โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทองแค่ปรับฐาน-เชื่อยังขาขึ้น เพิ่มส่วนต่างซื้อขายเป็น 200 บาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.พ. เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. เวลา 23.45 น.

นายกสมาคมค้าทองคำ มองภาพรวมตลาดแม้ผันผวนแต่เชื่อยังอยู่ขาขึ้น ประเมินปีนี้ไปถึง 90,000 บาท ด้านที่ประชุมสมาคมค้าทองปรับราคาส่วนต่างซื้อ-ขายจาก 100 เป็น 200 บาท ในราคาทองเกิน 50,000 บาท/บาททองคำ แจงเหตุราคาผันผวนหนักส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มที่เล่นฟิวเจอร์ส พร้อมเตือนมิจฉาชีพอ้างสมาคมหลอกโอนเงิน ด้านฮั่วเซ่งเฮงชี้ประกาศชื่อประธานเฟดคนใหม่ มีส่วนทุบทองคำและดันดอลลาร์แข็ง แต่ระยะยาวแนะถือหรือทยอยซื้อสะสมได้

ปรับส่วนต่างราคาทอง 200 บาท

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า จากราคาทองคำที่ผันผวนหนักในช่วงนี้ ทางสมาคมประชุมหารือกัน และมีมติปรับส่วนต่างของราคาซื้อ-ราคาขาย (สเปรด) ออกมาแล้ว โดยหากราคาทองสูงกว่า 50,000 บาทขึ้นไป สเปรดจะอยู่ที่ไม่เกิน 200 บาท ส่วนกรณีราคาทองต่ำกว่า 50,000 บาท สเปรดจะอยู่ที่ 100 บาท แต่ช่วงที่ราคาผันผวนมาก บางร้านอาจจะมีการขยับสเปรด อย่างเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ราคาขึ้นลงมากถึง 69 ครั้ง บางช่วงก็มีบางร้านปรับสเปรดขึ้นไปถึง 450 บาทเลยทีเดียว ทั้งนี้ การกำหนดสเปรดดังกล่าวให้มีผลทันทีนับตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป

“ช่วงนี้ราคาผันผวนมาก เพราะความเสี่ยงยังสูงอยู่ บางทีปรับทุก 3 นาที 5 นาที ซึ่งเดี๋ยวนี้ร้านทองมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะลูกค้าคนรุ่นใหม่เขาซื้อทอง ก็ถือมือถือมาด้วย ถ้าราคาตลาดเปลี่ยนเร็ว แต่ถ้าสมาคมประกาศเปลี่ยนราคาไม่ทัน ทำให้ร้านทองมีโอกาสขาดทุนมากขึ้น ทั้งนี้ จริง ๆ แล้วก็มีสมาชิกสมาคมหลายคนเสนอให้ใช้ 300 บาท แต่ดูแล้วจะเยอะไป”
นอกจากนี้ หากอนาคตราคาทองขึ้นไปเกิน 100,000 บาท ก็อาจจะต้องพิจารณาสเปรดกันใหม่อีกที แต่ช่วงนี้ยังประกาศแค่ 2 ขั้นก่อน เพราะยังเร็วเกินไป

ทองขึ้น-ลงเร็วร้านเสี่ยงขาดทุน

นายจิตติกล่าวอีกว่า คงไม่เห็นสเปรด
กลับไปที่ 50 บาทแล้ว แต่ที่ปรับขึ้นมาก็ยังถือว่าน้อย เพราะต่างประเทศจะคิดสเปรดถึง 5% ของราคาทอง ทั้งนี้ อยากชี้แจงทำความเข้าใจว่า การซื้อขายทองคำในปัจจุบัน ร้านทองค่อนข้างเสียเปรียบเพราะราคาทองเปลี่ยนไว ทำให้กว่าที่สมาคมจะหารือกันเพื่อปรับราคา ซึ่งต้องใช้เวลา กว่าจะประกาศออกมา ถ้ายังไม่ขึ้นป้ายแต่ราคาเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าลูกค้าตกลงซื้อไปแล้ว ร้านทองก็เสี่ยงจะขาดทุนได้มากขึ้น

“ถ้าร้านไหนยังปรับราคาไม่ทัน แต่ราคาทองขึ้นไปแล้ว ลูกค้าเข้ามาซื้อตอนร้านยังไม่ปรับเปลี่ยนราคา ร้านทองก็ขาดทุนทันที ซึ่งต้องเข้าใจว่า สเปรดที่ห่าง 200 บาท ไม่ใช่ว่าเรามีกำไร 200 บาท เพราะร้านทองต้องซื้อจากผู้นำเข้า ผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ไม่ได้นำเข้าเอง สุดท้ายกำไรเหลือไม่ถึง 20 บาท แล้วถ้าปรับราคาไม่ทัน ก็มีโอกาสขาดทุนสูง ร้านทองถ้าไม่บริหารดี ก็อันตรายมาก”

นายกสมาคมค้าทองคำกล่าวอีกว่า ในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยเจอแบบนี้ ซึ่งทองผันผวนหนักขนาดนี้ ตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐมา ทำให้ร้านทองบริหารจัดการลำบากมากขึ้น

มองยังขาขึ้นแต่ไม่ถึง “แสน”

นายกสมาคมค้าทองคำกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มราคาทอง หลังจากปรับฐานลงแรง คาดว่าภายในปีนี้ราคาไม่น่าจะขึ้นไปถึง 100,000 บาท คาดการณ์ว่าหากปีนี้ราคาทองปรับขึ้น 40% ทองไทยจะอยู่แถว ๆ 90,000 บาท ไม่ถึง 100,000 บาท ซึ่งช่วงนี้ราคาผันผวนมาก เกิดจากนักลงทุนที่ไปเทรดทองออนไลน์ล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) แล้วถูกบังคับขาย ก็ต้องเทขายออกมา

“ผมเคยเตือนมาจากปีที่แล้วว่าหลายคนเห็นราคาทองขึ้น อยากรวยเร็วก็ไปเก็งกำไร มีแสนจะซื้อเป็นล้าน มีล้านจะซื้อเป็น 10 ล้าน อย่างนี้ไม่ไหว อันตรายมาก ๆ คือถ้ามีเงินเย็น ซื้อแล้วขาดทุน ก็รอไปก่อน เหมือนช่วงเดือน ต.ค. 2568 ก็สะวิง 6,000-7,000 บาท คนที่ถ้าต้องจ่ายมาร์จิ้น ก็ขาดทุนไปทันที แต่คนที่ใช้เงินเย็น รอมา ตอนหลังก็แฮปปี้กันทุกคน เพราะตอนราคาลงไป ขาดทุนก็ไม่ขายอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ มองว่าปีนี้หากราคาทองคำยืนได้ไม่หลุดแนวรับที่ 4,600 ดอลลาร์ น่าจะมีโอกาสขยับขึ้นไปได้อีก และหากนักลงทุนที่ถูกบังคับขาย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ราคาก็น่าจะขยับขึ้นไปได้ต่อ ซึ่งต้องดูสถานการณ์ 1-2 วันนี้

เตือนระวังมิจฉาชีพอ้างสมาคม

นายกสมาคมค้าทองคำกล่าวอีกว่า สมาคมยังได้พูดคุยกันถึงกรณีที่ปัจจุบันมีมิจฉาชีพระบาดหนัก โดยอ้างชื่อสมาคมไปหลอกลูกค้า ให้มีการโอนเงินมาที่บัญชีสมาคมเพื่อซื้อทอง แล้วสุดท้ายเมื่อหลอกสำเร็จ ก็เปลี่ยนให้โอนไปบัญชีอื่น

“เสียหายเยอะเลย ตอนนี้มีโอนเข้ามาจะซื้อทองกับสมาคมกว่า 100 ราย โดยมิจฉาชีพจะอ้างชื่อร้านทองแห่งหนึ่ง แล้วก็บอกลูกค้าว่า สมาคมเป็นคนซัพพอร์ต แล้วให้โอนเงินมาที่สมาคม แล้วพอซื้ออีกที ก็ให้โอนไปอีกบัญชีหนึ่ง บางคนก็เสียหายหลายแสน บางคนก็เสียหายเป็นล้าน ซึ่งสมาคมก็พยายามประกาศว่า สมาคมไม่มีการซื้อขายทอง แต่ก็ยังมีการหลอกกันอยู่”

ขณะที่ร้านทองเองเจอปัญหามิจฉาชีพหลายรูปแบบ ล่าสุดคือ ทองปลอม หรือยัดไส้ทองปลอมไว้ข้างใน แล้วนำมาขายฝากหรือจำนำกับร้านทอง ซึ่งมีร้านทองถูกหลอกเป็นกว่า 100 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ร้านทองรายย่อยมีโอกาสปิดตัวพุ่ง

นายกสมาคมค้าทองคำกล่าวว่า ได้เตือนร้านทองที่เป็นสมาชิกว่า ช่วงนี้ต้องระมัดระวัง เรื่องการบริหารต้นทุน เพราะหากบริหารไม่ดี มีโอกาสขาดทุนได้สูง แต่ที่อยู่กันได้ ส่วนใหญ่เพราะเป็นร้านเก่าแก่ ส่วนร้านเปิดใหม่คงไม่ค่อยมี เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นมาเท่าตัว โดยเฉพาะร้านที่ขายแต่ทองรูปพรรณจะอยู่ยากมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันก็จะมีนักลงทุนนิยมซื้อทองคำแท่งเป็นหลัก ซึ่งแม้ขนาดร้านเพชรก็ยังเงียบเหงา ส่วนหนึ่งก็มาจากที่มีเพชรสังเคราะห์ออกมามากด้วย

“พวกร้านทองต่างจังหวัด ร้านย่อย ๆ อาจจะมีปิดตัวกันมากพอสมควร เพราะทองรูปพรรณขายไม่ได้ คนไม่มีเงินซื้อ ส่วนทองแท่งมันไม่มีค่าแรง ก็ลำบาก”
เปิดชื่อประธานเฟดทุบราคาทอง

ด้านรายงานจากฝ่ายวิเคราะห์ “ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ว่า ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ แทนที่ “เจอโรม พาวเวลล์” ที่กำลังจะหมดวาระในเดือน พ.ค. 2569 นี้ ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกเกิดอาการ “Panic” (ตื่นตระหนก) อย่างรุนแรง โดยเฉพาะตลาดสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ โดยราคาทองคำปรับตัวลดลงเกือบ 10% ภายในวันเดียว ท่ามกลางการพุ่งขึ้นของดอลลาร์ที่รับข่าวนโยบายสายเหยี่ยว

เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลก ปรับตัวลดลงเกือบ 10% ภายในวันเดียว โดยราคาทองคำ Spot ร่วงจากระดับ 5,377 ดอลลาร์ ลงมาทดสอบที่ระดับ 4,688 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว (เหตุการณ์ในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2526 โดยราคาปรับตัวลงกว่า 9.59%) ขณะที่โลหะเงิน (Silver) เผชิญแรงเทขายหนัก ทรุดตัวลงกว่า 30% ภายในวันเดียว

การปรับฐานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แต่ตลาดกำลังมองว่า การเข้ามาของเควิน วอร์ช อาจทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟด” (Fed Pivot)

คาดระยะสั้นดอลลาร์แข็งขึ้น

การมาของวอร์ช ทำให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) พุ่งขึ้นทันที เนื่องจากตลาดกำลังคาดหวังว่า “วอร์ช” จะสามารถต้านทานแรงกดดันจากการแทรกแซงทางการเมือง และนำพาเฟดไปสู่การกำหนดนโยบายที่มีความเป็นกลางมากขึ้น พร้อมทั้งเปลี่ยนการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้เป็นกระบวนการที่คาดการณ์ได้และโปร่งใส

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า แม้ในระยะสั้นทองคำจะเผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น แต่มองว่า “แนวโน้มขาขึ้นในภาพใหญ่ยังไม่จบ” โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีตอบโต้การค้า การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dedollarization) และความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลก

ยังแนะถือ-ซื้อสะสมทองคำ

สำหรับราคาทองคำในประเทศช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าเคลื่อนไหวในกรอบ 69,000-88,000 บาท ส่วนราคาเป้าหมายสูงสุดของปี คาดว่าอาจสูงถึงระดับ 88,000 บาท จากราคาเป้าหมายสูงสุดของ Gold Spot ปีนี้ที่ 6,000 ดอลลาร์

“ราคาทองคำปีนี้ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมากต่อเนื่องจากปี 2568 นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามราคาทองโลก เงินบาท และปัจจัยที่กระทบกับราคาทองคำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายของทรัมป์ที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินเป็นพิเศษ”

ในแง่การลงทุน “ฮั่วเซ่งเฮง” ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น หากราคาย่อตัวลงมาที่ 4,500 ดอลลาร์ (หรือเทียบเท่าราคาทองคำในประเทศราว 69,000 บาทต่อบาททองคำ) เป็นจุดที่น่าสนใจในการทยอยเข้าซื้อสะสม ส่วนระยะยาวแนะนำ “ถือต่อ” โดยควรมีทองคำติดพอร์ตไว้ 10-15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากสงครามการค้าและความผันผวนของนโยบายทรัมป์ที่อาจกลับมาสร้างภาวะเงินเฟ้อในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทองแค่ปรับฐาน-เชื่อยังขาขึ้น เพิ่มส่วนต่างซื้อขายเป็น 200 บาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...