“วุฒิสภาสหรัฐ” โหวต 53 ต่อ 47 หนุนทรัมป์ เดินหน้าปฏิบัติการทหารอิหร่าน
ญัตติข้ามพรรคที่พยายามบังคับให้การใช้กำลังทหารต่ออิหร่านต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสถูกปัดตก โดยฝ่ายรีพับลิกันชี้ว่าการโจมตีของทรัมป์อยู่ในอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะที่เดโมแครตเตือนว่าสหรัฐกำลังถูกพาเข้าสู่สงครามอีกครั้ง
วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 06.02 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติเมื่อวันพุธที่ผ่านมาสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่ออิหร่าน โดยโหวตคว่ำญัตติจากสองพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายยุติปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ และกำหนดให้การใช้กำลังทหารต่ออิหร่านต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน
ผลการลงมติอยู่ที่ 53 ต่อ 47 เสียง ไม่เห็นชอบให้ญัตติดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา โดยการโหวตเป็นไปตามแนวแบ่งพรรคเป็นหลัก รีพับลิกันเกือบทั้งหมดลงคะแนนคัดค้าน ขณะที่เดโมแครตเกือบทั้งหมดสนับสนุนญัตติ
ญัตติ “War Powers Resolution” นี้เป็นความพยายามล่าสุดของสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วน ที่ต้องการจำกัดการส่งกำลังทหารไปต่างประเทศของทรัมป์ และย้ำบทบาทของรัฐสภาในการ ประกาศสงครามตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ
ฝ่ายที่สนับสนุนญัตติระบุว่า ต้องการให้สภาคองเกรสกลับมามีอำนาจตัดสินใจเรื่องสงครามอย่างแท้จริง ขณะที่ฝ่ายคัดค้านยืนยันว่า การดำเนินการของทรัมป์นั้น ถูกต้องตามกฎหมายและอยู่ในอำนาจของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในการปกป้องประเทศ
วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน จิม ริช (Jim Risch) ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภา กล่าวระหว่างอภิปรายคัดค้านญัตติว่า“นี่ไม่ใช่สงครามยืดเยื้อ และไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่า ‘สงครามไม่มีวันจบ’ ด้วยซ้ำ สงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างรวดเร็ว”
อย่างไรก็ตาม ญัตติดังกล่าวถูกคาดหมายอยู่แล้วว่าจะไม่ผ่านการพิจารณา เนื่องจากพรรครีพับลิกันถือเสียงข้างมากเพียงเล็กน้อยทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และเคยขัดขวางความพยายามจำกัดอำนาจสงครามของทรัมป์มาแล้วหลายครั้ง
แม้ญัตติจะไม่ผ่าน แต่ผู้สนับสนุนระบุว่าจะเดินหน้าผลักดันต่อไป โดยรีพับลิกันบางส่วนที่โหวตคว่ำญัตติยังกล่าวว่า พวกเขาต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์มาให้การต่อสาธารณะเกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยเฉพาะหากความขัดแย้งยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสัปดาห์ตามที่ทรัมป์คาดการณ์ไว้
การถกเถียงในสหรัฐฯ ขณะนี้มุ่งไปที่คำถามสำคัญว่า การเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลางและการโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล จะนำประเทศเข้าสู่“สงครามไม่มีวันจบ” เหมือนสงครามในอิรักและอัฟกานิสถานหรือไม่
ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ชัค ชูเมอร์ จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสนอญัตติ กล่าวว่า “วันนี้สมาชิกวุฒิสภาต้องเลือกว่าจะยืนข้างประชาชนอเมริกันที่เหนื่อยล้าจากสงครามในตะวันออกกลาง หรือจะยืนข้างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พาประเทศเข้าสู่สงครามอีกครั้งซึ่งคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย”
ประเด็นสงครามกับอิหร่านอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส
ผลสำรวจความคิดเห็น Reuters/Ipsos ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารพบว่า มีเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของชาวอเมริกันที่สนับสนุนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งเชื่อว่าทรัมป์มีแนวโน้มใช้กำลังทหารมากเกินไป
นอกจากปฏิบัติการในอิหร่านแล้ว กองทัพสหรัฐฯ ยังมีปฏิบัติการยิงปะทะกับเรือในทะเลแคริบเบียนตอนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นการ สกัดกั้นการค้ายาเสพติดจากเวเนซุเอลา
ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม ทรัมป์ยังส่งทหารเข้าไปในเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร
ด้านวุฒิสมาชิกเดโมแครต ทิม เคน (Tim Kaine) จากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติหลัก กล่าวในสภาว่า “นี่คือสงคราม”
และระบุว่าได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์นำเรื่องการใช้กำลังทหารต่ออิหร่านเข้าสู่การอนุมัติของสภาคองเกรส ระหว่างการประชุมลับเมื่อวันอังคาร
“รูปแบบการใช้กำลังทหารที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้ผมเชื่อว่าคุณคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องมาที่สภาคองเกรส เพื่อทำสงครามกับใคร ที่ไหน เมื่อใดก็ได้”
ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมลงมติในญัตติลักษณะเดียวกันในวันพฤหัสบดี
อย่างไรก็ตาม ไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน แสดงความเชื่อมั่นว่ามีเสียงเพียงพอที่จะคว่ำญัตติดังกล่าว โดยระบุว่าการจำกัดอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุดระหว่างปฏิบัติการทางทหารอาจทำให้กองทัพสหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยง
เขากล่าวว่า “ลองจินตนาการว่ารัฐสภาลงมติบอกผู้บัญชาการทหารสูงสุดว่า เขาไม่สามารถดำเนินภารกิจนี้ต่อได้ นั่นจะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก”
ทั้งนี้ แม้ญัตติจะผ่านทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ หากไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุน สองในสามของทั้งสองสภา เพื่อเอาชนะการยับยั้ง (veto) ของทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้น
อ้างอิง : reuters.com