โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ฮันนีมูน’ ทริปข้าวใหม่ปลามัน กับกิจการรีสอร์ตรักฉ่ำเลี่ยนอ่างรูปหัวใจ และเตียงกุหลาบที่อาจสร้างเด็ก ‘เบบี้บูม’

Capital

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 06.19 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 06.19 น. • Insight

ในวันแห่งความรัก ทรัพย์คัลเจอร์ ขอมองข้ามช็อตไปสู่กิจการที่เกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่กิจการที่เกิดขึ้นจากธุรกิจที่ทำต่อเนื่องจากความรักและการแต่งงาน แต่กิจการที่เราจะคุยถึงคือการ ‘ฮันนีมูน’ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจินตนาการที่เกี่ยวข้องกับความรัก เป็นความ ‘โรแมนติกสำเร็จรูป’ อย่างหนึ่ง

การไปฮันนีมูน หมายถึงการที่คู่แต่งงานใหม่จะปลีกตัวออกจากชีวิตประจำวันชั่วคราว แล้วใช้เวลานี้เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน ก่อนที่จะกลับเข้าสู่การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างเป็นทางการ

การไปฮันนีมูนจึงถือเป็นพิธีกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (rite of passage) คือเป็นรอยต่อจากการเป็นคนโสดสู่การเป็นคู่ครอง เป็นครอบครัวกันต่อไป ซึ่งถ้ามองถึงการแต่งงานในปัจจุบันว่าสำคัญแล้ว ในสมัยโบราณ ยิ่งถือว่าเป็นขั้นตอนการเติบโตสำคัญอย่างยิ่งยวดในชีวิต

ที่มาของคำว่า ‘น้ำผึ้งพระจันทร์’ ย้อนไปได้ถึงสมัยกลาง อันหมายถึงธรรมเนียมการดื่มเหล้าหมัก จากความเชื่อเรื่องสุขภาพและโชคลาง จนกลายมาเป็นช่วงเวลาของการเดินทางหลังแต่งงานของคู่บ่าวสาวผู้มีอันจะกิน จนมาถึงยุคของกิจการท่องเที่ยวที่เริ่มเฟื่องฟูพร้อมๆ กับการเดินทางที่มีราคาถูกลง

หลายพื้นที่ในที่ห่างไกลจึงเริ่มขายการท่องเที่ยวเชิงความโรแมนติกให้กับคู่แต่งงานใหม่ กลายเป็นจินตนาการของดินแดนแห่งความโรแมนติกเช่นเตียงโรยกลีบกุหลาบ อ่างอาบน้ำรูปหัวใจ การตกแต่งที่ค่อนไปทางล้นเกิน หวานเว่อร์ จนแทบจะเป็นภาพจำและภาคปฏิบัติของความโรแมนติก

honey + moon หนึ่งเดือนแรกรัก

คำว่าฮันนีมูน เป็นคำและประเพณีที่เก่าแก่มากในโลกตะวันตก สืบค้นที่มาย้อนไปได้ถึงในสมัยกลางคือตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 5 การแต่งงานในสมัยนั้นมีธรรมเนียมว่าแขกที่มาร่วมงานแต่งงานจะมอบเหล้าหมักจากน้ำผึ้ง หรือเหล้า mead ในจำนวนที่เพียงพอต่อการดื่มทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน

คำว่าหนึ่งเดือนนี้ก็ตรงกับภาษาไทยพอดี คือนับเอาวงรอบของพระจันทร์ ที่เวียนกลับมาบรรจบ ครบหนึ่งเดือน ประเพณีการดื่มเหล้าน้ำผึ้งหมักหนึ่งเดือน เกิดจากความเชื่อว่าเหล้าหมักจะทำให้ตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น

ภายหลังซึ่งหมายถึงก่อนศตวรรษที่ 19 คำว่าฮันนีมูนเป็นคำกลางๆ หมายถึงเดือนแรกของการแต่งงาน ยังไม่มีนัยของการเดินทางท่องเที่ยวของคู่แต่งงานเป็นสำคัญ แต่มักมีนัยถึงช่วงเดือนแรกซึ่งอ้างอิงกลับไปที่ธรรมเนียมการดื่มเหล้าน้ำผึ้งในช่วงยุคกลางซึ่งมีมาแต่โบราณกาล และมีนัยถึงการมีช่วงเวลาที่หวานชื่นของทั้งสองฝ่าย

ทีนี้ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งคือราวศตวรรษที่ 19 ที่อังกฤษ คือช่วงต้นสมัยใหม่ เหล่าผู้ดีมีอันจะกินชาวอังกฤษ เริ่มประเพณี ‘bridal tour’ คือการที่บ่าวสาวจะเดินทางเพื่อเยี่ยมเยียนญาติมิตรที่ไม่สามารถมาร่วมงานแต่งงานได้

สำหรับกิจกรรมการเดินทางหลังแต่งงาน ในยุคแรกจึงไม่เชิงว่าเป็นเรื่องของความรักเพียงอย่างเดียว การแต่งงานในยุคก่อนหน้าเป็นเรื่องทางสังคมอย่างยิ่ง การเดินทางหลังแต่งงานจึงมักเป็นการแสดงสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งเป็นสำคัญด้วย

ไนแองการ่าและการมาถึงของรถไฟ

เรื่องการฮันนีมูนเป็นเรื่องของชนชั้น และการเกิดขึ้นของ ‘เมืองหลวงของการฮันนีมูน’ ก็เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อเมริกา และการเกิดขึ้นของนวัตกรรม

ดังกล่าวว่าการเดินทางหลังแต่งงานเดิมเป็นกิจกรรมของชนชั้นสูง และเป็นการเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายมาก ภายหลังเมื่อเกิดรถไฟขึ้น การเดินทางหลังแต่งงานจึงขยายมาสู่ชนชั้นกลาง และเริ่มกลายเป็นการเดินทางเพื่อความส่วนตัว เพื่อการพักผ่อนมากขึ้น

จุดสำคัญของการเดินทางหลังแต่งงานเพื่อความสุขของคู่แต่งงาน คือการเกิดขึ้นของเมืองหลวงแห่งการฮันนีมูน คือที่บริเวณน้ำตกไนแองการ่า กับคู่แต่งงานแรกที่เดินทางไปฮันนีมูนจนทำให้ไนแองการ่ากลายเป็นหมุดหมายที่คู่รักจะปลีกตัวไปพักผ่อน โอบกอดกันและกันภายใต้ธรรมชาติอันสงบงาม

การที่ไนแองการ่ากลายเป็นหมุดหมายของความงามของการฮันนีมูน เริ่มต้นในปี 1801 คือเข้าศตวรรษที่ 19 ขณะนั้นมีคู่แต่งงานชนชั้นสูงคู่หนึ่งคือ ธีโอดีเซีย เบอร์ (Theodosia Burr) ลูกสาวของรองประธานาธิบดี แอรอน เบอร์ (Aaron Burr) แต่งงานกับ เจเซฟ แอลสตอน (Joseph Alston) ว่าที่ผู้ว่าของเซาท์ แคลิฟอร์เนียร์ ซึ่งเดินทางเยี่ยมญาติและมิตรสหายตามธรรมเนียม

ในสมัยนั้นการเดินทางไปน้ำตกไนแองการ่าซึ่งคือการตั้งใจไปแวะเยี่ยม ค่อนข้างเป็นมหกรรม คือต้องเดินทางด้วยขบวนม้าซึ่งขบวนของธีโอดีเซียเดินทางจากนิวยอร์ก พร้อมด้วยคนรับใช้ การเดินทางในครั้งนั้นกลายเป็นเรื่องโด่งดัง ขนาดที่ว่า เจอโรม โบนาปาร์ต (Jérôme Bonaparte) น้องชายของนโปเลียน ได้พาภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน เดินทางจากนิวออร์ลีนส์ไปยังดินแดนแห่งธรรมชาติด้วยขบวนรถม้า

หลังจากนั้น น้ำตกไนแองการ่าจึงกลายเป็นหมุดหมายของคู่แต่งงานใหม่ที่จะเดินทางไปโอบกอดกันท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หลังจากการเป็นปลายทางของผู้มั่งคั่งมีอันจะกิน การปฏิวัติเส้นทางคมนาคมสำคัญเพื่อเชื่อมเมืองใหญ่ของฝั่งตะวันออก คือการขุดคลอง Erie Canal เชื่อมแม่น้ำฮัดสันเข้าไปทะเลสาปอีรี่ ในบัฟฟาโล ทำให้การเดินทางไปยังไนแองการ่าง่ายขึ้นคือไปทางน้ำแล้วไปเดินทางต่อ

ราวทศวรรษ 1830-1840s ก็เริ่มสร้างโครงข่ายเชื่อมต่อจากคลองไปสู่บริเวณน้ำตก การเดินทางที่สะดวกขึ้นทำให้ไนแองการ่ากลายเป็นพื้นที่หย่อนใจสำคัญหลังแต่งงาน และกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเล่นเป็นเมืองหลวงของการฮันนีมูน

ทหารผ่านศึกและชนชั้นกลางใหม่

การมาถึงของรถยนต์และการตัดถนนทางหลวงสายสำคัญ เช่น Route 66 ส่งผลต่อการเดินทางของผู้คน และนั่นเองก็ส่งผลต่อการฮันนีมูน กิจการรีสอร์ต และพื้นที่การท่องเที่ยวเพื่อความโรแมนติก

วัฒนธรรมรถยนต์และทางหลวงเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งบริบทที่ส่งผลอย่างลึกซึ้งคือผลจากสงคราม ส่งผลทั้งกับการเกิดขึ้นของผู้บริโภคแบบใหม่ และรสนิยมการบริโภคของตัวกิจการ ซึ่งคือรีสอร์ตและพื้นที่ระหว่างทางบนทางหลวงคือโมเทล ที่กระจายตัวเพื่อรองรับคู่รักและครอบครัวใหม่

การเกิดขึ้นของชนชั้นกลางใหม่หลังสงครามเกี่ยวข้องโดยอ้อมกับการออกกฎหมาย Servicemen’s Readjustment Act of 1944 หรือ G.I. Bill คือสิทธิสวัสดิการพิเศษสำหรับทหารอเมริกันที่ผ่านสงครามซึ่งตัวกฎหมาย เช่น ทุนการศึกษา เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการซื้อบ้าน เงินช่วยเหลือตั้งหลักหลังปลดประจำการ

สำหรับกรณีแค่ทุนการศึกษาหรือสิทธิด้านการศึกษาอย่างเดียว มีทหารผ่านศึกราว 7.8 ล้านคน เข้าถึงทั้งการฝึกอบรม ไปจนถึงเข้าเรียนระดับวิทยาลัยและการศึกษาระดับสูงต่างๆ ผลคือ อเมริกาเกิดชนชั้นกลางจำนวนมาก ทหารหนุ่มเหล่านี้เรียนจบ แต่งงาน เริ่มซื้อบ้าน กลายเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของครอบครัวเดี่ยว

ดังนั้น การเดินทางเพื่อฮันนีมูน รวมถึงการเดินทางเพื่อการพักผ่อนจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกับคนกลุ่มใหม่ๆ

ความน่าสนใจของการเกิดขึ้นของรีสอร์ตสำหรับการฮันนีมูนคือการตอบรับกับคนรุ่นใหม่ที่มีรสนิยมและทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อความรักและเรื่องเพศ (sex) รวมถึงบริบทของยุคหลังสงครามที่ส่งผลต่อวิถีคิดเหล่านี้ คนกลุ่มใหม่นี้เริ่มเปิดกว้างต่อการเดินทางที่มีความโรแมนติก เร่าร้อน หรือมีเป้าหมายเพื่อการแสดงความรักร่วมกันอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยไม่รู้สึกเขินอายหรือจำเป็นต้องปกปิดเหมือนในอดีต

เมื่อชนชั้นกลางที่มีรถยนต์ใช้และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเริ่มขยายตัว เดิมทีน้ำตกไนแองการาถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ อย่างไรก็ตาม หลังสงครามโลกเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วโลกทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ในบริบทนี้ พื้นที่เทือกเขาโปโคโน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากรัฐเพนซิลวาเนียและโดดเด่นด้วยภูมิประเทศที่งดงาม ทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ จึงกลายเป็นทำเลใหม่ที่มีศักยภาพสูง รีสอร์ตต่าง ๆ ได้พัฒนาการท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรมให้สื่อความหมายเชิงโรแมนติกเสมือนภาษาของความรักเพื่อรองรับคู่ฮันนีมูนโดยเฉพาะ

อ่างน้ำรูปหัวใจและสุนทรียะของความหวานฉ่ำ

สำหรับรีสอร์ตในโปโคโน นี่คือยุคที่การท่องเที่ยวเพื่อการฮันนีมูนถูกทำให้เป็นสินค้าอย่างจริงจัง ผ่านการโฆษณาและแพ็กเกจที่ครบวงจร คู่รักแทบไม่ต้องเตรียมอะไร นอกจากเดินทางไปถึงรีสอร์ต ซึ่งจะจัดการดูแลทุกอย่างราวกับเป็นแขกคนสำคัญ

ตั้งแต่อาหาร กิจกรรมพักผ่อน ไปจนถึงรายละเอียดโรแมนติกที่เราคุ้นเคย เช่น ของขวัญแทนใจ แชมเปญ และการโรยกลีบกุหลาบในห้องพัก ทำให้รีสอร์ตกลายเป็นพื้นที่เสมือนสวรรค์สำหรับการหล่อหลอมและเฉลิมฉลองความรัก

หมุดหมายสำคัญของรีสอร์ตในโปโคโน คือการออกแบบพื้นที่ให้ทำหน้าที่เป็น ‘ภาษาของความรัก’ ผ่านภาพลักษณ์ที่โรแมนติกและเย้ายวนแบบล้นเกินเล็กน้อย ห้องพักมักตกแต่งด้วยกระจก เครื่องประดับสีแดงสด เตียงรูปหัวใจ และไฮไลต์สำคัญคืออ่างอาบน้ำรูปหัวใจ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของรีสอร์ตฮันนีมูนในพื้นที่นี้

การบริโภคในยุคนั้นและสุนทรียะจึงชัดเจน คือเป็นการบริโภคที่ว่าด้วยความสนุก ความหวือหวา ความรักที่ถูกตีความออกมาเป็นกิจกรรมของการท่องเที่ยว รวมถึงการเกิดขึ้นของวงการโฆษณา การโฆษณาทั้งในนิตยสารและแผ่นพับสีสดใส

จุดเริ่มสำคัญเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่สร้างกระแสรีสอร์ตรักในโปโคโนคือ มอร์ริส วิลกินส์ (Morris B. Wilkins) คุณวิลกินส์ถือเป็นอีกหนึ่งผลพวงของยุคหลังสงคราม ตัวแกเองเป็นทหารเรือเก่า เมื่อปลดประจำการก็ไปทำงานเป็นช่างไฟฟ้าพักหนึ่ง แล้วถึงย้ายมารับงานรับเหมารีโนเวตที่แถบภูเขาโปโคโน เมื่อมารับงานแล้วก็พบว่าโรงแรมแถบนี้ไม่ได้เรื่องเลย และคิดว่าต้องทำให้ดีกว่านี้ได้

ตัววิลกินส์และเพื่อนจึงซื้อรีสอร์ตขนาด 18 ห้อง ในปี 1958 ซึ่งทั้งคู่ในฐานะคนหนุ่ม มองว่ารีสอร์ตเหล่านี้ขาดองค์ประกอบของความสนุกไป ทั้งคู่เปลี่ยนชื่อรีสอร์ตเป็น Cove Haven และเริ่มตกแต่งรีสอร์ตด้วยความหวือหวา เช่นการใช้สีแดงสด ตัววิลกินส์มองว่าตัวห้องที่หวือหวาขึ้นจะเป็นจุดดึงดูดคู่รักใหม่

ธุรกิจในโซนยังถือว่าซบเซาอยู่ จนกระทั่งจังหวะพอดีในความบังเอิญของคืนหนึ่ง วิลกินส์และเพื่อนกำลังขนอ่างอาบน้ำทรงกลมลงบันไดไป แล้วจังหวะหักเลี้ยว ตัวอ่างที่ยืดหยุ่นก็บิดตัวเป็นรูปหัวใจ ทำให้วิลกินส์นึกภาพอ่างอาบน้ำรูปหัวใจขึ้นมาได้

ผลคือตัววิลกินส์ลงทุนเทคอนกรีตและสร้างอ่างอาบน้ำรูปหัวใจขึ้นห้องแล้วห้องเล่า จากหกห้อง ขยายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรีสอร์ตมีขนาดใหญ่ถึง 236 ห้อง

ตัวรีสอร์ตของทั้งคู่โด่งดังด้วยการเป็นรีสอร์ตสำหรับคู่รักเท่านั้น ในห้องจะมีอ่างอาบน้ำรูปหัวใจที่ปูด้วยกระเบื้องสีแดงสด ตัวห้องเป็นห้องสวีตขนาดใหญ่ มีพื้นที่เล่นระดับ สระว่ายน้ำ เตียงทรงกลมหรือรูปหัวใจ ห้องที่ประดับประดาไปด้วยกระจก เจ้าอ่างหัวใจกลายเป็นสุดยอดหมุดหมายและตัวแทนของการฮันนีมูน เมื่อมีการถ่ายภาพลงนิตยสาร Life

หลังจากนั้น การแพร่กระจายของสื่อโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับ ใบปลิว ไปจนถึงสื่อในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้คุณวิลกินส์คิดกลยุทธ์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือการออกแบบรีสอร์ตให้มีองค์ประกอบที่โดดเด่นสะดุดตา เช่น แก้วแชมเปญขนาดยักษ์ ซึ่งตั้งใจให้กลายเป็นภาพจำของรีสอร์ต หากถูกนำไปใช้เป็นภาพโฆษณาห้องพักและประสบการณ์ของคู่รักในแผ่นพับหรือนิตยสาร แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบและการทำธุรกิจของเขาให้ความสำคัญกับสื่อและภาพลักษณ์ทางการตลาดเป็นหลัก

ดังนั้น การมาถึงของทั้งอ่างอาบน้ำหวานฉ่ำ จึงสัมพันธ์ทั้งกับการมาถึงของผู้ประกอบการโรงแรมแบบใหม่ ที่ตอบสนองรสนิยมแบบใหม่จากพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อผู้มีอันจะกิน สู่การเปลี่ยนเป็นกิจการที่ตอบสนองกับการเดินทางของคู่รัก ที่ชื่นชอบความฉ่ำ หวานเลี่ยน (kitschy)

ปัจจุบัน รสนิยมของรีสอร์ตหวานเว่อร์ เตียงรูปหัวใจค่อยๆ ลดบทบาทลง สิ่งที่น่าสนใจคือ รีสอร์ตในพื้นที่หุบเขาเร้นรักนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการสร้างครอบครัวและการท่องเที่ยวในยุคหลังสงครามโลก

มอร์ริส วิลกินส์ ให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดีไว้ว่า เขาไม่รู้เลยว่าในรีสอร์ต ในห้องหอสีแดงฉาน กลีบกุหลาบ แก้วแชมเปญนี้ มีเด็กๆ มาเกิดในรีสอร์ตแห่งรักนี้มากเท่าไหร่

ถ้าเรามองด้วยรุ่นวัย เราเองก็อาจบอกได้ว่า คนในยุค ‘เบบี้บูม’ ยุคที่เด็กเกิดขึ้นมากมายหลังสงคราม ก็อาจมีเตียงที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ หรืออ่างน้ำสีแดงสด และจินตนาการเรื่องความโรแมนซ์เป็นฉากหลักด้วย ก็คงไม่ผิดนัก

อ้างอิง

historyextra.com/period/modern/honeymoon-etymology-name-why-wedding-history-holiday-trip-travel

brides.com/story/the-gloomy-history-behind-honeymoons

niagarafallsusa.com/the-source/how-niagara-falls-became-the-honeymoon-capital-of-the-world

cityexperiences.com/blog/niagara-falls-love-story-history-honeymoon-capital-world

hyperallergic.com/revisiting-postwar-honeymoon-resorts-the-greatest-theme-parks-of-heterosexuality

mentalfloss.com/article/92716/bubbly-history-heart-shaped-hot-tub

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...