‘เริ่มตั้ง-เริ่มเห็นปัญหา’
ผมเพิ่งหายสงสัยวันนี้เอง ว่า…..
“เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงมีกฎหมายมากที่สุดในโลก?!”
แต่คนไทยกลับ “รู้กฎหมาย” น้อยที่สุดในโลก
ขณะเดียวกัน คนไทยกลับ “หลบเลี่ยงกฎหมาย” ได้เก่งที่สุดในโลก!?
นั่นเพราะ ใน DNA คนไทย มีเชื้อ “ศรีธนญชัย” ผสมอยู่ด้วยนั่นเอง!
“พรรคส้ม” เลือกตั้งแล้ว ได้ว่าว ที่ชลบุรี เขต ๑
ก็มีสาวกส้มปลุกระดม เรียกร้องให้ “นับคะแนนใหม่” อ้างเรื่อง “หีบบัตร” มีกลิ่นไม่บริสุทธิ์
กกต.ก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปพิสูจน์กลิ่น ปรากฏว่า “หีบบริสุทธิ์”
มีมติ “ไม่เปิดหีบนับใหม่”
การหาเหตุ “ล้มเลือกตั้ง” ก็จบ (แบบยังไม่จบ) ไปเรื่องหนึ่ง!
หมดเรื่องหีบ รุ่งขึ้นมาใหม่
คราวนี้เป็นเรื่อง “บาร์โค้ด” บัตรเลือกตั้ง ไปถึงขั้นจะฟ้องร้องให้ผลเลือกตั้ง ๘ กุมภา.เป็นโมฆะ!
นี่ถ้าจบเรื่อง “บาร์โค้ด” จะต่อด้วยเรื่อง “บาร์โฮส” หรือเปล่า ก็ยังสงสัย
สื่อโทรทัศน์ไทยแต่ละช่องนี่ เหมือน “สื่อจระเข้” ไม่พิเคราะห์อะไรเลย เขาโยนอะไรลงมาให้งับ ไม่สนเป็น “ถุงข้าว” หรือ “ถุงขี้”
งับหมด!
แล้วก็เชิญ “หลวงรอบสารพัดรู้” ขาประจำ ช้ำๆ หน้า ๕-๖ คน เวียนกันมาใช้ “ความรู้สึก” แทนความรู้จริง ขม้ำทันที โดยมีพิธีกรคอยชง-คอยป้อน
จากช่องนั้น วิ่งไปช่องนี้ …..
โดยไม่แยกแยะและพิจารณาว่า นั่น “ถุงข้าว” หรือ “ถุงขี้” ตั้งธงฟัดทันทีว่า เรื่องนั้นๆ กกต.มันต้องผิด
ทั้งที่ตัวเองมีความรู้จริงในเรื่องนั้นหรือไม่ และศึกษาถึงความ “ใช่-ไม่ใช่” ทางข้อกฎหมายมาก่อนหรือยัง ผมก็ไม่แน่ใจ?
อย่างเรื่อง “บาร์โค้ด” ผมไม่มีความรู้ ก็ไม่กล้าวิจารณ์ ได้แต่ค้นหาอ่านจากท่านผู้รู้ในศาสตร์นั้นๆ ก่อน ว่ามันผิด-มันถูกยังไง
อ่านไลน์ที่เขาส่งมาให้อ่านบ้าง แล้วก็ไปอ่านที่ “ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม” ให้ความรู้ทางข้อกฎหมาย และอ่านที่ คุณพีระชาติ อินตา โพสต์เฟซฯ
ก็ถึงบางอ้อ มัน “ถุงขี้” จากไอ้พวก “แพ้แล้วล้มโต๊ะ” นี่เอง!
เรื่อง “หีบ” ที่ชลบุรี เขต ๑ ผมก็อาศัยข้อกฎหมาย ดร.ณัฐวุฒิมาแจกแจงไปแล้ว
แต่เรื่อง “บาร์โค้ด” ขออาศัยความรู้ในเรื่องนี้จากคุณพีระชาติก็แล้วกัน อ่านกันดูนะครับ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อข่าว “สื่อจระเข้”
…………………………………….
“พีระชาติ อินตา”
วงการโซเชียลไทยนี่แปลกนะครับ พอมีดรามาอะไรทีไร มักจะมี "ผู้รู้" ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่เหล่านักเขียนโค้ดและโปรแกรมเมอร์บางกลุ่ม ออกมาโชว์สกิล “ถอดรหัสบาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง
แล้วตีโพยตีพายว่า….
“นี่คือหลักฐานการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล”
หรือ “เป็นเครื่องมือสอดแนมทางการเมือง”
ในฐานะที่ผมเป็นคน “วงใน” และเข้าใจโปรแกรมพวกนี้ ผมบอกเลยว่า นี่คือ “ตลกร้าย” ที่ขำไม่ออก
เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่า….
คนเก่งเทคโนโลยีบางคน อาจจะตกม้าตาย เรื่องตรรกะพื้นฐานของโลกความเป็นจริงครับ
ผมขออนุญาตพูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม เพื่อ “ดึงสติสังคม” กลับมาสู่จุดที่ “ถูกต้อง” นะครับ
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่กำลังถูกปั่นกระแสนั้น จริงๆ แล้วมันคือ
"มาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง"…….
ที่ กกต.ออกแบบมาเพื่อ “คุ้มครองคะแนนเสียง” ของพวกเราทุกคนต่างหาก!
ไม่ใช่เครื่องมือจับผิดว่า “ใครกาให้พรรคไหน” อย่างที่เขาหลอกให้กลัว
เพราะโดยหลักการแล้ว บาร์โค้ดพวกนี้ ทำหน้าที่เหมือน "บัตรประชาชนของกระดาษ" ครับ
มันระบุว่าบัตรใบนี้ “เกิดที่โรงพิมพ์ไหน” เดินทางไปที่ “หน่วยเลือกตั้งใด” และเป็น “บัตรล็อตไหน”
เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครอุตริ “พิมพ์บัตรผี” หรือเอา “บัตรเขย่ง” จากหน่วยอื่นมายัดไส้ในหีบ
มันคือระบบ Inventory Control ที่รัดกุมที่สุดเท่าที่จะทำได้ในระบบกระดาษ
ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าบัตรเลือกตั้งไม่มีลายน้ำและรหัสพวกนี้ ใครก็สามารถ “แอบพิมพ์บัตรปลอม” ที่บ้านแล้วเอาไปหย่อนเนียนๆ ได้จริงไหมครับ?
แต่พอมีบาร์โค้ดปุ๊บ….
บัตรทุกใบ จะมีที่มา-ที่ไปชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าโควตาของหน่วยนี้มีกี่ใบ…ใช้ไปกี่ใบ…เหลือเท่าไหร่
นี่คือ “เจตนาบริสุทธิ์” ของการมีอยู่ของมัน
คือการ "รู้ที่มาของบัตร” ไม่ใช่ “รู้ที่ไปของคะแนน"!
ทีนี้มาถึงจุดที่พวก “นักถอดรหัส” หน้าแตกกันบ้าง การที่คุณสแกนบาร์โค้ดแล้วได้เลขรหัสออกมา
มันไม่ได้แปลว่าคุณเจาะ “ระบบฐานข้อมูลลับ” ระดับชาติได้นะครับ แต่มันแปลว่า คุณแค่อ่าน "ป้ายชื่อ" ของบัตรออกเท่านั้น
ซึ่งข้อมูลในนั้น มันบอกแค่ว่า "ฉันคือบัตรใบที่เท่าไหร่” ของเล่มนี้"
มันไม่ได้มีชิปฝัง GPS หรือตัวดักฟังความคิด ที่จะส่งสัญญาณบอกดาวเทียมว่า "นาย ก.กำลังกาเบอร์ 10"
ทันทีที่บัตรถูกฉีกออกจากต้นขั้ว ความสัมพันธ์ระหว่าง "ตัวบุคคล" กับ "ตัวบัตร" ก็ขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์
ต่อให้คุณรู้เลขบาร์โค้ดทั้งโลก #แต่เมื่อบัตรมันลงไปนอนรวมกันในหีบ ถูกเขย่า-ถูกเทรวมกับบัตรอื่นอีกนับพันใบ
มันก็ไม่มีทางที่ใครจะตรัสรู้ได้ว่า “บัตรใบนี้เป็นของใคร” เว้นแต่คุณจะมีตาทิพย์มองทะลุหีบเหล็กได้ครับ
ฉะนั้น การออกมาปั่นว่า “บาร์โค้ดคือตัวร้าย” คือการบิดเบือนเจตนาดีให้กลายเป็นเรื่องเลวร้ายครับ
บาร์โค้ดคือ “เกราะป้องกันการทุจริต” ไม่ใช่โซ่ตรวนจับผิดประชาชน
ผมขอยืนยันด้วยข้อมูลเชิงลึกและหลักการสากลที่ผมเข้าใจจริงๆ ในเรื่องนี้เลยว่า
“ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อปกป้อง ‘ความบริสุทธิ์ยุติธรรม’ ของผลคะแนน”
ไม่ใช่เพื่อรับใช้พรรคการเมืองใด หรือใช้ข่มขู่ใครครับ
ผมไม่ได้เข้าข้างกกต……
ผิดก็ว่าไปตามผิด แค่ไม่อยากให้ความรู้ทางเทคนิคแบบครึ่งๆ กลางๆ มาทำลายความเชื่อมั่นในระบบที่ถูกสร้างมา ช่วยทำให้การโกงแบบเก่าๆ มันทำไม่ได้อีกต่อไปนั่นเองครับ
✍️ พีระชาติ อินตา
………………………………………….
ครับ….
ก็หวังว่าจะกระตุกจิตสำนึกสื่อ “ควรมีหลัก” ในการเสนอข่าว ใช่ใครชงอะไรมาก็นำเสนอแบบดิบๆ โดยไม่มีภูมิซักไซ้ไล่เลียงให้ได้ความชัดในข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอ
ไม่อย่างนั้น สื่อจะกลายเป็นสาก
ที่ถูกเขาลากไปทำลายคนอื่น ที่สำคัญพลอยให้ชาวบ้านที่ฟังข่าว-ดูโทรทัศน์ พลอยเชื่อตาม “ข่าวสาก” และ “กูรูสาก” หน้าจอ ไปด้วย!
เอาละครับ….
ไม่ต้องเคารพ กกต.ทั้ง ๗ แต่จงให้เกียรติคนทำหน้าที่เขาบ้าง “ติเรือทั้งโกลน” ก็พอว่า แต่ไปถึงขั้น แพ้แล้วพาล จิกกระบาลด่าไปทุกเรื่อง มันมากไป
คนเคยทำงานและมีประสบการณ์ย่อมเข้าใจ ทุกเรื่อง มันไม่ง่ายเหมือนปากพูดหรอก และไม่มีอะไรที่มันต้องผิดทั้งหมดหรอก
การใช้ “โมหาคติ” นำปัญญา วิพากษ์-วิจารณ์
โดยเฉพาะนักวิชาการระดับดอกเตอร์ จงสังวร คำวิจารณ์ของดอกเตอร์ จะกลายเป็นสียง “ด๊อกเห่า”!
คนเมืองหลวง ก็อย่าโชว์ความ “เจริญ-รู้มาก-ฉลาด” ให้มากนักเลย เพลาๆ บ้างก็ได้
เพราะพี่น้อง ๗๖ จังหวัด ที่ว่าเขา “จน โง่ บ้านนอก” นั่นน่ะ เค้ารู้แล้วละว่า…
ถ้าคนกรุงเทพฯ โง่
คงไม่เลือกส้มหมดทั้ง ๓๓ เขตหรอก จริงมั้ย!
ในความเห็นผม ถ้าเราไม่เชื่อถือการทำงานองค์กรไหนเลย แบบนั้น…บ้านเมืองก็อยู่ยาก!
นี่…คงรู้กันแล้ว ว่าภูมิใจไทยเดินหน้า “ฟอร์มรัฐบาล” แล้ว
เห็นไปชวนพรรคเล็กๆ มารวมกัน ๖ พรรค เป็นปฐมบท พรรคเศรษฐกิจ ๓ คน, พรรครวมใจไทย ๒ คน รวม ๕ คน
พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรคใหม่, พรรครวมพลังประชาชน และ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคละ ๑ คน รวมทั้งหมด ๙ คน
เมื่อวาน เชิญ “พรรคเพื่อไทย” มาแถลงร่วมอีกหนึ่งพรรค หมายความว่า พรรคน้ำเงิน ๑๙๓ เสียง พรรคแดง ๗๔ เสียง
จับขั้ว “จัดตั้งรัฐบาล”!
๑๙๓+๗๔+๙ = ๒๗๖ นับว่าเป็น “เสียงข้างมาก” ได้อยู่
ถามว่ามีแค่นี้หรือ ถามนายกฯ อนุทิน ก็คงตอบไม่ได้ ฉะนั้นเดาดีกว่า
๒๗๖ “เสียงข้างมาก” ก็จริง แต่ยังไม่แน่น
พรรคต่อไปที่จะเชิญมาคือ “พรรคกล้าธรรม” ของธรรมนัสอีก ๕๘ เสียงใช่มั้ย?
๒๗๖+๕๘ = ๓๓๔!
อืมมม..ค่อยอิ่มสบายท้องหน่อย!
แต่ถ้าหย่อนลงมาอีกนิด ไปเชิญพรรคประชาธิปัตย์ ๒๒ เสียง พรรคไทรวมพลัง ๖ เสียง และพลังประชารัฐอีก ๕ เสียง มาร่วมล่ะ เป็นสูตร ๒๗๖+๒๒+๖+๕ = ๓๐๙
อืมมมม…ก็เก๋-แกร่งดีนะ!
ดังนั้น ก็ต้องเก็งกันละว่า พรรคต่อไปที่ภูมิใจไทยจะเชิญมาร่วม จะเป็นกล้าธรรมหรือประชาธิปัตย์?
ในความเห็นผม เมื่อภูมิใจไทยเชิญเพื่อไทยมาแล้ว ผมเดาใจว่า พรรคที่ภูมิใจไทยจะเชิญอันดับต่อไปคือ
“พรรคประชาธิปัตย์”!
เว้นแต่ว่า “ประชาธิปัตย์” ต้องการเป็นฝ่ายค้านมากกว่าต้องการเป็น “ฝ่ายรัฐบาล” นั่นเป็นอีกเรื่อง
แต่ดูทีท่าของพรรค “ภูมิใจไทย” แล้ว คงไม่ต้องการพรรคกล้าธรรมมาร่วมซักเท่าไหร่
สมมุติประชาธิปัตย์ไม่ร่วมและภูมิใจไทยก็ไม่เชิญกล้าธรรม ไปเชิญไทรวมพลัง ๖ เสียงและพลังประชารัฐ ๕ เสียง มาผสมกับ ๒๗๖
ก็เป็น “รัฐบาล ๒๘๗ เสียง” ก็ไม่ดูน่าเกลียดตรงไหน!
เพราะอีกไม่นาน พรรคประชาชน จากที่มี ๑๑๘ เสียง มีความน่าจะเป็นว่า ถ้าศาลฎีการับฟ้อง ในคดี ๔๔ สส.
สส.ปัจจุบันของพรรคประชาชนก็จะ “ถูกพักการทำหน้าที่” ไปไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน
ดังนั้น ฝ่ายค้านจะเหลือเสียงในสภาร้อยต้นๆ ถ้ารัฐบาลมี ๒๘๗ เสียง ก็ถือว่า “แน่นหนา” วางใจได้
ผมก็เดาดุ่ยไปงั้น ส่วนภูมิใจไทยจะเอาใครร่วมอีก ก็ตามดูเขาไป ผมว่าแค่เอาเพื่อไทยมาร่วม “นายกฯ อนุทิน” คงต้องเตรียมคำตอบให้พี่น้องภาคีสานเขาแล้วละ
โดยเฉพาะ “พี่น้องอีสานใต้” เขาบาดเจ็บ-ล้มตาย บ้านเรือนพังพินาศ เหตุจาก “รัฐบาลอังเคิล”
แต่ “ภูมิใจไทย” กลับเลือก “พรรคอังเคิล” มาร่วมรัฐบาล ก็คงบวดกระบาลหน่อย
จะว่าไป ทั้งพรรคอังเคิลและพรรคกล้าธรรม ไม่ว่าเอาพรรคไหนมาร่วม มีทั้งปัญหาให้ต้องแก้ มีทั้งคำตอบที่ต้องตอบพอๆ กัน
ก็ภาวนา ขอให้ผ่าน “สงกรานต์”
สู่รัฐบาล “เต็มสูบ” ในเดือนพฤษภา.ก็แล้วกัน!
-เปลว สีเงิน
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙