โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

กางแผนรับมือวิกฤติราคาน้ำมัน ปตท. หลังสงครามตะวันออกกลางระอุ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยถึงมาตรการรับมือวิกฤติตะวันออกกลาง ว่า ยังคงมุ่งเน้นความมั่นคงพลังงานเป็นสำคัญ แม้ว่ามีความข้อกังวลเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ แม้จะยังประเมินผลกระทบเป็นตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง แต่บริษัทได้เตรียมแผนรับมืออย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้กระทบต่อความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงานของประเทศ (Energy Security)

ด้านน้ำมันดิบจะกระจายความเสี่ยงโดยการจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกา ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย

ส่วนก๊าซธรรมชาติได้เร่งเพิ่มปริมาณการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทย และจัดหา LNG จากแหล่งที่มีความมั่นคงสูงในสหรัฐ ออสเตรเลีย และรัสเซีย

กางแผนรับมือวิกฤติราคาน้ำมัน ปตท. หลังสงครามตะวันออกกลางระอุ

ทางด้านภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over-supply) ในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีของเอเชีย ปตท. คาดการณ์ว่าสภาวะดังกล่าวจะยังคงลากยาวไปจนถึงปี 2569 เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับอุปสงค์ปลายทางที่ชะลอตัว

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2569 ยังคงขึ้นอยู่กับราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์และภาพรวมทั้งปี รวมถึงภาวะ Over-supply ในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีในเอเชีย แต่คาดว่าจะยังคงต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปลายทางยังคงชะลอตัว

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2569 ยังคงขึ้นอยู่กับราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลก และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์และภาพรวมทั้งปี รวมถึงภาวะ Over-supply ในธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีในเอเชีย แต่คาดว่าจะยังคงต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปลายทางยังคงชะลอตัว

อย่างไรก็ดี บริษัทประเมินว่าจุดต่ำสุดของวัฏจักรจะเริ่มคลี่คลายเมื่อผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูงเริ่มปรับลดกำลังการผลิตลง และความต้องการในตลาดเริ่มฟื้นตัวตามรอบเศรษฐกิจ

“ปตท. มุ่งเน้นไปที่ความมั่นใจในการจัดหาพลังงานพร้อมกับความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสินทรัพย์ และการรุกเข้าสู่ธุรกิจไฮโดรเจนและคาร์บอนในอนาคต เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% ภายในปี 2035 และก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050”

ส่วนทิศทางธุรกิจของกลุ่ม ปตท. กำลังมุ่งหน้าสู่การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ (Portfolio Transformation) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ดังนี้

  • ธุรกิจต้นน้ำและไฟฟ้า (Upstream & Power) PTTEP มุ่งขยายฐานสำรวจและผลิตในแหล่งใหม่ ตั้งเป้าปริมาณขายโตต่อเนื่อง, LNG รุกหนักด้านการเทรดดิ้งและการลงทุนสินทรัพย์ โดยมีเป้าหมายใหญ่ที่ 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030, Power เร่งสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable) ตามแผน PDP เพื่อมุ่งสู่ Net Zero
  • ธุรกิจปลายน้ำและการปรับโครงสร้าง (Downstream & Synergy) จัดตั้ง PTT Tank เพื่อรวมศูนย์โครงสร้างพื้นฐาน (ถังเก็บ-ท่อส่ง) เพิ่มประสิทธิภาพและเตรียมดึงพันธมิตรเข้าร่วมทุน, ปรับตำแหน่งธุรกิจ OR ให้เป็นมากกว่าปั๊มน้ำมัน แต่เป็น “Mobility & Lifestyle Partner”
  • ธุรกิจอนาคต (Non-Hydrocarbon) รุก EV Value Chain ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จทั่วประเทศ , ลุยธุรกิจ Life Science ทั้งเภสัชภัณฑ์และโภชนาการ โดยใช้โมเดลหาพันธมิตรเชี่ยวชาญ (Strategic Partner) และการพึ่งพาเงินทุนตัวเอง (Self-funding)

สำหรับแผนการแข่งขันกับโรงงานใหม่ในจีนและไนจีเรีย ปตท. ได้วางห่วงโซ่การป้องกันผ่าน 3 มีแนวทางหลัก คือ

  • การหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและขยายช่องทางตลาด
  • Internal Excellence ยกระดับประสิทธิภาพผ่านโครงการ Mission X และการควบคุมค่าใช้จ่ายเข้มงวด (Opex Saving)
  • Financial Resilience เพิ่มสภาพคล่องผ่านการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) และการขยายวงเงินจัดซื้อน้ำมันดิบ โดยอาศัยความมั่นคงทางการเงินระดับสูงของกลุ่ม ปตท. เป็นแต้มต่อ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...