“ไทย” ทะยานขึ้นอันดับ 6 ของโลก ด้านการผลิตแร่หายาก ท่ามกลางศึกสหรัฐ-จีน
ในยุคที่โลกแข่งขันกันแย่งชิงทรัพยากรเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีสะอาด “ไทย” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในวงการแร่หายาก หลังผลิตได้ 13,000 เมตริกตันในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 260% ภายในปีเดียว
วันที่ 13 ตุลาคม 2568 แร่หายาก (Rare Earths) เป็นทรัพยากรสำคัญในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานหมุนเวียน, ยุทโธปกรณ์ทางทหาร, และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ความต้องการแร่หายากอย่าง นีโอไดเมียม (Neodymium), ดิสโพรเซียม (Dysprosium), พราซิโอดิเมียม (Praseodymium) และ อิตเทรียม (Yttrium) เพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในเศรษฐกิจโลก
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อื่น ๆ ยังคงส่งผลต่อทิศทางของการลงทุนในอุตสาหกรรมแร่หายาก โดยเฉพาะเมื่อจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองสัดส่วนตลาดเกิน 70% ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้นานาชาติให้ความสำคัญกับการกระจายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านแร่หายากมากขึ้น
ในปี 2567 ราว 70% ของแร่หายากที่สหรัฐนำเข้ามาจากจีน แม้สหรัฐจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของโลก แต่ยังห่างจากจีนมาก และมีปริมาณสำรองเพียง 2% ของโลกเท่านั้น
ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐ (USGS) ระบุว่า 10 ประเทศที่ผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลกปี 2567 ได้แก่
1. จีน
จีนมีผลผลิต 270,000 เมตริกตัน จีนยังคงครองตำแหน่งผู้นำโลกในอุตสาหกรรมแร่หายาก โดยเฉพาะแร่เบา เช่น นีโอไดเมียม และ พราซิโอดิเมียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตแม่เหล็กถาวร บริษัทหลักคือ China Northern Rare Earth High-Tech ผู้ดำเนินการเหมืองใหญ่ Bayan Obo ในมองโกเลียใน
รัฐบาลจีนใช้ระบบโควตาการผลิต เพื่อควบคุมปริมาณและจัดการกับการทำเหมืองผิดกฎหมาย ซึ่งยังเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แม้มีการออกกฎเข้มงวดมากขึ้นในปี 2567 ให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเหมืองและการกลั่นต้องรายงานข้อมูลการผลิตเข้าสู่ระบบติดตาม (traceability system) อย่างละเอียด
2. สหรัฐอเมริกา
มีผลผลิต 45,000 เมตริกตัน แร่หายากของสหรัฐมาจากเหมืองเดียวคือ Mountain Pass ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ภายใต้บริษัท MP Materials ซึ่งผลิตออกไซด์นีโอไดเมียมและพราซิโอดิเมียม (NdPr) สำหรับแม่เหล็กถาวรชนิด NdFeB
รัฐบาลสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าแม่เหล็กแร่หายากจากจีน 25% เริ่มมีผลปี 2568 และภายใต้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายเข้มข้นเพื่อรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน โดยถึงขั้นเคยกล่าวถึงการผนวกกรีนแลนด์และแคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งสำรองแร่หายากจำนวนมาก
3. เมียนมา
มีผลผลิต 31,000 เมตริกตัน ลดลงกว่า 27% จากปีก่อนหน้า แต่ยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 158% เทียบกับปี 2565 แหล่งเหมืองส่วนใหญ่ดำเนินการโดยกลุ่มท้องถิ่นและกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งไม่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การขุดแร่เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำและระบบนิเวศในพื้นที่รุนแรง จีนพึ่งพาแร่หายากจากเมียนมามากถึง 70% โดยเฉพาะแร่หนัก เช่น ดิสโพรเซียม และ เทอร์เบียม
4. ออสเตรเลีย
มีผลผลิต 13,000 เมตริกตัน ออสเตรเลียเป็นฐานการผลิตแร่หายากนอกจีนที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีเหมืองหลักคือ Mount Weld ของบริษัท Lynas Rare Earths ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังผลิตให้ถึง 12,000 ตันต่อปีภายในปี 2565 รัฐบาลออสเตรเลียลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อเร่งพัฒนาโครงการเหมืองและโรงกลั่นใหม่
5. ไนจีเรีย
มีผลผลิต 13,000 เมตริกตัน ประเทศหน้าใหม่ในตลาดแร่หายากของโลก เพิ่มขึ้นกว่า 80% จากปีที่แล้ว รัฐบาลไนจีเรียลงนาม MOU ร่วมกับรัฐบาลฝรั่งเศส เพื่อพัฒนาเหมืองและอุตสาหกรรมแร่หายากร่วมกัน
6. ไทย
มีผลผลิต 13,000 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นถึง 261% จากปี 2566 และมากกว่า 13 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2561 แม้ข้อมูลอุตสาหกรรมแร่หายากของไทยยังมีไม่มาก แต่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าแร่หายากสำคัญของจีน โรงงานสำคัญคือ Neo Magnequench ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Neo Performance Materials (แคนาดา) ผลิตวัสดุแม่เหล็กหายากสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน บริษัท BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย มูลค่า 486 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนแร่หายากและแม่เหล็ก
7. อินเดีย
มีผลผลิต 2,900 เมตริกตัน ยังคงเท่ากับปีก่อนหน้า แม้จะมีศักยภาพสูงจากทรัพยากรแร่ชายฝั่งอินเดียเข้าร่วมพันธมิตร “Minerals Security Partnership (MSP)” ที่สหรัฐนำเสนอ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก
8.รัสเซีย
มีผลผลิต 2,600 เมตริกตัน ปริมาณคงที่มาหลายปี รัสเซียตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตจาก 1.3% ของโลก เป็น 10% ภายในปี 2573 ผ่านโครงการเหมือง Tomtor ที่กำลังพัฒนา แต่มีความล่าช้าและถูกวิจารณ์โดยตรงจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน
9. มาดากัสการ์
มีผลผลิต 2,000 เมตริกตัน ลดลงต่อเนื่องเพราะแรงต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่เหมือง โดยเฉพาะแถบคาบสมุทร Ampasindava ซึ่งเป็นแหล่งแร่หายากขนาดใหญ่ของโลก
10.เวียดนาม
มีผลผลิต 300 เมตริกตัน ลดลง 75% จากปี 2565 แม้จะมีแหล่งสำรองใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก เนื่องจากการจับกุมคดีทุจริตในวงการเหมืองเมื่อปี 2566 ส่งผลให้แผนพัฒนาแร่หายากต้องหยุดชะงัก
อ้างอิง : pubs.usgs.gov , www.nasdaq.com