โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ไทย” ทะยานขึ้นอันดับ 6 ของโลก ด้านการผลิตแร่หายาก ท่ามกลางศึกสหรัฐ-จีน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ต.ค. 2568 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2568 เวลา 08.44 น.

ในยุคที่โลกแข่งขันกันแย่งชิงทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีสะอาด “ไทย” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในวงการแร่หายาก หลังผลิตได้ 13,000 เมตริกตันในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 260% ภายในปีเดียว

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 แร่หายาก (Rare Earths) เป็นทรัพยากรสำคัญในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานหมุนเวียน, ยุทโธปกรณ์ทางทหาร, และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ความต้องการแร่หายากอย่าง นีโอไดเมียม (Neodymium), ดิสโพรเซียม (Dysprosium), พราซิโอดิเมียม (Praseodymium) และ อิตเทรียม (Yttrium) เพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในเศรษฐกิจโลก

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อื่น ๆ ยังคงส่งผลต่อทิศทางของการลงทุนในอุตสาหกรรมแร่หายาก โดยเฉพาะเมื่อจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองสัดส่วนตลาดเกิน 70% ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้นานาชาติให้ความสำคัญกับการกระจายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านแร่หายากมากขึ้น

ในปี 2567 ราว 70% ของแร่หายากที่สหรัฐนำเข้ามาจากจีน แม้สหรัฐจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของโลก แต่ยังห่างจากจีนมาก และมีปริมาณสำรองเพียง 2% ของโลกเท่านั้น

ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐ (USGS) ระบุว่า 10 ประเทศที่ผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลกปี 2567 ได้แก่

1. จีน

จีนมีผลผลิต 270,000 เมตริกตัน จีนยังคงครองตำแหน่งผู้นำโลกในอุตสาหกรรมแร่หายาก โดยเฉพาะแร่เบา เช่น นีโอไดเมียม และ พราซิโอดิเมียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแม่เหล็กถาวร บริษัทหลักคือ China Northern Rare Earth High-Tech ผู้ดำเนินการเหมืองใหญ่ Bayan Obo ในมองโกเลียใน

รัฐบาลจีนใช้ระบบโควตาการผลิต เพื่อควบคุมปริมาณและจัดการกับการทำเหมืองผิดกฎหมาย ซึ่งยังเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แม้มีการออกกฎเข้มงวดมากขึ้นในปี 2567 ให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเหมืองและการกลั่นต้องรายงานข้อมูลการผลิตเข้าสู่ระบบติดตาม (traceability system) อย่างละเอียด

2. สหรัฐอเมริกา

มีผลผลิต 45,000 เมตริกตัน แร่หายากของสหรัฐมาจากเหมืองเดียวคือ Mountain Pass ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ภายใต้บริษัท MP Materials ซึ่งผลิตออกไซด์นีโอไดเมียมและพราซิโอดิเมียม (NdPr) สำหรับแม่เหล็กถาวรชนิด NdFeB

รัฐบาลสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าแม่เหล็กแร่หายากจากจีน 25% เริ่มมีผลปี 2568 และภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายเข้มข้นเพื่อรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน โดยถึงขั้นเคยกล่าวถึงการผนวกกรีนแลนด์และแคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งสำรองแร่หายากจำนวนมาก

3. เมียนมา

มีผลผลิต 31,000 เมตริกตัน ลดลงกว่า 27% จากปีก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 158% เทียบกับปี 2565 แหล่งเหมืองส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มท้องถิ่นและกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งไม่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การขุดแร่เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำและระบบนิเวศในพื้นที่รุนแรง จีนพึ่งพาแร่หายากจากเมียนมามากถึง 70% โดยเฉพาะแร่หนัก เช่น ดิสโพรเซียม และ เทอร์เบียม

4. ออสเตรเลีย

มีผลผลิต 13,000 เมตริกตัน ออสเตรเลียเป็นฐานการผลิตแร่หายากนอกจีนที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีเหมืองหลักคือ Mount Weld ของบริษัท Lynas Rare Earths ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังผลิตให้ถึง 12,000 ตันต่อปีภายในปี 2565 รัฐบาลออสเตรเลียลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อเร่งพัฒนาโครงการเหมืองและโรงกลั่นใหม่

5. ไนจีเรีย

มีผลผลิต 13,000 เมตริกตัน ประเทศหน้าใหม่ในตลาดแร่หายากของโลก เพิ่มขึ้นกว่า 80% จากปีที่แล้ว รัฐบาลไนจีเรียลงนาม MOU ร่วมกับรัฐบาลฝรั่งเศส เพื่อพัฒนาเหมืองและอุตสาหกรรมแร่หายากร่วมกัน

6. ไทย

มีผลผลิต 13,000 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นถึง 261% จากปี 2566 และมากกว่า 13 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2561 แม้ข้อมูลอุตสาหกรรมแร่หายากของไทยยังมีไม่มาก แต่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าแร่หายากสำคัญของจีน โรงงานสำคัญคือ Neo Magnequench ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Neo Performance Materials (แคนาดา) ผลิตวัสดุแม่เหล็กหายากสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน บริษัท BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย มูลค่า 486 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนแร่หายากและแม่เหล็ก

7. อินเดีย

มีผลผลิต 2,900 เมตริกตัน ยังคงเท่ากับปีก่อนหน้า แม้จะมีศักยภาพสูงจากทรัพยากรแร่ชายฝั่งอินเดียเข้าร่วมพันธมิตร “Minerals Security Partnership (MSP)” ที่สหรัฐนำเสนอ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก

8.รัสเซีย

มีผลผลิต 2,600 เมตริกตัน ปริมาณคงที่มาหลายปี รัสเซียตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตจาก 1.3% ของโลก เป็น 10% ภายในปี 2573 ผ่านโครงการเหมือง Tomtor ที่กำลังพัฒนา แต่มีความล่าช้าและถูกวิจารณ์โดยตรงจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

9. มาดากัสการ์

มีผลผลิต 2,000 เมตริกตัน ลดลงต่อเนื่องเพราะแรงต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่เหมือง โดยเฉพาะแถบคาบสมุทร Ampasindava ซึ่งเป็นแหล่งแร่หายากขนาดใหญ่ของโลก

10.เวียดนาม

มีผลผลิต 300 เมตริกตัน ลดลง 75% จากปี 2565 แม้จะมีแหล่งสำรองใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก เนื่องจากการจับกุมคดีทุจริตในวงการเหมืองเมื่อปี 2566 ส่งผลให้แผนพัฒนาแร่หายากต้องหยุดชะงัก

อ้างอิง : pubs.usgs.gov , www.nasdaq.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...