เปิดชีวิต ผู้ช่วย ผบ.ตร.ป้ายแดง จิรภพ ภูริเดช นักสืบมือดี กับ 4 ปี ภารกิจติดปีก CIB
เปิดมุมมอง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ป้ายแดง จิรภพ ภูริเดช นักสืบมือดี กับ 4 ปี ภารกิจติดปีก CIB
“ตำรวจเรา ต้องทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ทำถูกให้เป็นถูก ทำผิดให้เป็นผิด ถูกผิดอธิบายได้บนโต๊ะ กติกาคือตรงไปตรงมา นี่เป็นคอนเซ็ปต์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เป็นผู้กำกับ”
เป็นประโยคที่เด่นชัด และ น่าจะนิยามการทำงานของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ที่ผ่านมาได้ดีที่สุด
หลายคนอาจจับตาตั้งแต่ จิรภพ ภูริเดช รับตำแหน่ง ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ที่ถูกปักไว้ว่า เป็นผบช.ก. ที่อายุน้อยที่สุด นับแต่ก่อตั้งหน่วยมาเมื่อปี 2494 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ 4 ปีที่ผ่านมา ก็พิสูจน์ได้ว่า ก้อง จิรภพ ผู้นี้ พลิกตำรวจสอบสวนกลางไปหน้าใหม่ พา CIB ติดปีก ทำผลงานคดีใหญ่ๆ สะเทือนวงการสำเร็จไม่น้อย ชนกับผู้มีอิทธิพล ทั้งการเมือง ศาสนา ด้วยคอนเซปต์มืออาชีพ เป็นกลาง เคียงข้างประชาชน
แต่ไม่บ่อยนัก ที่ จิรภพ จะออกมาพูดเรื่องชีวิตส่วนตัวเท่าไหร่ ด้วยอยากจะสร้างเครดิตให้กับหน่วยงานเสียมากกว่า กระทั่งล่าสุด พล.ต.ท.จิรภพ ต้องจาก สอบสวนกลาง ซึ่งเขาปักหลักทำงานมา 10 กว่าปี ออกไปรับหน้าที่ใหม่ผู้ช่วยผบ.ตร. มติชนออนไลน์ จึงขอเวลาล้วงลึกชีวิต “พี่ก้อง” ของชาวสอบสวนกลาง
แม้ว่าจะอยู่เบื้องหลัง นำทีมสอบสวนกลาง จับคดีใหญ่ๆ สะเทือนวงการมามาก แต่ย้อนกลับไปวัยเด็ก ตั้งแต่เรียนมัธยมที่โรงเรียนสาธิตปทุมวันแล้ว จิรภพ บอกว่า เขาไม่ได้อยากจะเป็นตำรวจ แต่อยากจะเป็น วิศวกร หรือ โปรแกรมเมอร์ เสียมากกว่า นั่นเพราะสิ่งที่เขาชอบ คือ เรื่องตัวเลข หรือ Logic (ตรรกะ) มากกว่า
“คุณพ่อเป็นทหารเรือ เป็นอดีตผู้บัญชาการกองเรือภาค 3 รับผิดชอบโซนอันดามันทั้งหมด เขาอยากให้เรียนเตรียมทหาร ก็ต้องจบ ม.4 แล้วไป พ่อก็บอกว่า ลองไปสอบดูก่อน คงไม่ติดหรอก”
จาก 4 เหล่าทัพในวันนั้น ทหารอากาศ เป็นตัวเลือกแรกที่จิรภพ มองภาพตัวเองไว้
“ใจจริงๆ ผมอยากเป็นนักบินไอพ่นเหมือนพี่ชาย ที่เป็นนักบินไอพ่น F5, F16 แต่ว่าจากการศึกษาดูแล้ว กว่าจะเป็นนักบินไอพ่น กว่าจะรู้ผลต้องใช้เวลาถึง 8 ปี คือ เรียนเตรียมทหาร 2 ปี เรียนนายเรืออากาศ 5 ปี แล้วการบินอีก 1 ปี ถึงจะรู้ว่า คุณสายตาสั้นไหม มีความสามารถพอไหม ผลการบินเป็นยังไง”
“ผมก็มองว่า ถ้า 8 ปีแล้วไม่ได้เป็นนักบินไอพ่น ผมก็ไม่อยากเป็นทหารอากาศ”
จิรภพ ในวันนั้น จึงได้เลือกสิ่งที่ท้าทายถัดมา อย่าง “ตำรวจ” โดยเฉพาะกับเรื่องสืบสวน ที่ตื่นเต้น ท้าทาย เมื่อลองไปสอบก็ติด เข้าเรียนเตรียมทหาร และจากที่คิดว่า จะเรียนเตรียมทหารสัก 2 ปี แล้วไปเอนทรานซ์ใหม่ กลายเป็นได้อยู่ยาว เข้าเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 50 และไม่เคยออกจากเส้นทางนี้อีกเลย
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ต้องเรียนกฎหมาย หลักรัฐศาสตร์ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่ตัวเขาสักเท่าไหร่ หลังจากเรียนจบ จึงได้ลาไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา ครั้งนี้ได้เลือกเรียนสิ่งที่ชอบ สำเร็จปริญญาโท Master of Science in Information System, Central Michigan University มุ่งเน้นเรื่องบริหารสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ ที่ชอบ
หลังสำเร็จการศึกษาที่สหรัฐ จิรภพ กลับมารับตำแหน่ง รองสารวัตรกองปราบ ร้อนวิชา นำเอาสิ่งที่เรียนมา ทั้งคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ มาทำงานสืบสวน โดยเป็นคนแรก ที่นำเอาโปรแกรม I2 มาใช้ใน กองกำกับการ 1 กองปราบปราม ซึ่งก็คือ ซอฟต์แวร์ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ เช่น หากมีการโทรศัพท์ หรือเชื่อมโยงบัญชี ก็จะสามารถนำข้อมูลนับพันที่อาจจะดูยากนี้ มาจัดระบบเพื่อให้งานง่ายขึ้น
จิรภพยังไม่หยุดการเรียนรู้ ศึกษาต่อปริญญาเอก วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบหลักสูตรเอฟบีไอรุ่นที่ 271 จากสหรัฐ อีกด้วย
โลดแล่นบนเส้นทางสืบสวนเรื่อยมา ก่อนขยับเป็นสารวัตรสืบสวนตำรวจท่องเที่ยวภาคใต้ เป็นรองผู้กำกับท่องเที่ยวภาคใต้ ผู้กำกับตำรวจน้ำ ผู้กำกับท่องเที่ยว จนกระทั่งปี 2557 ได้กลับเข้าสอบสวนกลางอีกครั้ง รับตำแหน่ง ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม และก็ไม่เคยพ้นจาก สอบสวนกลางอีกเลย กระทั่งปี 2564 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ได้ดำรงตำแหน่ง ผบช.ก. คนที่ 37
การเป็น ผบ. แบบของเขานั้น จิรภพ เล่าว่า เวลาเป็นหัวหน้าหน่วยใดๆ ก็ชอบโฟกัสงานของตัวเอง พยายามทำหน่วยนั้นให้ดี เวลาเป็นสารวัตร ก็ทำตรงนั้นให้ดี เป็นผู้กำกับก็ทำตรงนั้นให้ดี ตอนที่กลับมารับตำแหน่งผู้กำกับกองปราบ 1 ก็ถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญ ดูแลงานสืบสวนของกรุงเทพมหานครคดีสำคัญๆ ก็คิดว่า จะทำให้ดี เริ่มจากไปหาทีมงาน เก่ง ดี ขยัน มาร่วมงาน เปลี่ยนหมดทั้ง รองผู้กำกับ สารวัตร ไปเอาชุดใหม่มา ปรากฏว่าทำงานได้ดี จับคดีสำคัญได้เยอะ
“คนนี่ สำคัญ เราอยากได้คนเก่ง ดี ขยัน ปกติตำรวจอาจจะเลือกคนมาใกล้ชิด มาเอาใจ แต่ผมเชื่อว่า คนทำงานบางทีเขาก็ไม่ค่อยไปเอาใจใคร เราก็ยกหูหาเขา ชวนมาทำงาน เราก็ได้คนดีๆมา”
เมื่อได้ระดับขุนพล ก้อง เปิดโรงเรียนสืบสวน มือระดับเทพสอนวิชาสืบสวนให้กำลังพลกว่า 200 คน สอนให้เก่ง มีศักยภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง เขาเก่งขึ้น ก็เริ่มแบ่งทีมเป็น 10 ชุด ออกไปแยกคดีกันทำ มีผลงานให้เห็นตลอด ซึ่งหากมีคดีใหญ่ ก็รวมกองกำกับการ ทำงานเป็นทีมเวิร์ก กระทั่ง ได้เห็นผลงานคดีใหญ่ๆมากมาย ทั้ง โกงเงินพันล้าน สจล. หรือคดีฆ่าโบกปูนชาวอิสราเอล นอกจากนี้ยังทำงานกับต่างประเทศให้เยอะขึ้น ดึงต่างชาติมาเทรนนิ่งให้ สอนเพิ่มตามเทคนิคสากล เทคโนโลยีล้ำสมัย รวมทั้งส่งคนไปอบรมต่างประเทศ และกลับมาสอนคนในหน่วยต่อ
ถัดจากเรื่องคน ก็เป็นเรื่องเครื่องมือ ที่สำคัญสำหรับตำรวจยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยเฉพาะเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ เริ่มจากโดรน ที่เพิ่งเปิดศูนย์ฝึกบินโดรน พร้อม ฝึกยุทธวิธีไปเมื่อไม่นานนี้ ด้วยจิรภพ มองว่า แต่ก่อน ชุดปฏิบัติการพิเศษนั้น เวลาไปตรวจค้น จับกุม ใช้คนไปเคลียร์พื้นที่ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดความเสียหาย อย่างเคส เทอร์มินอล 21 โคราช ที่เจ้าหน้าที่ถูกยิงดับ 1 สาหัสอีก 2 จึงอยากเปลี่ยน นำโดรนเข้าไปเพื่อลดความเสี่ยงเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้น ยังใช้หาข่าว ทำยุทธวิธี เพื่อให้ตำรวจมีศักยภาพสูงขึ้นด้วย
AI ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ถูกดึงเข้ามาเสริมศักยภาพตำรวจ
“เราเชื่อว่า AI เป็นอาวุธใหม่ที่สำคัญมากในโลก เพราะ คนร้ายก็ใช้ ตำรวจก็ต้องใช้ และต้องใช้ให้เก่งกว่าด้วย จึงได้เริ่มโครงการเมื่อ 3-4 เดือนก่อน สร้างการรับรู้ให้ตำรวจสอบสวนกลาง เทรนเขาให้รู้ว่า มีกี่แบบ ใช้ยังไง AI จะช่วยลดเวลาการทำงาน และ ทำให้งานมีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งเราสอนไป เขาไปศึกษาต่อ อาจารย์บอกว่า เก่งมาก เก่งกว่าองค์กรเอกชนอีก เร็วมาก ซึ่งเราก็เพิ่งมอบรางวัลโปรเจกต์ AI ไป และจากนี้จะนำไปต่อยอด ปรับการทำงาน ในทุกด้าน ทั้งธุรการ สืบสวน สอบสวน”
“คนของเรา ค่อนข้างมีคุณภาพ เป็นคนรุ่นใหม่ มีวิชั่น อินเทรนด์เทคโนโลยี ผมมองว่า ตำรวจต้องติดอาวุธด้วย AI ถ้าตกเทรนด์ก็ไม่ทันคนร้าย ไม่สามารถทำงานที่มีประสิทธิภาพได้ ดูแลประชาชนได้” จิรภพว่า
นอกเหนือจาก โดรน AI จิรภพ ได้จัดทำระบบบิ๊กดาต้า ซึ่งเปลี่ยนจากยุคเก่าเป็นใหม่ได้ชัดเจน นำเอาข้อมูลมารวมกัน เพื่อวิเคราะห์ภาพใหญ่ ใช้เป็นมันสมองเอไอ เชื่อมข้อมูลกล้องวงจรปิดต่างๆ ที่ จิรภพว่า “นับสืบที่มีความสามารถแล้ว จะพัฒนาต่อเนื่องไปได้อีก”
เห็นได้ชัดที่สุด กับการประชุมเอเปค ที่เขาได้นำเอา บิ๊กดาต้า มาเสริมการทำงานแบบเดิมของตำรวจ จนสำเร็จลุล่วง
“ตอนนั้นได้ข้อมูลว่า อาจจะมีการก่อความไม่สงบ วิธีการเดิม ผบ.ตร.ก็สั่งการว่า ให้ตั้งด่านทั่วประเทศ แต่สมมติว่ามีผู้ต้องสงสัย 1000 คน รถอีก 500 คัน ด่านที่ไหนจะจำได้ เราก็เสนอว่า ขอเอาบิ๊กดาต้ามาเสริม ตั้งด่านไป และเราก็ไปเชื่อมกล้องวงจรปิด เชื่อม Watch List มอนิเตอร์จุดต่างๆ นครบาลก็มี สต็อป วอล์ก แอนด์ ทอล์ก ไปคุยกับคนพื้นที่เสี่ยง ถ่ายรูปมา เชื่อมระบบ ทำให้เราเจอแบล็กลิสต์หลายร้อยคน จบประชุม โดยไม่มีเหตุการณ์”
นอกจากงานใหญ่ๆแล้ว ยังได้สนับสนุนการปฏิบัติการระบบเดิมๆ ของตำรวจ ด้วยการนำบิ๊กดาต้ามาช่วยตามหาคนตามหมายจับ ซึ่งปัจจุบัน สามารถตามหาได้ราว 1,000 คนต่อเดือน และจับได้ 400 คนต่อเดือน จากแต่เดิมกว่าจะตามสืบหาผู้ต้องหาตามหมายจับ ต้องใช้เวลา ทรัพยากรคน งบประมาณ จำนวนมาก แต่ระบบบิ๊กดาต้า ทำให้ตำรวจแทบไม่ต้องไปสืบ รอระบบแจ้งเตือนขึ้นมา ว่าคนร้ายโผล่ที่ไหนก็ไปจับ ทำงานร่วมกับตำรวจภูธรภาค ตำรวจท่องเที่ยว ถือว่าคุ้มค่ามาก
ไม่ใช่แค่กับระบบการทำงาน แต่ จิรภพ ยังมองไปถึงเรื่องสวัสดิการ ความเป็นอยู่ของชาวสอบสวนกลาง กลายมาเป็นโครงการหลายสิบโครงการ เช่นว่า การสร้างฟิตเนส และ สนามกีฬาต่างๆ หลายประเภท ให้เจ้าหน้าที่เลือกออกกำลังกายตามชอบ เพื่อให้มีสมรรถภาพพร้อมทำงานเพื่อประชาชน ไม่เสี่ยงขณะปฏิบัติงาน ที่แต่ละด้านเพื่อให้ตำรวจสอบสวนกลางมีความสุข มีกำลังใจออกไปทำงาน และ มีผลปฏิบัติที่น่าพอใจ สร้างความเชื่อใจให้ประชาชน
นอกจากจะเป็น นักบริหาร ที่เปลี่ยนโฉมองค์กรไปแล้วจิรภพ ยังเป็นนักสืบที่มากประสบการณ์ นอกจาก คดีแรก กับคดีลักพาตัวคนจีน คดีแรกหลังรับราชการตำรวจ ซึ่งเขาสืบจากหนังสือสถานทูตเพียงฉบับเดียว กระทั่ง สามารถช่วยตัวประกัน จับกุมผู้ต้องหาได้สำเร็จ กลายเป็นคดีระหว่างประเทศ คดีหนึ่งที่ติดอยู่ในใจเขามาก ก็คงเป็นคดี ฆาตกรรมอำพราง “เสี่ยชูวงษ์” นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน
พล.ต.ท.จิรภพ เล่าถึงคดีดังกล่าวไว้ว่า ครั้งแรกที่ได้รับคดีนี้มา ยังเป็นผู้กำกับ พี่สาวคุณชูวงษ์ ได้เข้ามาแจ้งความที่กอง 1 กองปราบ ฟังครั้งแรกเหมือนอุบัติเหตุรถชน ทุกคนไปงานศพเรียบร้อย ก่อนพี่สาวมาพบความผิดปกติว่า มีรายงานของโบรกเกอร์ว่า น้องชายโอนหุ้นไปให้กับผู้หญิง 2 คน ในรอบ 1 เดือน เกือบ 300 ล้านบาท แม้จะมีเสียงจากฝั่งตรงข้ามว่า เป็นเด็ก แรกเริ่มก็ไม่ปักใจเชื่อทั้ง 2 ฝ่าย ก็จะไปสืบสวน ก็พบข้อพิรุธขึ้นเรื่อยๆ
ทีมสืบสวนของกองปราบ ไล่สืบตั้งแต่ การคุยโทรศัพท์ของหญิง 2 รายที่รับเงินชูวงษ์ ที่ไม่เคยคุยกับชูวงษ์เลย อีกรายได้คุยเพียง 1 ครั้ง บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่น่าจะเป็นไปได้ยาก กลับกันกับพบว่า หญิง 2 ราย คุยกับ บรรยิน เป็นร้อยครั้งในรอบ 3 เดือน คดีจึงเริ่มมีมูลขึ้นมา
ก่อนจะพบอีกว่า เอกสารการโอนหุ้น มีการใช้หมึกพิเศษ ลบแล้วเขียนใหม่ จากข้อความเก่า ที่เขียนว่าจำนำหุ้น ซึ่งหุ้นจะยังคงเป็นชูวงษ์ กลับกลายเป็นโอนหุ้นให้บุคคลที่ 3 ซึ่งเชื่อได้ว่า ผู้หญิงทั้ง 2 คนไม่ใช่คนของชูวงษ์ แต่เป็นคนของบรรยิน เมื่อ 2 เรื่องประกอบกัน จึงมั่นใจได้ว่า “มีบางอย่างผิดปกติ”
ทีมสืบตอนนั้น จึงต้องไล่สืบจนเจอพยานหลักฐาน และพบว่า การโอนหุ้น หรือ รถชนต้นไม้เสียชีวิต เกิดขึ้นในเดือนเดียวกันทั้งหมด
พล.ต.ท.จิรภพ เล่าอีกว่า วันนั้นจึงได้ไปไล่ต่อ ทั้งความเร็ว ร่องรอย เวลาผ่านกล้องวงจรปิด ซึ่งได้ยืนยันในสำนวนว่า “ไม่เป็นไปตามให้การ”
หลังจากได้นำคดีดังกล่าว ส่งเข้าสู่ศาลแล้ว ไม่น่าเชื่อว่า คดีดังกล่าวจะสั่นสะเทือนวงการอีกครั้ง ภาค 2 ของคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อผู้พิพากษาที่ทำคดีนี้ถูกข่มขู่จนกลัว จึงให้พี่ชายนั่งรถมาส่งที่ศาล แต่วันหนึ่ง พี่ชายผู้พิพากษากลับถูกอุ้ม โทรขู่ว่า ต้องยกฟ้อง และ ต้องปลดอายัดหุ้นที่เอาไปคืนให้กับบรรยิน ทีมตำรวจจึงต้องเร่งช่วยพี่ชายผู้พิพากษา แม้ท้ายที่สุดจะ สายเกินไป เพราะเสียชีวิตตั้งแต่วันแรกที่ถูกพาตัวไปจากหน้าศาลก็ตาม
“เคสนี้ ผมมองว่าเป็นเคสที่ท้าทาย ผู้ต้องหามีความสามารถสูงในการชักจูง พูดให้เชื่อ ตอนทำคดีแรกๆ หลายคนยังอยู่ฝั่งผู้ต้องหา เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุรถชน เป็นเงินผู้ต้องหา แต่สุดท้ายแล้ว เราพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน วิทยาศาสตร์ จนจับได้ทั้ง 2 คดี สุดท้ายศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิตทั้ง 2 คดี ซึ่งถือเป็นคดีที่ยาก ซับซ้อน ต้องใช้ทักษะทีมงานสูงสุด เพื่อสู้กับอดีตตำรวจ นักการเมือง จนคดีประสบความสำเร็จ”
การเป็นนักสืบนี่เอง ที่เขาเห็นด้วยกับความคิดที่ว่า “สายสืบโตยาก” ที่ตำรวจหลายคนเคยพูดกัน
จิรภพ ให้เหตุผลเอาไว้ว่า “คนเป็นนักสืบ ขยันทำงาน แต่ไม่ค่อยเจริญก้าวหน้าเป็นส่วนใหญ่ ขนาดดาวรุ่งหลายๆคน ไม่ค่อยเจริญก้าวหน้าก็เยอะ มองว่าอาจจะเพราะนักสืบชอบทำงาน แต่วิ่งเต้นไม่เก่ง”
“พูดกันตรงๆ ระบบราชการไทยมันจะมีเรื่องวิ่งเต้นเยอะหน่อย แต่สำหรับสอบสวนกลาง ก็จะกันให้ กันการวิ่งเต้นจากที่อื่น วิ่งเต้นอาจจะมีได้ แต่ผมดูคนที่ถูกวิ่ง บุคคล ถ้าเขาผ่าน ทำงานได้ก็โอเค ถ้าไม่ผ่านผมก็ไม่ให้ เอาโควต้าให้คนทำงานที่นี่เรารู้กันเลยว่า ทำแล้วไม่ต้องวิ่ง ไม่ต้องมาตามผม ถ้าคุณทำงานเดี๋ยวจะไปหาข่าวมาเองว่าทำงาน เขาจะได้รับรางวัลตามนั้น นักสืบที่นี่เจริญก้าวหน้า แต่ที่อื่นไม่แน่ใจ (ยิ้ม)”
ทั้งยังว่า “เรื่องคนนี่สำคัญ การที่เราจะให้ความเป็นธรรมกับเขา มันทำให้เขาเห็น คน ฉลาด มีความสามารถในการปรับตัวสูง ถ้าเขาเห็นว่าไปวิ่งเต้นแล้วเจริญก้าวหน้า เขาจะไปวิ่งเต้น แต่ถ้าเขาเห็นว่าเขาทำงานแล้วเจริญก้าวหน้า เขาจะทำงาน ที่นี่เราสร้างธรรมเนียมว่า ถ้าคุณทำงาน ไม่ต้องวิ่งเต้น แล้วคุณจะเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน”
“ผมเป็นคนง่ายๆ ไม่เน้นสร้างเครดิตให้ตัวเอง ผมชอบสร้างเครดิตให้หน่วย สร้างแบรนด์ซีไอบี อย่างทำเพจให้หน่วย ก็สร้างทีมประชาสัมพันธ์ กองปราบ สอบสวนกลาง เราเน้นหน่วย ตอนนี้รวมกันทุกแพลตฟอร์ม 10 ล้านกว่า ได้รางวัลติ๊กต็อกก็มี เราทำ เพื่อสื่อสารประชาชนว่า ตำรวจทำงาน รวมทั้งเตือนภัยประชาชน”
และแน่นอนว่า การทำงานของเหล่าตำรวจสอบสวนกลาง ที่ ปะ ชะ ดะ ชนกับผู้มีอิทธิพลไม่น้อย ผู้บังคับบัญชา ก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องช่วยป้องให้ลูกน้อง
จิรภพ เล่าว่า จริงๆ เป็นคอนเซปต์ตั้งแต่เป็นผู้กำกับแล้วว่า ตำรวจเรา ต้องทำคดีตรงไปตรงมา ทำถูกให้เป็นถูก ทำผิดให้เป็นผิด มีคดีเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเราไปช่วยผู้ต้องหา หรือ ผู้เสียหาย เราไม่ควรไปช่วย เราต้องมองว่าอะไรถูกหรือผิด ถูกผิดอธิบายได้บนโต๊ะ คุณถูกเพราะอะไร ผิดเพราะอะไร เพราะฉะนั้น เมื่อมีผู้ใหญ่หรือมีผู้มีอิทธิพลมาขอ เราก็บอกว่า กติกาคือต้องตรงไปตรงมา ถ้าคุณมาบอก ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด เราช่วยทำ แต่ถ้าให้ทำผิดเป็นถูก เราไม่ทำ เป็นคอนเซปต์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เป็นผู้กำกับ
“เราทำตามนี้ ทุกคนก็เข้าใจ หลังๆไม่ค่อยมีคนโทรหาผม เพราะรู้ว่าขอไปก็ไม่ได้ แต่ถ้าโทรมาขอฟังว่าทำไมเป็นแบบนี้ เราอธิบายได้ ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว”
“เราทำให้ดู และบอกลูกน้องว่า ใครมีปัญหามาบอกผม เราก็ต้องรับให้เขา และก็ต้องทำให้เขาดู สมมติลูกน้องไปปะทะผู้มีอิทธิพล แล้วจะถูกย้าย เราก็ต้องป้องให้เขา สู้ให้เขา เพราะเราเป็นคนสั่ง ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เราสั่งไป” จิรภพ ว่า
เติบโตในกองปราบ ต่อเนื่อง สอบสวนกลาง วันนี้ ที่ต้องเลื่อนไปเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. นั้น จิรภพ ก็ว่า “จริงๆ ผูกพันกับที่นี่ อยู่ที่นี่ก็มีความสุข ให้อยู่จนเกษียณก็โอเค แต่ด้วยระเบียบ กฎหมาย ก็ถึงเวลาต้องขึ้นเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. จริงๆ อยู่ตรงไหนก็มีความสุข เป็นผู้ช่วยก็แล้วแต่ผบ.ตร.จะมอบหมาย ก็พยายามทำให้เต็มที่”
“จริงๆ หลังจากนี้เป็นอย่างไรก็ไม่ซีเรียสมาก เพราะว่าไปตามระบบ สายงาน ให้ไปทำอะไรก็ตามนั้น แล้วแต่ผบ.ตร.จะเห็นเหมาะสม สำหรับ ผบช.ก.ท่านต่อไป ก็เชื่อว่าท่านน่าจะทำได้ดี และดีกว่าผม หวังว่าจะรักษาสิ่งดีๆ และพัฒนาสิ่งดีๆ เชื่อว่าท่านทำได้” จิรภพ ทิ้งท้าย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘จิรภพ ภูริเดช’ นายพลสปอร์ตแมน สร้าง ‘เมืองกีฬาสอบสวนกลาง’ ปั้นตำรวจสตรองสู่งานคอมพลีต
- โปรไฟล์“พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช”มือปราบคดีดัง ลุยสืบ“สารวัตรซัว”ไม่หวั่นเพื่อนลูกอดีตผบ.ตร.
- รู้จัก ผบช.ก.ป้ายแดง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช หมดยุคมาเฟีย-สู่องค์กรดิจิตอล/โล่เงิน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดชีวิต ผู้ช่วย ผบ.ตร.ป้ายแดง จิรภพ ภูริเดช นักสืบมือดี กับ 4 ปี ภารกิจติดปีก CIB
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th