5 โบรกฯ เจาะหุ้น BEM ชูอนาคตยาวสดใส
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 29 ต.ค. 2568 เวลา 14.05 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2568 เวลา 07.05 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - เปิดมุมมอง 5 โบรกเกอร์ชั้นนำต่อหุ้น บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยมีมติเป็นเอกฉันท์แนะนำ "ซื้อ" แม้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 (3Q25) จะเติบโตเพียงเล็กน้อยหรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แต่ทุกสำนักยังคงมองบวกอย่างมากต่อปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว ทั้งจากการปลดล็อกกระแสเงินสดมหาศาลหลังปี 2029 และโครงการในอนาคต โดยให้กรอบราคาเป้าหมายไว้ที่ 8.00 - 10.00 บาท
คาดกำไร 3Q25 ทรงตัว YoY แต่ฟื้น QoQ
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์กำไรสุทธิ 3Q25 ของ BEM ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 1.06 - 1.08 พันล้านบาท
- เทียบรายไตรมาส (QoQ): กำไรฟื้นตัวขึ้น (+7% ถึง +9%) โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการเปิดภาคเรียน (ปัจจัยฤดูกาล) ทำให้ปริมาณผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และการรับรู้เงินปันผลจาก TTW (บล.หยวนต้า, บล.ดาโอ)
- เทียบรายปี (YoY): กำไรค่อนข้างทรงตัว (ประมาณ 0% ถึง +1.3%) แม้รายได้หลักจะชะลอตัวลงเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่อ่อนแอ แต่ BEM ได้รับประโยชน์จากการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่ดีขึ้น (บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.หยวนต้า)
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/25 (4Q25) คาดว่ากำไรอาจลดลงเล็กน้อย QoQ เนื่องจากไม่มีเงินปันผลจาก TTW แต่ธุรกิจหลัก (ผู้โดยสาร) คาดว่าจะยังเติบโตได้จากปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี, การจัดงานอีเวนต์ใหญ่ และการเปิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ตามแนวรถไฟฟ้า
ปัจจัยบวกระยะยาวหนุนการเติบโต (Long-term Growth)
หัวใจสำคัญที่ทำให้โบรกเกอร์แนะนำ "ซื้อ" คือศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะหลังผ่านพ้นช่วงการลงทุนใหญ่ไปแล้ว:
- การปลดล็อกกระแสเงินสด (ปี 2029): บล.กสิกรไทย ชี้ว่า BEM จะหมดภาระจ่ายค่าตอบแทนสายสีน้ำเงินปีละ 5 พันล้านบาทในปี 2029 ซึ่งจะทำให้กระแสเงินสดอิสระ (FCFF) หลังปี 2030 เป็นบวกถึง 5-7 พันล้านบาทต่อปี รองรับการจ่ายปันผลที่สูงถึง 5-6% ได้
- รถไฟฟ้าสายสีส้ม (2028-2030): การเปิดให้บริการสายสีส้มตะวันออก (ปี 2028) และตะวันตก (ปี 2030) จะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารอย่างก้าวกระโดด และสร้าง Synergy บวกต่อสายสีน้ำเงินเดิม (บล.กสิกรไทย, บล.ดาโอ, บล.หยวนต้า)
- โครงการทางด่วนสองชั้น (Double Deck): ถือเป็น Catalyst ระยะสั้นที่คาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายใน 4Q25 หรือภายในปีนี้ โดย บล.กสิกรไทย ประเมินว่าโครงการนี้จะเพิ่มมูลค่าให้ BEM อีก 1.3-1.5 บาทต่อหุ้น
- โครงการสายสีม่วงใต้: ยังมี Upside จากการเจรจาสัญญา O&M (การดำเนินงานและบำรุงรักษา) รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ในปี 2026 (บล.กสิกรไทย, บล.ดาโอ)
ประเด็นความกังวลและ "จังหวะซื้อ"
บล.กรุงศรี มองว่า การปรับฐานของราคาหุ้นล่าสุดจากความกังวลเรื่องนโยบายภาครัฐ (การซื้อสัมปทานคืน หรือการลดค่าโดยสาร) ถือเป็น "โอกาสในการเข้าซื้อ" เนื่องจากมองว่านโยบายเหล่านี้ทำได้ยากในทางปฏิบัติ และ BEM ยังได้รับการคุ้มครองจากสัญญาสัมปทาน ทำให้ไม่น่าส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
[โบรกเกอร์ คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย จุดเด่นในมุมมอง **บล.หยวนต้า** ซื้อ **10.00 บาท** \(สูงสุด\) พื้นฐานแข็งแกร่ง, Upside จากสายสีส้มและ Double Deck, ปันผลสูงในอนาคต **บล.กสิกรไทย** ซื้อ \(ลงทุนระยะยาว\) **9.75 บาท** มูลค่าน่าสนใจ \(PBV/PE ต่ำ\), ชี้เป้า FCFF พุ่ง 5\-7 พันล้านหลังปี 2030 **บล.ดาโอ** ซื้อ **9.00 บาท** แนวโน้มระยะยาวยังดีตามการขยายโครงข่าย, คุมต้นทุนได้ดีใน 3Q25 **บล.ฟิลลิป** ซื้อ **8.80 บาท** \(ราคาปี 2569\) คาด 4Q25 รถไฟฟ้ากลับมาโตจากอีเวนต์และการเปิดโครงการใหม่ **บล.กรุงศรี** ซื้อ **8.00 บาท** \(ต่ำสุด\) ราคาหุ้นปรับฐานเป็นจังหวะซื้อ, ความกังวลภาครัฐกระทบจำกัด , , ## บทวิเคราะห์ฉบับเต็ม, , ### บล.กสิกรไทย, , **BEM**: ราคาพื้นฐาน 9.75 บาท , เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ BEM และแนะนำลงทุนระยะยาว จากมูลค่าที่น่าสนใจ \(2026 PBV \-2SD และ PE \-1SD ตั้งแต่ปี 2019\) แม้บริษัทจะเข้าสู่รอบลงทุนใหม่ปี 2025–2029 แต่ถือเป็นจังหวะเข้าลงทุนที่เหมาะสมที่สุด โดยตั้งแต่ปี 2030 คาดว่า FCFF จะเป็นบวก 5–7 พันล้านบาท/ปี กำไรสุทธิราว 4.6 พันล้านบาทในปี 2029 และ 6 พันล้านบาทในปี 2030 รองรับการจ่ายปันผล 5–6% ได้, , แรงหนุนหลักมาจาก, , * การหมดภาระจ่ายค่าตอบแทนสายสีน้ำเงิน ปีละ 5 พันล้านบาทในปี 2029 และ , * การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้ม \(ตะวันออกในปี 2028 และตะวันตกในปี 2030\) ซึ่งคาดว่าผู้โดยสารเพิ่มจาก 120,000 เที่ยว/วันในปี 2028 เป็น 262,000 เที่ยว/วันในปี 2030 พร้อมส่งผลบวกต่อสายสีน้ำเงินด้วย , , ปัจจัยกระตุ้นใกล้คือ การอนุมัติโครงการทางด่วนสองชั้น \(มูลค่า 3–3.5 หมื่นล้านบาท\) ใน 4Q25 ที่คาดว่า BEM จะได้สิทธิบริหาร แลกกับการขยายสัมปทาน FES และ SES ออกไปอีก 20 ปี เพิ่มมูลค่า 1.3–1.5 บาท/หุ้น และยังมีอัพไซด์จากการได้สัญญา O&M รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ในปี 2026 ซึ่งจะเปิดใช้ในปี 2029 ช่วยเสริมการเติบโตระยะยาว, , ### **บล.กรุงศรี**, , ความกังวลที่ไม่ใช่เรื่อง EPS มองเป็นจังหวะซื้อ, , การปรับฐานของราคาหุ้นเมื่อวานนี้จากความกังวลเรื่องการซื้อสัมปทานคืน และความเป็นไปได้ในการลดอัตราค่าโดยสาร ถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสำหรับเรา เรามองว่านโยบายเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ **BEM** กำไรใน 3Q25F อาจไม่โดดเด่นนัก แต่ดูดีกว่าประมาณการเบื้องต้นของเราจากการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น การคุมต้นทุนได้ดีต่อเนื่องถึง 4Q25F ซึ่งทำให้ประมาณการของเรายังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก, , คาดกำไร 3Q25 อยู่ที่ 1.06 พันล้านบาท \(\-0.1% yoy แต่ \+7.3% qoq\) สมมติฐานหลักของเราสำหรับ 3Q25F ได้แก่: , \(i\) รายได้จะลดลงเล็กน้อย 0.9% yoy แต่เพิ่มขึ้น 8.2% qoq มาอยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท การเติบโต qoq มาจากปัจจัยด้านฤดูกาลเป็นหลัก สำหรับรายได้ yoy ที่ลดลงอย่างมากจากทางด่วนและรถไฟฟ้าส่งผลให้รายได้รวมลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง; , \(ii\) อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะหดตัวลงเหลือ 43.9% จาก 44.4% ใน 3Q24 เนื่องจากรายได้ที่ลดลง; , \(iii\) ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนจะทรงตัว yoy เนื่องจาก BEM ยังคงรับรู้รายได้เงินปันผลจำนวน 221 ล้านบาทจาก TTW ซึ่งเป็นบริษัทร่วม, , การควบคุมต้นทุนที่ดีอาจทำให้ประมาณการ EPS ของเราสามารถปรับขึ้นได้อีก กำไร 3Q25F จะทำให้กำไร 9M25F คิดเป็น 81% ของประมาณการทั้งปีของเรา แม้ว่ากำไร 4Q25F จะลดลง qoq ตามฤดูกาล และปริมาณการจราจรโดยรวมยังดูอ่อนแอตามคาด แต่ BEM ดูเหมือนจะควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าที่เราคาดไว้ โดยเฉพาะค่าใช้จ่าย SG&A เรามองเห็นโอกาสที่ประมาณการจะถูกปรับขึ้น หาก BEM ยังคุมต้นทุนได้ต่อเนื่องใน 4Q25F, , ปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อกำไรและมูลค่าของบริษัทในระยะกลางถึงยาว คือการนำโครงการทางด่วน 2 ชั้น \(double\-deck\) กลับมาพิจารณาใหม่ บริษัทยังคงมั่นใจว่าโครงการนี้จะได้รับการอนุมัติให้ BEM ภายในปีนี้ สำหรับความกังวลเรื่องการซื้อสัมปทานคืนและการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า เรายังไม่เห็นผลกระทบใดๆ ในตอนนี้ เนื่องจากสารจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับประเด็นนี้ยังคงสับสนและดูเหมือนจะทำได้ยากในทางปฏิบัติ BEM จะยังคงได้รับการคุ้มครองจากสัญญาสัมปทาน, , คงคำแนะนำ “ซื้อ”, ราคาเป้าหมาย 8.0 บาท , คำแนะนำ “ซื้อ” ของเราอิงจากธีมการลงทุนแบบเน้นคุณค่า \(value play\) การปรับฐานของราคาหุ้นเมื่อวานนี้จากความกังวลเรื่องการซื้อสัมปทานคืนและการลดค่าโดยสาร ถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสำหรับเรา เนื่องจากเรามองว่าไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ BEM ด้วยกำไรต่อหุ้นที่สูงกว่าระดับช่วงโควิดถึง 3 เท่า แต่ซื้อขายที่ส่วนลด 33% จากระดับดังกล่าว BEM ถือว่าราคามีความน่าสนใจ, , ### **บล.ดาโอ**, , **BEM** 3Q25E โตจากค่าซ่อมบำรุงลดลงและผู้ใช้บริการสูงขึ้นตามฤดูกาล เราประเมินกำไรสุทธิ 3Q25E ที่ 1.08 พันล้านบาท \(\+1% YoY, \+9% QoQ\) สูงกว่ากรอบเราประเมินเบื้องต้นที่ 950 ล้านบาท\-1.05 พันล้านบาท โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้, , * รายได้อ่อนตัว \-1% YoY จากภาคการเดินทางและท่องเที่ยวชะลอตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ดีขึ้น \+8% QoQ เป็นไปตามปัจจัยฤดูกาลจากการเปิดภาคเรียน , * GPM สูงขึ้น \+10bps YoY จากต้นทุนลดลงตามรอบการซ่อมบำรุง และปรับตัวดีขึ้น \+240bps QoQ ตามการขยายตัวของผู้ใช้บริการ , * รายได้อื่นลดลง \-32% QoQ โดยหลักเนื่องจากใน 2Q25 มีเงินปันผล CKP , , เราคงกำไรสุทธิปี 2025E ที่ 3.8 พันล้านบาท \(\+2% YoY\) สำหรับ 4Q25E เบื้องต้นประเมินกำไรสุทธิจะชะลอเล็กน้อย QoQ เนื่องจากใน 3Q25E มีรายได้เงินปันผล TTW แต่จะถูกชดเชยบางส่วนจากผู้ใช้บริการขยายตัวตาม high season, , คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 9.00 บาท อิง SOTP แม้ระยะสั้นจะมีปัจจัยกดดันจากภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชะลอ แต่เราคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มระยะยาวตามการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้า ขณะที่บริษัทจะเริ่มให้บริการสายสีส้มตะวันออกในปลายปี 2027E นอกจากนี้ยังมี catalyst จากโครงการ Double Deck และการเจรจาสายสีม่วงใต้ในปี 2026E, , **Event: 3Q25E earnings preview** , ❑ กำไร 3Q25E โต YoY, QoQ เราประเมินกำไรสุทธิ 3Q25E ที่ 1.08 พันล้านบาท \(\+1% YoY, \+9% QoQ\) โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้, , * รายได้ลดลง \-1% YoY แต่สูงขึ้น \+8% QoQ โดยชะลอ YoY จากการเดินทางและท่องเที่ยวชะลอจากผลกระทบเศรษฐกิจ ขณะที่ดีขึ้น QoQ เป็นไปตามปัจจัยฤดูกาลจากการเปิดภาคเรียนและการเปิดโครงการใหญ่ตามแนวรถไฟฟ้า โดยปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าอยู่ที่ 4.3 แสนเที่ยว/วัน \(\-1% YoY, \-13% QoQ\) และผู้ใช้ทางด่วนที่ 1.1 ล้านเที่ยว/วัน \(\-1% YoY, \+2% QoQ\) , * GPM อยู่ที่ 44.5% ปรับตัวขึ้นจาก 3Q24 ที่ 44.4% จากต้นทุนธุรกิจรถไฟฟ้าลดลงตามรอบการซ่อมบำรุง รวมถึงมีการยืดเวลาซ่อมบำรุงของธุรกิจทางด่วน และสูงขึ้นจาก 2Q25 ที่ 42.1% ตามทิศทางการขยายตัวของปริมาณผู้ใช้บริการ , * SG&A/Sale อยู่ที่ 7.1% ทรงตัว YoY และปรับตัวลงจาก 2Q25 ที่ 8.2% จากค่าใช้จ่ายลดลงตามฤดูกาล , * รายได้อื่นลดลง \-32% QoQ โดยหลักเนื่องจากใน 2Q25 มีเงินปันผล CKP 116 ล้านบาท , , **Implication** , ❑ คงประมาณการปี 2025E เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2025E ที่ 3.8 พันล้านบาท \(\+2% YoY\) สำหรับ 4Q25E เบื้องต้นประเมินกำไรสุทธิจะปรับตัวลงเล็กน้อย QoQ โดยหลักเนื่องจากใน 3Q25E มีรายได้เงินปันผลจาก TTW แต่จะถูกชดเชยบางส่วนจากปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าและผู้ใช้ทางด่วนปรับตัวดีขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล การจัด event มากขึ้นในช่วงปลายปี เช่น งานสัปดาห์หนังสือ และอานิสงส์โครงการใหม่ตามแนวรถไฟฟ้า, , **Valuation/Catalyst/Risk** , คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 9.00 บาท อิง SOTP เราคงมุมมองบวกต่อแนวโน้มระยะยาวจากภาคการเดินทางยังมีโอกาสขยายตัวตามการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้า ขณะที่ยังมี catalyst จากความคืบหน้าโครงการ Double Deck และการเจรจาสายสีม่วงใต้ในปี 2026E, , ### **บล.ฟิลลิป**, , **BEM** ซื้อ TP ’69 : 8.8 , คาดกำไร 3Q68 โตเล็กน้อย y\-y, , คาดกำไร 3Q68 โตเล็กน้อย 1.3% y\-y จากค่าใช้จ่ายที่ลดลงเป็นหลัก แต่ \+8.9% q\-q จากโรงเรียนเปิดเทอมและวันหยุดที่น้อยลง สำหรับ 4Q68 คาดทางด่วนยังคงลดลง แต่รถไฟฟ้าคาดโตได้จากกิจกรรมปลายปี การเปิดเฟสเพิ่มของอสังหาฯ ใหญ่ 2 แห่ง และค่าไฟฟ้าที่ลดลง ปรับใช้ราคาพื้นฐานเป็นปี 2569 ที่ 8.80 บาท โดยมีปรับการเติบโตระยะยาวของผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าลง ยังแนะนำ “ซื้อ”, , ▪ คาด 3Q68 กำไร \+1.3% y\-y ที่ 1,081 ลบ. จากค่าใช้จ่ายรวมลดลง: ผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้า \-1.2% และ \-0.7% y\-y ที่ 97.43 ล้านคันและ 40 ล้านคน คาดรายได้ทางด่วน \-1.4% และรายได้รถไฟฟ้า \+2.1% แต่รายได้ O&M ของสายสีม่วงคาด \-6.3% ตามสัญญาที่ปีนี้ลดลงก่อนปรับขึ้นในปีหน้า คาดรายได้ระบบราง \-0.7% y\-y และรายได้เชิงพาณิชย์คาดทรงตัว y\-y ทำให้รายได้บริการ \-1% ที่ 4,343 ลบ. คาดต้นทุน \-1.4% และ SG&A \+1.6% มีรับรู้รายได้เงินปันผล TTW เท่าปีก่อนที่ 221 ลบ. ต้นทุนการเงินคาด \-8.2% ทำให้กำไรโตได้เล็กน้อย และ \+8.9% q\-q จากการกลับมาเปิดเรียนของนักเรียนนักศึกษา ทำให้ผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้า \+9% และ \+13.9%, , ▪ 4Q68 คาดผู้ใช้ทางด่วนยังลดลง แต่รถไฟฟ้ากลับมาโต: ปกติ 4Q ผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าจะลดลง q\-q จากวันหยุดที่เพิ่มขึ้นและไม่มีปันผล แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกจากการเปิดเฟสเพิ่มของดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค\-วันแบงค็อก และค่าไฟฟ้าที่ลดลง แต่หากเทียบ y\-y คาดรายได้บริการลดลงจากผู้ใช้ทางด่วนยังหดตัว คาดรถไฟฟ้ากลับมาโตต่อเนื่องจากเดือน ก.ย. ที่ \+2.1% หลังติดลบมา 6 เดือน, , **บล.หยวนต้า**, , **Bangkok Expressway & Metro \(BEM\)** คาดกำไรปกติ 3Q25 เติบโต QoQ ต่อเนื่อง ยอดผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้า 3Q25 ทยอยดีขึ้น ส่วนต้นทุนคุมได้ดีต่อเนื่อง คาดกำไรปกติ 3Q25 ที่ 1,070 ลบ. \(\+7.8% QoQ, \+0.3% YoY\) เติบโต QoQ จากเงินปันผลรับจาก TTW จำนวน 221 ลบ. และการฟื้นตัวของธุรกิจหลักตามปัจจัยฤดูกาล และทรงตัว YoY จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี คาดรายได้รวมอยู่ที่ 4,320 ลบ. \(\+8.1% QoQ, \-1.0% YoY\) อิงยอดผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน \(Ridership\) และทางด่วน \(Traffic\) เฉลี่ยใน 3Q25 ที่ 4.35 แสนเที่ยว/วัน \(\+12.7% QoQ, \-0.6% YoY\) และ 1.10 ล้านเที่ยว/วัน \(\+1.9% QoQ, \-1.2% YoY\) ตามลำดับ ตัวเลขฟื้นตัวเทียบ 2Q25 ที่เป็นช่วงปิดเทอมและมีจำนวนวันหยุดเยอะ แต่ยังลดลง YoY กดดันจากภาพการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่อ่อนแอ อย่างไรก็ดี เราคาด GPM ใกล้เคียง 3Q24 อยู่ที่ 44.1% \(\+205bps QoQ, \-27bps YoY\) จากการควบคุมต้นทุนและงานซ่อมบำรุง ช่วยชดเชยการชะลอตัวของรายได้และหนุนให้กำไรทรงตัว YoY คาด SG&A ที่ 328 ลบ. \(\+0.1% QoQ, \+5.7% YoY\) ใกล้เคียง 2Q25 ส่วนต้นทุนการเงินคาดอยู่ที่ 575 ลบ. \(\+0.3% QoQ, \-6.5% YoY\) ลดลง YoY ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย, , แนวโน้มกำไรปกติ 4Q25 ลดลง QoQ แต่ลุ้นกลับมาเติบโต YoY , แนวโน้มกำไร 4Q25 ลดลง QoQ เพราะไม่มีเงินปันผลรับจาก TTW แต่หากพิจารณาธุรกิจหลักคาดทั้งRidership และ Traffic ฟื้นตัว QoQ จากการเดินทางในช่วงสิ้นปีและเทศกาลท่องเที่ยว ข้อมูลเบื้องต้น , 4QTD ตัวเลขการเดินทางทั้งสองประเภทสามารถกลับมาเติบโต YoY โดยเราประเมินแรงหนุนการเติบโต YoY ใน 4Q25 จะมาจาก i\) การเปิด Dusit Central Park เต็มไตรมาส ii\) การจัดงานจำนวนมาก , ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และ iii\) มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่สามารถใช้กับรถไฟฟ้า เมื่อรวมกับการบริหารต้นทุนที่ดี ทำให้มีโอกาสที่กำไร 4Q25 จะกลับมาเติบโต YoY, , ปรับประมาณการกำไรปี 2025\-2026 ลง 5\-7% , จากตัวเลขผู้ใช้รถไฟฟ้าและทางด่วน 9M25 และรายได้ธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่ต่ำกว่าคาด ทำให้เราปรับลดคาดการณ์กำไรปกติปี 2025\-2026 ลง 5.4\-6.8% เป็น 3,813 ลบ. \(\+1.2% YoY\) และ 4,063 ลบ. \(\+6.6% YoY\) ตามลำดับ จากการปรับลดสมมติฐาน i\) Ridership ลง 3.8\-5.2% ii\) Traffic ลง 0.9\-1.4% และ iii\) รายได้ธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ลง 11.2%, , พื้นฐานแข็งแกร่ง คงแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2026 ที่ 10.00 บาท , เรา Rollover ไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2026 ที่ 10.00 บาท และปรับ WACC ลงจาก 6.4% เป็น5.2% เพื่อสะท้อนภาวะตลาดที่มีความผันผวนน้อยลง เรายังชอบ BEM สำหรับการลงทุนระยะยาวจาก i\) ธุรกิจหลักและแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ii\) การเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกในปี 2028 และเต็มสายในปี 2030 ที่จะเพิ่มแหล่งรายได้และสร้าง Synergy ร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน iii\) การลุ้นปลดล็อก Upside Risks จากโครงการทางด่วน Double Deck และรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ที่จะหนุนการเติบโตของผลประกอบการในระยะยาว และ iv\) Upside จากเงินปันผลหลัง BEM ผ่านพ้นช่วงการลงทุนและจ่ายค่าตอบแทน รฟม. สำหรับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในปี 2029 จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”, , ความเสี่ยง: จำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าและทางด่วนลดลง, การท่องเที่ยวชะลอตัวลง, เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง, ค่าไฟสูงขึ้น, งาน ซ่อมบำรุงเยอะกว่าคาด, ภัยธรรมชาติ]