“NCB” แนะเร่งสร้างวัฒนธรรมเครดิตดี ก่อนเดินหน้าสู่ Risk-Based Pricing
NCB ชี้ Risk-Based Pricing คนเครดิตดีได้ดอกเบี้ยถูก ต้องสร้างความพร้อมด้านข้อมูลและวัฒนธรรมรักษาเครดิตดี แนะเช็กข้อมูลเครดิตหลังพบสถิติคนถูกสวมรอยเปิดบัญชีเพิ่ม
ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB กล่าว หัวข้อ : ไขรหัสลับ NCB จากข้อมูลสู่โอกาส ในงานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 : New Era of AMC 2025 “พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” จัดโดย บมจ.บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ว่า บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานเสถียรภาพทางการเงินและการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทย
NCB ดำเนินงานภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ภารกิจหลักของ NCB คือการรวบรวม จัดเก็บ และนำส่งข้อมูลเครดิตอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็น กุญแจไขประตูสู่โอกาสทางการเงิน ( ระบบข้อมูลเครดิตของประเทศไทยเป็นระบบสมัครใจ
ซึ่งหมายความว่าสถาบันการเงินและหน่วยงานที่ประสงค์จะนำส่งข้อมูลเครดิตให้กับ NCB จะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของบริษัท สมาชิกผู้ส่งและใช้ข้อมูล สมาชิกของ NCB ซึ่งมีหน้าที่นำส่งข้อมูลเครดิตตามที่กฎหมายกำหนด ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารของรัฐ บริษัทบัตรเครดิต Non-bank (บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลต่างๆ) บริษัทเช่าซื้อ/ลิสซิ่ง สหกรณ์ออมทรัพย์
โดยสมาชิกเหล่านี้จะนำส่งข้อมูลเครดิตเป็น รายเดือน และมีหน้าที่แจ้งให้ลูกค้าทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ส่งข้อมูล สมาชิกจะใช้ข้อมูลเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์สินเชื่อและการบริหารความเสี่ยง โดย ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ก่อนการใช้งาน
ข้อมูลเครดิตที่สมาชิกนำส่งให้ NCB เก็บรวบรวมนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
ส่วนแรก คือ ข้อบ่งชี้ถึงตัวลูกค้าและคุณสมบัติ (ข้อมูลบ่งชี้ตัวตน) สำหรับบุคคลธรรมดา: ประกอบด้วย ชื่อ, ที่อยู่, วันเดือนปีเกิด, สถานภาพการสมรส, เลขประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่รัฐ, หนังสือเดินทาง, และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ถ้ามี) สำหรับนิติบุคคล ประกอบด้วย ชื่อ, สถานที่ตั้ง, เลขทะเบียนนิติบุคคล หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
ส่วนที่ 2 ประวัติข้อมูลเครดิต เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อที่สะท้อน ข้อเท็จจริงล้วนๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมการเงินของลูกค้า ซึ่งประกอบด้วย ประวัติการขอและการได้รับอนุมัติสินเชื่อ: ข้อมูลทั้งหมดทุกบัญชีที่เปิดอยู่และปิดบัญชีแล้ว, รวมถึงข้อมูลวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ประวัติการชำระสินเชื่อ ประกอบด้วยทั้งประวัติดีและประวัติที่ค้างชำระ โดยข้อมูลนี้จะถูกจัดเก็บไว้เป็นระยะเวลา ไม่เกิน 3 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด
โดยข้อมูลเครดิต (Credit Report) และคะแนนเครดิต (Credit Scoring) มีการนำไปใช้ประโยชน์ในสามด้านหลักด้านแรก สำหรับสถาบันการเงิน (Risk Management) สถาบันการเงินใช้ข้อมูลเครดิตเพื่อ ประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ
ซึ่งข้อมูลเครดิตเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย ในการพิจารณาสินเชื่อ บริหารความเสี่ยงภาพรวมและป้องกันปัญหาหนี้เสีย (NPL) ช่วยกำหนดเงื่อนไขสินเชื่อที่เหมาะสม เช่น การกำหนดวงเงิน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในการป้องกันไม่ให้ลูกค้ามีภาระหนี้เกินตัว ช่วยกำหนด อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม (Risk-based pricing - RBP) ซึ่งเป็นแนวคิดที่คนเครดิตดีจะได้อัตราดอกเบี้ยถูก แต่การจะเดินไปถึงจุดนั้นได้ต้องสร้างความพร้อมด้านข้อมูลและวัฒนธรรมความน่าเชื่อถือก่อน
“เรื่อง Risk-Based Pricing (RBP) เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็หลายๆ ประเทศในโลกนี้ก็ทำกัน แต่กว่าที่เราจะเดินไปถึงจุดนั้นได้ต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อน ความพร้อมประการหนึ่งก็เป็นความพร้อมเกี่ยวกับข้อมูลเครดิต ความพร้อมเกี่ยวกับคะแนนเครดิต ความพร้อมเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่จะหวงแหนความเป็นคนมีเครดิตดีของเราเอง ต้องสร้างสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นก่อนจะเดินไปสู่ RBP ก็คือคนที่มีเครดิตดีได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง คนที่เครดิตอาจจะง่อนแง่นอยู่บ้าง อาจจะต้องมีความเสี่ยงสูงหน่อยก็อัตราดอกเบี้ยสูงหน่อย”
ขณะเดียวกันเจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอตรวจสอบข้อมูลของตนเอง เนื่องจากข้อมูลเครดิตเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการการเงิน ช่วยให้ รู้สถานะทางการเงินของตนเอง และใช้ประกอบการวางแผนการเงินและหนี้สิน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสม ใช้ตรวจสอบความถูกต้องเพื่อป้องกันการสวมรอยทางการเงิน (Identity Theft)
“ซึ่งพบกรณีที่น่าตกใจในแต่ละปี คือมีผู้ที่ไปตรวจรายงานเครดิตของตัวเองนะคะ แล้วก็พบว่ามีสินเชื่อที่ไม่ได้ก่อ ไม่รู้จักสถาบันการเงินนี้มาก่อนเลยในชีวิตไม่เคยเดินไปหาเขา แล้วอยู่ๆ ทำไมบัญชีสินเชื่อนี้ขึ้นมาในรายงานของตัวเอง คือ ภัยมิจฉาชีพ ได้มาเยือนท่านแล้วค่ะ ปีนี้เราเจอหลายเคสมากเลย ดังนั้นหากมีโอกาสก็ควรต้องตรวจดู”
ดร.ลัษมณ กล่าวอีกว่า สำหรับการเฝ้าระวังและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ (Statistics Data) โดย NCB ใช้ข้อมูลสถิติ (Statistics Data) ที่ตัดความเป็นตัวตนออกไปแล้ว (Anonymize) เพื่อเป็นเครื่องมือเฝ้าระวัง ข้อมูลสถิติใช้โดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์ เพื่อ กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ (Economic policy design) ใช้เป็น สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า (Early warning signal)สถาบันการศึกษาและวิจัยนำไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงลึกและเผยแพร่สู่สาธารณะ เช่น รายงานภาวะสังคมของสภาพัฒน์เรื่องหนี้ครัวเรือน
นอกจากนี้ยังเปิดสิทธิในการแก้ไขข้อมูล กรณีชำระหนี้กับ AMC เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือขออัปเดตข้อมูลให้ทันสมัย หนึ่งในกรณีพิเศษที่สำคัญคือกรณีที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้เสร็จสิ้นกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เมื่อสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก NCB โอนหรือขายหนี้ ไปยัง AMC ข้อมูลสถานะบัญชีจะถูกระบุด้วย รหัส 42 เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ปิดบัญชีกับ AMC เสร็จสิ้นแล้ว ลูกหนี้สามารถ ยื่นคำขอแก้ไขรหัสสถานะบัญชี จาก 42 เป็น 43 ที่ NCB ได้ด้วยตนเอง
“ลูกหนี้ต้องเป็นผู้ยื่นคำขอเอง เนื่องจาก AMC ไม่ได้เป็นสมาชิกของ NCB จึงไม่มีหน้าที่นำส่งข้อมูลมายัง NCB”
ทั้งนี้ฐานข้อมูลของ NCB ถือเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สำคัญในการสะท้อนภาพรวมทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ NCB มีฐานข้อมูลรวมกว่า 150.78 ล้านบัญชี ข้อมูลบุคคลธรรมดา (Consumer) มีประมาณ 146.10 ล้านบัญชี ครอบคลุมประมาณ 35.81 ล้านคน NCB ครอบคลุม 91% ของช่วงอายุที่สามารถขอสินเชื่อได้ (20–60 ปี)
จากการวิเคราะห์"ภูเขาหนี้" หรือหนี้ครัวเรือน (Household Debt Mountain) ทำให้เห็นภาพรวมหนี้ทั้งด้านมูลค่าและจำนวนบัญชี ด้านมูลค่าหรือ จำนวนเงิน หนี้บ้าน เป็นหนี้ที่มีมูลค่าสูงที่สุด และส่วนใหญ่อยู่ที่กลุ่มวัยทำงาน (Gen Y)
ด้านจำนวนบัญชี พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) เป็นหนี้ที่มีจำนวนบัญชีหนาแน่นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นก่อหนี้ อายุ 20 ปีขึ้นไป และยังคงพบหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลไม่น้อยเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ
ด้านคุณภาพหนี้ที่น่าเฝ้าระวัง แม้ว่าภาพรวมจะแสดงว่าคนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มไม่ค้างชำระ (สีเขียว) แต่การวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าในกลุ่ม "สีเขียว" มีผู้ที่มีภาระหนี้เยอะหรือจ่ายหนี้เพียงเล็กน้อยซ่อนอยู่ ซึ่งมีความสุ่มเสี่ยง ผลิตภัณฑ์ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ได้แก่ นาโนไฟแนนซ์ (Nano Loan): มีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ค่อนข้างสูง
“สินเชื่อยานยนต์ เป็นเซ็กเตอร์ที่กราฟแสดงแนวโน้มความชันลดลงอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งน่ากังวล เพราะยานยนต์เป็นเครื่องมือทำมาหากินของผู้คนกว่าครึ่งหนึ่ง”
นอกจากหนี้ข้อมูลเชิงพื้นที่ จากการวิเคราะห์เชิงพื้นที่พบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจและมูลค่าหนี้สูงสุดอยู่ที่กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม บทสรุปจากการวิจัยชี้ว่า ต่างจังหวัดมีสัดส่วนลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาหนี้มากกว่ากรุงเทพฯ ข้อมูลนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบนโยบายเพื่อช่วยเหลือในระดับพื้นที่
ด้านข้อมูลนิติบุคคลและ SME แม้ว่าข้อมูลนิติบุคคลจะครอบคลุมเพียง 0.35 ล้านนิติบุคคล แต่ฐานข้อมูล NCB มีบัญชี SME คิดเป็นกว่า 70% ของบัญชีนิติบุคคลทั้งหมด หากพิจารณาคุณภาพหนี้หลังโควิดพบว่า บริษัทขนาดใหญ่ปัญหา NPL ลดลง แต่สำหรับ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง (Micro SME) แนวโน้มของเส้น NPL มีลักษณะชันขึ้น แสดงให้เห็นว่า SME ตัวเล็กตัวน้อยกำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้
NCB มุ่งเน้นไปที่การเพิ่ม ความละเอียดของข้อมูลเครดิต เพราะยิ่งข้อมูลมีความละเอียดมากเท่าไหร่ สถาบันการเงินก็จะยิ่งตัดสินใจปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเห็นสถานะของผู้คนชัดเจนขึ้น การเพิ่มความละเอียดอาจรวมถึงการเพิ่มรหัสพิเศษเพื่อบ่งชี้ว่าความยากลำบากนั้นเกิดจากวิกฤต (เช่น วิกฤตโควิด)
เป้าหมายสูงสุดคือการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อ สร้าง Credit Identity (ความเป็นตัวตนทางเครดิต) ที่ชัดเจน ส่งเสริมวัฒนธรรมที่ผู้คนหวงแหนการเป็นคนมีเครดิตดี นำไปสู่ Financial Wellbeing และการเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสม
“NCB จึงเป็นมากกว่าแค่แหล่งรวบรวมข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยไขรหัสลับว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้กำหนดนโยบายให้สามารถจัดการปัญหาหนี้และช่วยเหลือผู้คนได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ”
สไลด์ ประกอบการบรรยายหัวข้อ "ไขรหัสลับ NCB จากข้อมูลสู่โอกาส"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- ผู้ว่าธปท. ชี้ AMC คือ ‘จิ๊กซอว์สำคัญ’ เร่งขยายบทบาทดูดซับ NPL สู้ปัญหาหนี้ครัวเรือน
- ดร.รักษ์ มอง 90 AMC ไทย ไม่ใช่คู่แข่งแต่คือพันธมิตร จับมือสู้หนี้เสีย 2 ล้านล้านบาท
- “เครดิตบูโร” แนะเร่งสร้างวัฒนธรรมเครดิตดี ก่อนเดินหน้าสู่ Risk-Based Pricing
- BAM เปิดงานใหญ่ BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 เวทีประวัติศาสตร์ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ไทย สู่ยุคใหม่แห่งการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
- 5 กูรู AMC ผนึกกำลังปลุกชีพเศรษฐกิจไทย ด้วยยุทธศาสตร์ "เปลี่ยนหนี้เสียเป็นหนี้ดี"
- “NPA” ขุมทรัพย์แห่งอนาคตอสังหาฯ ไทย บิ๊กเนม ชี้มือสองมาแรง คุ้มกว่าบ้านใหม่-ผลตอบแทนพุ่ง 29%