‘ผู้ว่าฯธปท.’ ประเมินสงครามตะวันออกกลาง ฉุดจีดีพีกดต่ำลง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
"วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลาง ต้องค่อยประเมินดูสถานการณ์ ซึ่งตลาดเงินทั่วโลกฝุ่นตลบ มีความผันผวน โดยอย่างแรก เห็นว่าความเสี่ยงเรื่องสงครามทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดเห็นความเสี่ยง แต่คิดว่าความเสี่ยง ถ้าสู้รบเหมือนปีที่แล้วสู้รบกัน 12 วัน แต่ตอนนั้นยิงโดยตรงอิหร่าน-อิสราเอล แต่ครั้งนี้แตกต่าง มีความรุนแรงและกว้างกว่าชัดเจน
ขณะที่การปิดช่องแคบ ฮอร์มุซ ซึ่งเป็นอ่าวที่ขนส่งน้ำมัน คิดเป็น 20% ของทั่วโลกที่ผ่านตรงนี้ และทำให้เกิดผลกระทบขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันขึ้นแรงต่อเนื่อง และกระทบแน่นอน ถ้าราคาน้ำมันขึ้น 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนวันนี้ราคาน้ำมันขึ้น 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ถ้าราคาน้ำมันขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้กระทบต่อเศรษฐกิจ หรือส่ง มีผลต่อจีดีพี 0.10-0.15% มีผลโดยตรงจำกัด และมีผลต่อเงินเฟ้อ ส่วนราคาน้ำมันนั้นอยู่ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อ 13% ถ้าขึ้น 10 ดอลลาร์เฉลี่ยทั้งปี จะทำให้เงินเฟ้อขึ้น 0.4-0.5%
"วิทัย" กล่าวว่า ผลกระทบอยู่ที่ว่าจะขึ้นมากและนานแค่ไหน จนจะทำให้กระทบต่อซัพพลายเชน แต่ละประเทศอาจต้องหาแหล่งน้ำมันใหม่ ประเทศเอเชียใช้จากแหล่งนี้ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นไทย หรือญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และไทยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ต้องใช้ช่องทางนี้
"แน่นอนน้ำมันขึ้นมีผลแน่ต่อจีดีพีลดลง เงินเฟ้อสูงขึ้น ถ้าอยู่ต่อเนื่องยาวกระทบซัพพลายน้ำมันให้มีการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันสูง หาแหล่งน้ำมันประเทศอื่นมาชดเชย หรือหาแหล่งพลังงานอื่นมาชดเชยเช่นเดียวกัน จะมีผลต่อเนื่องเป็นส่วนที่ต้องจับตาดู"