"Compromise" เพื่อประโยชน์ประชาชน 'พายุ' ชี้ ร่วมรัฐบาลคือการทำงานจริง ดีกว่าเป็นฝ่ายค้านแล้วทำเสียงประชาชนเสียเปล่า
พายุ เนื่องจำนงค์ ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า มุมมองส่วนตัว: จากที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากหลากหลายมุมมองความคิดเกี่ยวกับการเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ ผมจึงขอแสดงความคิดเห็นของผมนะครับ.. ในทุกครั้ง ทุกยุค ทุกสมัย ของการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีหลากหลายปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจของการเทียบเชิญร่วมตั้งรัฐบาลโดยพรรคแกนนำ หรือในการตัดสินใจเข้าร่วมของพรรคลำดับอื่นๆที่ได้ถูกรับเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาล
ประกอบกับเหล่ากลไกและเงื่อนไขต่างๆที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ ไม่ใช่แค่สถานะ/จำนวนเสียงในสภาฯของแต่ละพรรคที่ถูกนำมาใช้ตัดสินใจเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้แทบจะทุกรัฐบาลในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยนั้นจึงเป็น “รัฐบาลผสม” ตามเสียงสะท้อนของประชาชนที่ได้เลือกมาจากการเลือกตั้ง
ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายสำหรับ “ผู้ตั้ง” และ “ผู้ร่วม” ที่ต่างฝ่ายต่างหาเสียงด้วยหลักการและนโยบายที่แตกต่างกันออกไปในช่วงเลือกตั้ง แต่ในเมื่อผลออกมาแล้วไม่มีพรรคใดที่ได้ฉันทามติจากประชาชนอย่างเป็นเอกฉันท์เพียงพอในการตั้งรัฐบาลพรรคเดี่ยว ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องหาพรรคอื่นมาร่วมกัน โดยต้องหาจุดสมดุลระหว่างพรรคร่วมฯด้วยการ “ประนีประนอม” หรือ “compromise” ในที่สุด
ที่ต่างกันกับอีก compromise นึงที่เป็นเพียงวาทกรรมแก้เกี้ยวที่ไปหยิบยืมมาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของการเมืองสหรัฐฯ ที่ย้อนกลับไปถึง ค.ศ. 1787 ซึ่งนำมาเปรียบเทียบไม่ได้เพราะมันคนละบริบทกันกับการตัดสินใจโหวตเลือกนายกฯของบางพรรค ซึ่งสุดท้ายแล้วก็มีคนของพรรคออกมายอมรับว่าถือเป็น “การทดลอง” และเป็นยุทธศาสตร์สะกัดกำลังพรรคแดง ต่างกันกับการประนีประนอมที่พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยทำร่วมกันเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้
ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกฯในฐานะตัวแทนของพรรคแกนนำที่ได้ขอให้ลืมเรื่องในอดีตต่อกันเพื่อเชิญเพื่อไทยทำงานร่วมกัน เช่น เดียวกันกับแคนดิเดตของเราที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า “พร้อมจะทำงานกับทุกพรรคการเมืองและทุกภาคส่วน” แม้บางพรรคการเมืองต้องการจะบีบคั้นให้เลือกข้างให้ได้.. โดยไม่มองว่านี่คือการตีกรอบพรรคตนเองด้วยหลากหลายเงื่อนไข และคือการตีกรอบโอกาสที่จะได้เข้ามาสานต่อสิ่งที่ได้หาเสียงเอาไว้กับประชาชน
เพราะถึงแม้การเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะไม่สามารถทำได้ทั้งหมดเท่ากับหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล.. แต่ก็ยังดีกว่า “ล้มกระดาน” ทั้งหมดด้วยการไปเป็นฝ่ายค้านแล้วทำให้เสียงที่เลือกพรรคของตนมานั้นเสียเปล่า เพราะในเวลาเดียวกัน ทางพรรคแกนนำฯเองก็ต้องเคารพนโยบายของเหล่าพรรคร่วมฯด้วยในส่วนของการประนีประนอมร่วมรัฐบาลกัน และไม่ยึดติดแต่เพียงนโยบายของพรรคตนเอง ซึ่งทางท่านนายกฯและพรรคแกนนำก็ทราบดีอยู่แล้ว
สุดท้ายนี้ต่างพรรคต่างรับทราบและเข้าใจดีถึงความคิดและความรู้สึกของโหวตเตอร์ของตนที่ได้ให้ความไว้วางใจเลือกมาไม่มากก็น้อย และจำเป็นที่ต้อง compromise กับทุกพรรคร่วมให้ดีที่สุดพร้อมกับสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจด้วย “การกระทำ” ในการเข้าไปบริหารกระทรวงที่พวกตนได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนตามที่ได้หาเสียงไว้..
..แล้วประชาชนจะเป็นผู้ชี้วัดเองในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าอยากจะให้พรรคใดมาเป็นแกนนำขับเคลื่อนประเทศในครั้งต่อไปต่อครับ