โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ประเทศไทย” รับมือปัญหา “น้ำมันขาดแคลน” อย่างไร ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 08.29 น.
ภาพถ่ายหมู่ จอมพล โตโจพร้อมด้วย จอมพล ป. พิบูลสงคราม และสมาชิกคนสำคัญทั้ง 2 ฝ่าย ในฐานะพันธมิตรและแกนนำหลักของฝ่ายญี่ปุ่นในระหว่างสงคราม (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2486 (ค.ศ. 1943))

เมื่อโลกเกิดความปั่นป่วน เกิดสงคราม สิ่งหนึ่งที่จะมาพร้อมกันคือแต่ละประเทศล้วนเผชิญปัญหาขาดแคลนทรัพยากรที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการค้าและการขนส่งเต็มไปด้วยปัญหาติดขัดมากมาย

ดังเช่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทั่วโลกต่างทำสงคราม ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบมากมาย ผู้คนต่างต้องหนีเอาตัวรอด รวมถึงของใช้ต่าง ๆ ก็แทบหาไม่ได้ โดยเฉพาะ “น้ำมัน” สินค้าสำคัญที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ไทยรับมือปัญหาน้ำมันขาดแคลนในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไร

แม้ว่าใน พ.ศ. 2483 รัฐบาลจะประกาศพระราชบัญญัติปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาเพื่อไม่ให้ประชาชนแตกตื่น ความว่า

“ในขณะนี้การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ในประเทศ ยังมิได้อยู่ในฐานะที่ลำบากประการใด แต่สถานการณ์ของโลกปัจจุบันอาจทำให้การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลงประสบอุปสรรคขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง ฉะนั้นต้องเตรียมตัวไว้ให้พรักพร้อมก่อน

กระทรวงกลาโหมขอแจ้งให้ทราบว่า เวลานี้กระทรวงกลาโหมยังจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้ในประเทศไทย ยังไม่จำเป็นที่จะต้องมีการจำกัดหรือปันส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นขอให้ประชาชนจงเข้าใจตามคำแถลงการณ์นี้”

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2484 รัฐบาลไทยก็เห็นถึงสัญญาณของปัญหาขาดแคลนน้ำมันแล้ว เนื่องจากเกิดการถอนตัวของบริษัทน้ำมันต่างประเทศและญี่ปุ่นที่ไม่สามารถจัดหาน้ำมันให้ได้

ด้วยเหตุนี้เองในเดือนเมษายน ปีเดียวกัน รัฐบาลจึงสำรวจความต้องการน้ำมันภายในประเทศทันที โดยครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงามภูมิภาค กิจการอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไป

ถัดมาเพียงหนึ่งเดือนการ “ปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง” เพื่อเอาตัวรอดในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็เกิดขึ้น

มีข้อมูลระบุไว้ว่า ในตอนนั้น กิจกรรมทุกประเภทที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงสำหรับหน่วยงานในภูมิภาคจะได้รับการปันส่วนอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 30 ถึง 70 ของปริมาณการใช้งานจริงหรือที่แจ้งกับทางการไป

ส่วนหน่วยงานส่วนกลาง แม้จะไม่มีประกาศปันส่วนน้ำมันออกมา แต่ก็ปันส่วนน้ำมันสำหรับกิจกรรมเฉพาะทางเศรษฐกิจสำคัญเท่านั้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังปรับลดการใช้น้ำมัน รวมถึงความต้องการในประเทศลง ทั้งยังแสวงหาพลังงานสำรอง มีการวางแผนสำรวจปิโตรเลียมในประเทศ เจรจาตกลงกับต่างชาติ เช่น เจรจากับทูตอังกฤษ ทูตอเมริกัน และอุปทูตเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทางอังกฤษก็ช่วยเหลือเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงมาจำนวนหนึ่ง

ทั้งในช่วงต้น 2480 ไทยเองก็จัดหาน้ำมันจากทางญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมถึงกู้เงินกับญี่ปุ่นประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อซื้อน้ำมันสำรองไว้ยามที่สถานการณ์โลกแปรปรวน

อย่างไรก็ดี สงครามได้ครุกรุ่นมากยิ่งขึ้นในช่วงปลาย พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา มีการรุกคืบเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายพื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งการค้าสำคัญ เกิดปัญหาจนไม่สามารถกระจายความต้องการน้ำมันให้ไทยได้ ซึ่งส่งผลให้น้ำมันในประเทศวิกฤตขึ้นไปอีก

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะสำรองน้ำมันไว้อยู่บ้างตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง 2481 และมีแหล่งน้ำมันสำรองจากตลาดญี่ปุ่นก็ตาม แต่รัฐบาลไทยก็ต้องปรับตัวมากขึ้นตามความเป็นไปของโลก รัดเข็มขัดให้แน่น ลดสัดส่วนการปันส่วนน้ำมันของหน่วยภูมิภาคเพิ่งขึ้นอีกเหลือเพียงประมาณร้อยละ 30 เท่านั้น ด้านส่วนกลางก็ลดลงค่อนข้างมากจากปกติเช่นกัน

การจ่ายน้ำมันจะอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัดของกรมเชื้อเพลิง และหากจะจ่ายน้ำมันให้กับภาครัฐก็ต้องได้รับการเห็นชอบจากเจ้ากรมเชื้อเพลิงก่อนทั้งสิ้น

ยิ่งวันเวลาผ่านไป วิกฤตนี้ก็มีแต่จะแย่ลง ความช่วยเหลือของญี่ปุ่นที่ให้คำมั่นว่าจะขายและสนับสนุนน้ำมันให้ เมื่อเข้าสู่ช่วง พ.ศ. 2486-2488 น้ำมันก็ได้ลงน้อยกว่าที่ตกลงไว้กว่าช่วงที่เพิ่งเป็นพันธมิตรกันมาก

ถึงขั้นที่ว่าในบางครั้งก็ไม่ได้น้ำมันเลยด้วยซ้ำ

เห็นได้จากข้อมูลเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2486 น้ำมันเบนซินรถยนต์จากที่จะขายให้เฉลี่ยเดือนละ 1,470 กิโลลิตร แต่กลับขายจริงให้เพียง 1,045.72 กิโลลิตรเท่านั้น น้ำมันก๊าดตกลงที่ 3,400 กิโลลิตร ก็ขายให้เพียง 1,370 กิโลลิตรต่อเดือน หรือน้ำมันดิบตกลงที่ 1,800 กิโลลิตร แต่ก็ขายจริงเพียง 445.226 กิโลลิตรต่อเดือน

ยิ่งช่วง พ.ศ. 2488 หรือปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกได้ว่าเป็นเวลาอันโหดร้ายของไทยเลยก็ว่าได้ เพราะมีบันทึกของพันเอกสุวรรณ เพ็ญจันทร์ เจ้ากรมเชื้อเพลิงในช่วงหลังสงคราม เล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นว่า

“ตอนใกล้สงครามจะสงบ เรายิ่งได้น้ำมันน้อยลงทุกที เพราะมีทุ่นระเบิดเรือเดิร (สะกดตามต้นฉบับ-ผู้เขียน) ไม่ได้ ทั้งเรือก็ได้อำปางลงเรื่อยๆ ในที่สุดคงเหลือเรือบรรจุน้ำมันอยู่ลำเดียว แต่ก็เดินไปรับน้ำมันไม่ได้ เพราะมีทุ่นระเบิด กรมเชื้อเพลิงจึงไม่ได้รับน้ำมันอีกเลย จดบัดนี้ (29 ธันวาคม 2488) เป็นเวลา 10 เดือนแล้ว แต่โดยที่สำรองน้ำมันไว้ จึงพอมีจ่ายรัฐบาลและกิจการที่จำเป็นอยู่บ้าง

นอกจากการปันส่วนน้ำมันแล้ว เนื่องด้วยตอนนั้นประเทศไทยยังต้องพึ่งพิงน้ำมันจากญี่ปุ่น ซึ่งตามข้อตกลงคือไทยต้องนำเรือและถังเปล่าไปลำเลียงเอง เว้นแต่น้ำมันหล่อลื่นที่ญี่ปุ่นจะลำเลียงมา

กระทรวงกลาโหมจึงคิดวิธีแก้ปัญหาอีกวิธีหนึ่ง คือ การใช้เรือบรรทุกน้ำมันมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ได้น้ำมันเป็นจำนวนมากพอ ซึ่งคาดการณ์ออกมาแล้วจะได้น้ำมันที่ผ่านการกลั่นมาเดือนละไม่ต่ำกว่า 3,000 กิโลลิตร ประหยัดใช้หน่อยและเก็บสำรองไว้ประมาณ 1,000 กิโลลิตร

รวมถึงสร้างโรงงานกลั่นน้ำมันดิบจากยางพารา ซึ่งเดือนหนึ่งก็จะกลั่นน้ำมันดับได้ประมาณ 500-600 กิโลลิตร และกลั่นเบนซินได้ประมาณ 400 กิโลลิตรเลยทีเดียว

นี่ก็เป็นอีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ขาดแคลนน้ำมันของไทย

ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งมาพร้อมการปรับตัวอย่างมหาศาลเป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดก็เหตุการณ์ดังกล่าวก็ค่อย ๆ คลี่คลายลงเมื่อเกิดการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน. “ก่อนจะเป็น ปตท.”: ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 ถึง 2521. วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2556.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มีนาคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ประเทศไทย” รับมือปัญหา “น้ำมันขาดแคลน” อย่างไร ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...