‘กอบศักดิ์’ ยันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่ง เร่งวางแผนสำรองรับมือสงครามยืดเยื้อ
วันที่ 4 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยรวมถึงเกาหลีใต้มีการเติบโตที่ดีมาก เมื่อเกิดความกังวลจึงมีแรงขายออกมาเพื่อความปลอดภัย
ทั้งนี้ ประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย เนื่องจากทั้งสามประเทศมีการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยญี่ปุ่นนำเข้าถึง 90% และเกาหลีใต้นำเข้า 100% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐ กลับได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 1% ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดการณ์ว่าสงครามอาจยืดเยื้อประมาณ 4 สัปดาห์ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมการบริหารจัดการน้ำมันที่มีอยู่ให้เพียงพอสำหรับช่วง 1 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณช่องแคบที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจมีการโจมตีโรงงานผลิตน้ำมัน ก๊าซ และท่าเรือ
"เราต้องเริ่มคิดว่าถ้ามันยืดเยื้อจะทำอย่างไร ต้องหาแหล่งพลังงานสำรองหรือ ‘ก๊อก 2 ก๊อก 3’ รวมถึงใช้จังหวะนี้เร่งผลักดันพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ และการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น เช่น กรณีอินโดนีเซียที่เริ่มเจรจากับสหรัฐ เพื่อหาแหล่งน้ำมันและก๊าซสำรอง ซึ่งไทยเองก็ต้องเร่งดำเนินการเช่นกัน"
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ขอความร่วมมือให้เติมน้ำมันตามความจำเป็น พร้อมให้ความมั่นใจว่าหากรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นถึงแผนสำรองและการหาแหล่งพลังงานที่ชัดเจน ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องกักตุน
นอกจากนี้ ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังไม่สูงเท่าระดับ 120 ดอลลาร์ ที่เคยประสบมาในอดีต และทางสหรัฐเองก็พยายามใช้มาตรการค้ำประกันเพื่อนำเรือขนส่งน้ำมันออกจากพื้นที่ขัดแย้ง
"ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ของประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจยังคงขับเคลื่อนไปได้ และเงินทุนยังคงไหลเข้า สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเป็นเพียงความกังวลชั่วคราวจากเรื่องพลังงานและการขายเพื่อป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น"