หุ้นการบินไทย ร่วงแรง 12% นักวิเคราะห์ชี้กำไรไตรมาส 4 อ่อนแอ–แรงขายหลังปลดล็อกอัพกดดัน
เช้าวันที่ 4 มกราคม 2569 ราคาหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงกว่า 12% จากแรงขายของนักลงทุน ท่ามกลางมุมมองเชิงลบต่อผลประกอบการไตรมาส 4/2568 และความกังวลแรงขายจากการสิ้นสุดช่วง Lock-up Period
บล.ธนชาต คาดการณ์ว่า กำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 ของการบินไทยจะอยู่ที่ประมาณ 6.8 พันล้านบาท ลดลง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) แต่เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q)
ฝ่ายวิจัยระบุว่า กำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ถูกกดดันจากรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (Passenger Yield) ที่ปรับตัวลดลง อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ที่อ่อนตัว รวมถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าใช้จ่ายด้านการซ่อมบำรุงที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่กำไรที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของอุตสาหกรรมการบิน
ทั้งนี้ บล.ธนชาต ยังคงคำแนะนำ “ขาย” หุ้น THAI โดยให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานที่ 7.70 บาท พร้อมระบุว่า ยังมีความเสี่ยงด้านขาลง (Downside) ต่อประมาณการกำไรทั้งปี จากแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ที่อ่อนแอ รวมถึงแรงกดดันจากการปลด Lock-up Period ซึ่งอาจทำให้มีหุ้นออกมาขายในตลาดเพิ่มขึ้นและกดดันราคาหุ้นในระยะถัดไป
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า THAI มีหุ้นจำนวน 2.64 หมื่นล้านหุ้นอยู่ภายใต้ข้อกำหนดห้ามขายหุ้นเป็นเวลา 1 ปีนับจากวันที่กลับเข้าซื้อขายในตลาดเมื่อวันที่ 4 ส.ค.68 โดยผู้ถือหุ้นจะสามารถขายหุ้นได้ไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นที่ถูกห้ามขาย (6.6 พันล้านหุ้น) ในวันนี้(4 ก.พ.69) และที่เหลืออีก 1.98 หมื่นล้านหุ้น จะสามารถขายได้ในเดือนส.ค.69 ส่วนหุ้นที่ห้ามขาย 1.557 หมื่นล้านหุ้นถือโดยผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร (strategic investor) และที่เหลืออีก 1.084 หมื่นล้านหุ้นถือโดยนักลงทุนซึ่งได้รับจัดสรรหุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุน
ทั้งนี้ หลังปรับโครงสร้างทุนในปี 67 THAI มีหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 2.183 พันล้านหุ้น เป็น 2.83 หมื่นล้านหุ้น ประกอบด้วยหุ้นที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุน 2.1 พันล้านหุ้น ที่ราคา 2.5452 บาท/หุ้น และประมาณ 5.3 พันล้านหุ้นเกิดจากการขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (rights offering) ที่ราคา 4.48 บาท/หุ้น ซึ่งหุ้นทั้งสองส่วนขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงคาดว่า อาจมีการขายทำกำไรในระยะสั้นหลังครบกำหนดห้ามขายหุ้น นอกจากนี้ มองว่าจำนวนหุ้น free float ที่จะพุ่งสูงขึ้น (มีหุ้นซื้อขายในตลาดเพียง 1.9 พันล้านหุ้นก่อนสิ้นสุด lock-up) อาจกระทบการประเมินมูลค่าของ THAI ช่วง 1- 2 เดือนข้างหน้า
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ตามข้อมูลของ International Air Transport Association (IATA) รายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (passenger yield) ทั่วโลกในปี 69 ยังค่อนข้างทรงตัว yoy เทียบกับที่ลดลง 0.6% yoy ในปี 68 เนื่องจากราคาน้ำมันอากาศยานสูงกว่าคาด, ข้อจำกัดด้านอุปทานเครื่องบินและที่นั่งระดับพรีเมียมเป็นที่ต้องการ ซึ่งช่วยให้สายการบินยังมีอำนาจในการตั้งราคาบางส่วน ขณะที่ THAI น่าจะเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยเชื่อว่าการที่ปริมาณที่นั่งของคู่แข่งยังเพิ่มขึ้นจำกัดในช่วงที่อุปทานเครื่องบินทั่วโลกขาดแคลน และการ ยกระดับฝูงบินจะช่วยหนุน yield ในปี 69 จึงประมาณการว่า yield ของ THAI จะลดลงในอัตราชะลอตัวหรือติดลบ 1.6% yoy ในปี 69 เทียบกับปี 68 ที่ติดลบ 6%
จึงประมาณการว่า THAI จะมีกำไรปกติต่อหุ้นลดลง 15% yoy ในปี 69 เนื่องจากอัตรากำไร EBITDA จะกลับมาอยู่ในระดับปกติ บวกกับ D&A และดอกเบี้ยจ่ายจะเพิ่มสูงขึ้น แต่เชื่อว่าบริษัทจะยังมีกำไรจากการดำเนินงานดีในปี 69 และราคาหุ้นน่าจะรับรู้ downside risk แล้ว เพราะมีการประเมินมูลค่าอยู่ที่ P/E 8.4 เท่าในปี 69 โดยราคาหุ้น THAI ปรับตัวลง 26% ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา สะท้อน EPS ที่มีแนวโน้มเติบโตอ่อนตัว รวมถึงปัจจัยลบจากการที่ระยะเวลาการห้ามขายหุ้นจะครบกำหนด
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เห็นโอกาสเข้าสะสมหุ้น THAI หากมีการขายทำกำไรในระยะสั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มสดใสในปี 69 นี้ อีกทั้งการประเมินมูลค่าในปัจจุบันยังน่าสนใจ จึงปรับเพิ่มคำ แนะนำเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” ราคาเป้าหมาย 8.2 บาท เท่ากับ EV/EBITDA 4.4 เท่าในปี 70 (ส่วนลด 20% เมื่อเทียบกับคู่แข่ง) เพื่อรับรู้ EPS ที่มีแนวโน้มเติบโตลดลงและ overhang จากการสิ้นสุด lock up โดยมองว่า yield ที่แข็งแกงว่าคาดและการได้รับมอบเครื่องบินเร็วกว่าคาดจะช่วยหนุนราคาหุ้น ส่วน downside risk จะมาจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง, การเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลและการเข้ามาแทรกแซงของรัฐ