคาหน่วยความจำที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้หุ้น Samsung Electronics Co. และ SK Hynix Inc. ทำสถิติใหม่ ส่วนอินเดียแม้ยังมีเรื่องราวการเติบโตเชิงโครงสร้าง แต่การมีส่วนร่วมในเทคโนโลยีขั้นสูงยังจำกัด ทำให้ได้อานิสงส์จากกระแส AI น้อยกว่า
อย่างไรก็ดีผู้จัดการกองทุนเตือนว่า แม้บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไต้หวันในพอร์ตการลงทุนโลกจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำให้พอร์ตมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของวัฏจักรเทคโนโลยีหรือ AI มากขึ้น หากกระแสดังกล่าวชะลอตัวในอนาคต
อ้างอิง : www.bloomberg.com