โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“วุฒิสภาสหรัฐ” โหวต 53 ต่อ 47 หนุนทรัมป์ เดินหน้าปฏิบัติการทหารอิหร่าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 01.37 น.

ญัตติข้ามพรรคที่พยายามบังคับให้การใช้กำลังทหารต่ออิหร่านต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสถูกปัดตก โดยฝ่ายรีพับลิกันชี้ว่าการโจมตีของทรัมป์อยู่ในอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขณะที่เดโมแครตเตือนว่าสหรัฐกำลังถูกพาเข้าสู่สงครามอีกครั้ง

วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 06.02 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ลงมติเมื่อวันพุธที่ผ่านมาสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่ออิหร่าน โดยโหวตคว่ำญัตติจากสองพรรคการเมืองที่มีเป้าหมายยุติปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ และกำหนดให้การใช้กำลังทหารต่ออิหร่านต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อน

ผลการลงมติอยู่ที่ 53 ต่อ 47 เสียง ไม่เห็นชอบให้ญัตติดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา โดยการโหวตเป็นไปตามแนวแบ่งพรรคเป็นหลัก รีพับลิกันเกือบทั้งหมดลงคะแนนคัดค้าน ขณะที่เดโมแครตเกือบทั้งหมดสนับสนุนญัตติ

ญัตติ “War Powers Resolution” นี้เป็นความพยายามล่าสุดของสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันบางส่วน ที่ต้องการจำกัดการส่งกำลังทหารไปต่างประเทศของทรัมป์ และย้ำบทบาทของรัฐสภาในการ ประกาศสงครามตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ

ฝ่ายที่สนับสนุนญัตติระบุว่า ต้องการให้สภาคองเกรสกลับมามีอำนาจตัดสินใจเรื่องสงครามอย่างแท้จริง ขณะที่ฝ่ายคัดค้านยืนยันว่า การดำเนินการของทรัมป์นั้น ถูกต้องตามกฎหมายและอยู่ในอำนาจของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในการปกป้องประเทศ

วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน จิม ริช (Jim Risch) ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภา กล่าวระหว่างอภิปรายคัดค้านญัตติว่า“นี่ไม่ใช่สงครามยืดเยื้อ และไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่า ‘สงครามไม่มีวันจบ’ ด้วยซ้ำ สงครามครั้งนี้จะจบลงอย่างรวดเร็ว”

อย่างไรก็ตาม ญัตติดังกล่าวถูกคาดหมายอยู่แล้วว่าจะไม่ผ่านการพิจารณา เนื่องจากพรรครีพับลิกันถือเสียงข้างมากเพียงเล็กน้อยทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และเคยขัดขวางความพยายามจำกัดอำนาจสงครามของทรัมป์มาแล้วหลายครั้ง

แม้ญัตติจะไม่ผ่าน แต่ผู้สนับสนุนระบุว่าจะเดินหน้าผลักดันต่อไป โดยรีพับลิกันบางส่วนที่โหวตคว่ำญัตติยังกล่าวว่า พวกเขาต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์มาให้การต่อสาธารณะเกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยเฉพาะหากความขัดแย้งยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสัปดาห์ตามที่ทรัมป์คาดการณ์ไว้

การถกเถียงในสหรัฐฯ ขณะนี้มุ่งไปที่คำถามสำคัญว่า การเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลางและการโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล จะนำประเทศเข้าสู่“สงครามไม่มีวันจบ” เหมือนสงครามในอิรักและอัฟกานิสถานหรือไม่

ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา ชัค ชูเมอร์ จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสนอญัตติ กล่าวว่า “วันนี้สมาชิกวุฒิสภาต้องเลือกว่าจะยืนข้างประชาชนอเมริกันที่เหนื่อยล้าจากสงครามในตะวันออกกลาง หรือจะยืนข้างโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พาประเทศเข้าสู่สงครามอีกครั้งซึ่งคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย”

ประเด็นสงครามกับอิหร่านอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

ผลสำรวจความคิดเห็น Reuters/Ipsos ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารพบว่า มีเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของชาวอเมริกันที่สนับสนุนการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งเชื่อว่าทรัมป์มีแนวโน้มใช้กำลังทหารมากเกินไป

นอกจากปฏิบัติการในอิหร่านแล้ว กองทัพสหรัฐฯ ยังมีปฏิบัติการยิงปะทะกับเรือในทะเลแคริบเบียนตอนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นการ สกัดกั้นการค้ายาเสพติดจากเวเนซุเอลา

ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม ทรัมป์ยังส่งทหารเข้าไปในเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร

ด้านวุฒิสมาชิกเดโมแครต ทิม เคน (Tim Kaine) จากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติหลัก กล่าวในสภาว่า “นี่คือสงคราม”

และระบุว่าได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์นำเรื่องการใช้กำลังทหารต่ออิหร่านเข้าสู่การอนุมัติของสภาคองเกรส ระหว่างการประชุมลับเมื่อวันอังคาร

“รูปแบบการใช้กำลังทหารที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ทำให้ผมเชื่อว่าคุณคิดว่าคุณไม่จำเป็นต้องมาที่สภาคองเกรส เพื่อทำสงครามกับใคร ที่ไหน เมื่อใดก็ได้”

ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเตรียมลงมติในญัตติลักษณะเดียวกันในวันพฤหัสบดี

อย่างไรก็ตาม ไมค์ จอห์นสัน (Mike Johnson) ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน แสดงความเชื่อมั่นว่ามีเสียงเพียงพอที่จะคว่ำญัตติดังกล่าว โดยระบุว่าการจำกัดอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุดระหว่างปฏิบัติการทางทหารอาจทำให้กองทัพสหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยง

เขากล่าวว่า “ลองจินตนาการว่ารัฐสภาลงมติบอกผู้บัญชาการทหารสูงสุดว่า เขาไม่สามารถดำเนินภารกิจนี้ต่อได้ นั่นจะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก”

ทั้งนี้ แม้ญัตติจะผ่านทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ หากไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุน สองในสามของทั้งสองสภา เพื่อเอาชนะการยับยั้ง (veto) ของทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้น

อ้างอิง : reuters.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...