สธ.เผยอาการคนไข้สโตรก 42 ปี ดีขึ้นเล็กน้อย แพทย์ดูแลใกล้ชิด จ่อประสานอบรมตำรวจแยก 'คนป่วยกับคนเมา'
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงกรณีที่มีชายวัย 42 ปี เส้นเลือดในสมองแตก ตำรวจสายตรวจที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าใจผิด คิดว่าเมาแล้วขับ จับใส่กุญแจมือไปโรงพัก ไม่พาส่งโรงพยาบาล แม้ว่าผู้ป่วยจะส่งสัญญาณมือ SOS เพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว ว่า จากกรณีดังกล่าวนี้ ตนได้รับรายงานจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถแยกอาการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตก กับอาการมึนเมาได้นั้น ตนไม่สามารถให้ความเห็นได้ เนื่องจากไม่เห็นอาการของผู้ป่วยในขณะนั้น ไม่เห็นว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนอาการเส้นเลือดสมองแตก หากเกิดขึ้นไม่มาก เช่น เกิดขึ้นในสมองส่วนเบซัลแกงเกลีย (Basal Ganglia) เกิดขึ้นไม่มาก อาการที่แสดงออกมาจะไม่ชัดเจนมาก อาจจะเกิดในลักษณะปากเบี้ยว พูดไม่ชัด มึน ชาตัว ซึ่งถ้าไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ หรือบุคลากรทางการแพทย์อาจแยกไม่ออก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในจุดเกิดเหตุได้ออกคัดกรองเมาแล้วขับ เมื่อเห็นอาการที่แยกยาก ก็อาจแยกไม่ออก ดังนั้น ตนจึงให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวไม่ได้ ขอให้เป็นการดำเนินการจากทางผู้เกี่ยวข้อง
ด้าน นพ.ชวนนท์ อิ่มอาบ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ผู้ป่วยชาย 42 ปี มีประวัติประสบอุบัติเหตุจากการขับรถชนรถจักรยานยนต์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่าผู้ป่วยยังพอมีการตอบสนอง แต่มีสติสัมปชัญญะลดลง ตอนแรกผู้ป่วยยังพอมีการตอบสนองได้บ้าง แต่สติสัมปชัญญะลดลง ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ไปถึงจุดเกิดเหตุไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพราะอาการลักษณะนี้อาจเกิดได้หลายอย่าง ทั้งจากการมึนเมา หรือจากภาวะทางการแพทย์ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ที่อาจพบได้น้อยในเหตุการณ์เช่นนี้ ตนมองว่าในมุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การตัดสินใจควบคุมตัวผู้ป่วยในช่วงแรกไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษฝ่ายใด เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและทรัพย์สินของคู่กรณีจากอุบัติเหตุ
“จริงๆ แล้วในสถานการณ์แบบนี้ไม่มีใครถูกหรือผิด เพราะอาการสติสัมปชัญญะลดลงสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ และบางครั้งสิ่งที่พบได้บ่อยกว่าคือภาวะมึนเมา ทำให้เจ้าหน้าที่อาจมองไปในมุมนั้นก่อน” นพ.ชวนนท์ กล่าว
นพ.ชวนนท์ กล่าวต่อว่า ต่อมาผู้ป่วยมีอาการพูดคุยไม่รู้เรื่องมากขึ้น จึงถูกนำตัวส่ง รพ.บางปะหัน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ ก่อนแพทย์ประเมินอาการและส่งต่อมายังโรงพยาบาลศูนย์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีแพทย์เฉพาะทางดูแล ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ และเส้นเลือดสมองแตก โดยผู้ป่วยรายนี้ตรวจพบว่าเป็นชนิดเส้นเลือดสมองแตก โดยสโตรกคือภาวะที่ทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์อัมพาต ผู้ป่วยอาจมีแขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือสติสัมปชัญญะลดลงได้ ซึ่งจำเป็นต้องตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อแยกว่าเป็นชนิดตีบหรือแตก โดยผู้ป่วยชายรายนี้ผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) พบว่าผู้ป่วยมีเลือดออกในสมองส่วนลึกบริเวณเบซัลแกงเกลียขนาดประมาณ 7 เซนติเมตร ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสติและการทรงตัว แพทย์จึงทำการผ่าตัดสมองเพื่อนำเลือดออกและลดอาการบวมของสมอง
“ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ระบบประสาท เพื่อนำเลือดออกจากสมองและลดความดันในสมอง หลังผ่าตัดอาการดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตอนแรกที่มาถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยยังต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตำแหน่งของเลือดออกอยู่ในสมองส่วนลึก ทั้งนี้รอยโรคอยู่ในสมองส่วนลึก เพราะฉะนั้นการฟื้นตัวจะต้องติดตามอาการต่อไปว่า ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด แต่ขณะนี้สัญญาณชีพ ทั้งความดันโลหิตและชีพจร ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด” นพ.ชวนนท์ กล่าว
นอกจากนั้น นพ.ชวนนท์ กล่าวว่า หลังผู้ป่วยได้รับการรักษาแล้วก็จะเข้าสู่ระบบการฟื้นฟู ตามนโยบายพัฒนาระบบ “Stroke ครบวงจร” ซึ่งครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการรักษา และหลังจากนี้อาจต้องประสานไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับราชการ เพื่อความร่วมมือกัน สร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการแยกแยะลักษณะอาการป่วยและอาการมึนเมา เพราะจริงๆ บางอาการของสโตรกมีความคล้ายกับภาวะมึนเมาได้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจต้องอบรมเรื่องนี้เพิ่มขึ้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สธ.เผยอาการคนไข้สโตรก 42 ปี ดีขึ้นเล็กน้อย แพทย์ดูแลใกล้ชิด จ่อประสานอบรมตำรวจแยก ‘คนป่วยกับคนเมา’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th