“เจนZ”เซย์โนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบกลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี มีอัตราการดื่ม อยู่ที่ 24.8 % ลดลงจากปี 2564 ที่ 34.7% ขณะที่มูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการดื่มแอลกอฮอล์ของไทย ปี 2564 เท่ากับ 165,450.5 ล้านบาท คิดเป็น 1.02% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)
เวทีเสวนาค้นหาคำตอบ “Less Drink, More Life? ทำไมคนรุ่นใหม่เลือกไม่ดื่ม”เผยถึงเหตุผลคนรุ่นใหม่ลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จัดโดย เครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้เท่าทันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กล่าวว่า เยาวชนในประเทศพัฒนาแล้วมีการดื่มลดลงชัดเจน เช่น นับตั้งแต่ค.ศ. 2000 สหรัฐอเมริกา พบว่าใน 1 เดือนที่ผ่านมา เยาวชนดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 40.4% เยอรมันดื่มลดลง 30.4% ส่วนไอซ์แลนด์ มีอัตราการดื่มลดลงมากที่สุดถึง 83.9% ระหว่างปี 1995 ถึง 2015 และมีการศึกษาพบว่า ในช่วงที่การดื่มลดลงทำให้ ผลกระทบจากแอลกอฮอล์ ทั้งการบาดเจ็บและการเข้ารักษาจากการดื่มแอลกอฮอล์ลดลงเช่นกัน
สอดคล้องกับ ข้อมูลของไทยก็พบสัดส่วนนักดื่มอายุ 15-19 ปี มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย โดยในช่วงปี 2547-2557 สัดส่วนนักดื่มอยู่ที่ 13-15% ลดลงมาเป็น 9-10% ในปี 2554-2557 สอดคล้องกับแนวโน้มในระดับโลก
สำหรับประเทศไทย สาเหตุที่คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มไม่ดื่มแอลกอฮอล์ประกอบด้วยหลายปัจจัย ได้แก่ ความคุ้มค่าด้านการเงิน แอลกอฮอล์มีราคาสูง การรวมกลุ่มเพื่อเฉลิมฉลองของกลุ่มเด็กยุคนี้นิยมไปในร้านหมูกระทะ หรือชาบูแบบบุฟเฟต์ราคาประมาณ 199 บาท ขณะที่การทำโปรโมชันของผับต่างๆในราคาที่ใกล้เคียงกัน ไม่มีอาหารมีแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้กลุ่มเยาวชนรู้สึกว่าไม่คุ้มค่า กระแสรักสุขภาพ การเข้าฟิตเนสและการวิ่งทำให้เยาวชนตระหนักว่าการเมาค้างส่งผลเสียต่อการออกกำลังกายในวันถัดไป, เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย ทำให้แต่ละคนอยู่กับหน้าจอได้
ประกอบกับมีบริการดิลิเวอร์รี่เด็กบางคนกลับจากเรียนมาอยู่หอพักสั่งอาหาร ดังนั้นความจำเป็นในการรวมตัวที่ร้านเหล้าลดลง นอกจากนี้มีทางเลือกอื่นเช่นไปรวมตัวกันที่คาเฟ่ ร้านน้ำชา ในพื้นที่ภาคใต้พบว่าร้านน้ำชาเปิดยาวถึงเช้า กิจกรรมที่เจอกันที่คาเฟ่ไปเล่นบอร์ดเกม เล่นเกม หรือแชทคุยกัน รวมทั้งไม่มีค่านิยมบลูลี่กันเหมือนในอดีต หากเพื่อนในกลุ่มไม่ดื่มเหล้า
“ ในด้านสถิติการเริ่มดื่ม พบว่าการรับน้องเป็นจุดเริ่มต้นของการดื่มครั้งแรกประมาณ 25% แต่ปัจจุบันปัญหาการบังคับดื่มลดน้อยลงมาก ข้อมูลที่น่าสนใจคือปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ช่วงมัธยมศึกษา ซึ่งมีเด็กถึง 70% เริ่มดื่มในช่วงนี้ แบ่งเป็นมัธยมต้น 20% และมัธยมปลาย 50%” รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว กล่าว
ชลิสา แก้วงาม นศ.จาก ม.สงขลานครินทร์ เล่าว่าเมื่อเข้าปี 1 เคยลองเข้าผับกับเพื่อน ดื่มกันเต็มที่โดยลืมคิดเรื่องเงิน ปรากฏว่าตื่นมาตอนเช้าเพื่อนไลน์มาบอกว่าหารคนละ 600 รู้สึกว่าเป็นเงินที่เยอะมากแม้จะมีโปร299 บาทก็ตาม เงินจำนวนนี้คือเงินที่จะใช้ได้เกือบอาทิตย์ไปกินบุฟเฟ่ได้ หรือเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อเครื่องสำอาง เพราะหน้ามหาวิทยาลัยมีร้านเครื่องสำอางให้เลือกเยอะมาก ตัวเองชอบที่จะใช้เงินเพื่อสร้างภาพลักษณ์ลักษณะนี้มากกว่า ที่ไปร้านเหล้า
นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะไม่ดื่มสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณค่าของคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ ภาพลักษณ์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากขึ้น หลายคนมองว่าการไม่ดื่ม คือทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ชีวิตก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม