ผู้ว่าฯ ธปท.เตือนเศรษฐกิจไทยติดบ่วง โจทย์ GDP โตแต่ไม่ถึงประชาชน
ผู้ว่าฯแบงก์ชาติชำแหละเศรษฐกิจไทยท่ามกลางมรสุม เผยจุดอ่อนประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ส่งผลมุ่งนโยบายระยะสั้น-ขาดความต่อเนื่อง ชูธงผนึกสภาพัฒน์-3สถาบันเอกชน ร่วมกำหนด “หางเสือ” เศรษฐกิจไทย รองรับทุกรัฐบาล โจทย์เศรษฐกิจต้องเพิ่มรายได้ประชาชน ไม่ใช่เพิ่มตัวเลข GDP เตือนปีหน้าเสี่ยงเศรษฐกิจโตแค่ 1.7% ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ย้ำ “ทอง-คริปโต” ตัวส่งผ่านเศรษฐกิจนอกระบบ ยืนยันต้องหาวิธีการดูแลธุรกรรมอย่างใกล้ชิด
อายุรัฐบาลสั้น-จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.มา 5 ปี ผ่านนายกรัฐมนตรีมา 4 คน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 4 คน ทำให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายกระตุ้นระยะสั้นและไม่มีความต่อเนื่อง ถือเป็นจุดอ่อนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และด้วยหลาย ๆ ปัจจัยทำให้โตต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจุบันศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.8-2.9% แต่ก็โตได้ไม่ถึง ซึ่งมาจากหลายเรื่อง อาทิ ประชากรสูงวัย ประสิทธิภาพแรงงานต่ำ
สำหรับปีนี้ก็ประเมินว่าเศรษฐกิจโตที่ระดับ 2.3% แต่ปีหน้าจะมีความเสี่ยงเข้ามามากขึ้น ทั้งปัจจัยต่างประเทศที่คาดว่าจะมี “ช็อก” ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในไม่ช้า เนื่องจากมีความเปราะบางอยู่ในโลก และปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศทำให้คาดว่าเศรษฐกิจจะโตที่ 1.7% รวมถึงกรอบเวลาของรัฐบาลมีข้อจำกัดอยู่แค่ 4 เดือน แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีก ซึ่งอาจกระทบกับการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้าได้
“ดูไทม์ไลน์ของรัฐบาลจะแถลงนโยบายอยู่ 4 เดือน อีก 4 เดือนจะเลือกตั้ง ซึ่งเลือกตั้งก็ใช้เวลาอีก ทำให้มีความเสี่ยงเรื่องของเวลาที่จะไปกระทบเรื่องงบประมาณ ถ้างบประมาณเกิดช้าจะเหมือนที่เคยเจอในช่วงก่อน แล้วตัวเลขไตรมาส 4 จะหายไป เพราะงบฯลงทุนมันไม่ออก ก็หวังว่าทุกคนจะรู้ว่าสิ่งนี้คือความเสี่ยง เพื่อที่จะเตรียมพร้อมและจัดการกับมันได้”
การคลังเสี่ยงกระทบเครดิต
ดร.เศรษฐพุฒิฉายภาพว่า ขณะที่ความเสี่ยงในระยะปานกลางถึงระยะยาว คือภาคการคลังที่ไม่ได้แข็งแรงเหมือนก่อน ซึ่งขณะนี้ก็เห็นสัญญาณ Moddy’s ที่เตือนเรื่องเครดิตเรตติ้ง จากการที่ปรับลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็น Negative Outlook โจทย์สำคัญคือ ต้องดูแลระยะปานกลางของการคลังให้เห็นว่ามีเสถียรภาพ ต้องมีแผนลดการขาดดุล
“เข้าใจว่าบางช่วงหนี้ต่าง ๆ ต้องมีการเพิ่มขึ้น แต่ว่าเราใช้กระสุนทางการคลังไปเยอะตอนช่วงโควิด อันนี้ผมเข้าใจ แต่ตอนนี้เป็นช่วงที่ต้องค่อย ๆ ปรับให้เข้ามาสู่สมดุล พูดง่าย ๆ คือการขาดดุลการคลังก็ต้องเห็นว่ามันเริ่มจะลดลง ซึ่งมี 2 แนวทางคือ 1.เพิ่มรายได้ และ 2.ลดรายจ่าย แต่ปัญหาสถานการณ์ตอนนี้คือข้างรายได้ลดลง แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ก็เป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายและจัดการ”
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย สิ่งที่ทำกันมาตลอดคือเรื่องระยะสั้น ส่วนมากมาตรการที่ออกมาจะเป็นแนวกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งผลที่ได้คือ กระตุ้นได้ระยะหนึ่ง แต่ผลระยะยาวที่อยู่กันต่อไปก็คือ “หนี้” ขณะที่ไม่ได้มีการดำเนินนโยบายวางโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งก็ส่งผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง
“ตอนนี้เศรษฐกิจไทยโตอยู่ในอัตราเฉลี่ย 2%กว่า ๆ เท่านั้นเอง ซึ่งต่ำเกินไป วิธีแก้ไม่ใช่โดยการอัดเงินกระตุ้น แต่คงต้องปรับเรื่องโครงสร้าง ทำอย่างไรให้รายได้เพิ่มขึ้น”
ผนึกเอกชนกำหนด “หางเสือ”
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ธปท.ก็ได้มีความร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภาคเอกชน สมาคมธนาคารไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาพัฒน์ อะไรต่าง ๆ ร่วมกัน Set Agenda เรื่อง Reinvent Thailand กำหนด “หางเสือ” เศรษฐกิจประเทศไทย เพราะส่วนใหญ่รัฐบาลอายุสั้น แต่ถ้ามี Agenda ของประเทศชัด ก็ทำให้ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนเข้ามาก็เดินไปทางนี้
“ลักษณะภาครัฐ-เอกชนร่วมกันคิดร่วมกันทำ อยากเห็นทิศทางเศรษฐกิจแบบนี้ไปด้วยกัน ไม่ใช่แบบในอดีตที่เอกชนขอแบบนั้นแบบนี้ แต่นี่เป็นความตกลงร่วมมือ เอกชนขอได้ และต้องทำด้วย แต่ละภาคส่วนมาร่วมกันคิดและทำ เป็นการ Set Agenda กำหนดหางเสือทิศทางเศรษฐกิจประเทศ เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจประเทศ ว่าเอกชนจะทำแบบนี้ เพื่อจะให้เห็นอันนี้ โดยที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนและอำนวยความสะดวก (Facilitated) ไม่ใช่ตัวลีด”
ฝาก “ขุนคลัง” โจทย์ระยะยาว
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเรื่องหลัก ๆ โจทย์คือ ทำอย่างไรในระยะยาวให้โครงสร้างต่าง ๆ ดีขึ้น เพื่อจะปรับการเติบโตของประเทศให้ยั่งยืน และเพิ่มศักยภาพต่าง ๆ แต่ต้องทำในรูปแบบที่คำนึงถึงเสถียรภาพ ซึ่งก็คือเรื่องของการคลัง
อีกสิ่งที่ ธปท.ถูกวิพากษ์วิจารณ์บ่อยคือ คนมองว่า ธปท.จะพูดแต่เรื่องเสถียรภาพ แต่สิ่งที่คนอยากเห็นคือการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท.ก็อยากเห็นการเติบโต เพราะเห็นปัญหาหนี้ ซึ่งการจะแก้หนี้อย่างยั่งยืนมีวิธีเดียวคือ รายได้ประชาชนต้องโตด้วย
“แก้หนี้อย่างเดียวไม่พอ เพราะรายจ่ายครัวเรือนตอนนี้เยอะ โดย 2 ใน 3 ของครัวเรือนไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งความหมายคือ แม้ทำให้หนี้หายไป แต่ตราบใดที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้หนี้ก็คงกลับมา เพราะฉะนั้น ต้องเพิ่มรายได้ให้ได้ และโจทย์สำคัญคือการเติบโต ต้องไม่ใช่การเติบโตแค่ตัวเลข GDP แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างรายได้ให้ถึงประชาชนด้วย”
GDP เพิ่มแต่ไม่ถึงประชาชน
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ดังนั้น สิ่งสำคัญคือภาครัฐหรือเอกชนจะลงทุนอย่างไรให้รายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน คือทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย
ดังนั้น การเติบโตต้องไม่ใช่การดูตัวเลขจีดีพี แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน ตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียที่จีดีพีโต แต่ไม่ทั่วถึง ประชาชนรายได้ไม่เพิ่มขึ้น เพราะการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในอินโดนีเซียไม่ได้สร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน รวมถึงปัญหาคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ซึ่งตนคิดว่าตอนนี้โอกาสของคนรุ่นใหม่ค่อนข้างลำบาก เพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้เด็กจบใหม่ตกงานกันมาก
เช่นเดียวกัน ประเทศไทยตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สูงทำสถิติ โครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาจำนวนมาก อาจช่วยให้จีดีพีประเทศเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการจ้างงาน และไม่ได้ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมการลงทุนที่ดีต้องทำให้ประชาชนมีงานและมีรายได้เพิ่มขึ้น นี่เป็นอีกโจทย์สำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา
ดังนั้น ในการส่งเสริมการลงทุนไม่ควรไปเน้นตัวเลขการลงทุนที่เข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการลงทุนที่จะเพิ่มรายได้ให้คน ต้องเป็นลักษณะการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ในแง่การจ้างงาน รายได้ และประสิทธิภาพแรงงาน แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมี ไม่ค่อยได้จ้างงาน
การแก้ปัญหาก็คือ ต้องหาโอกาส หรือหาเซ็กเตอร์ที่โตได้ มีการจ้างงาน และมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ แต่จะให้หน่วยงานภาครัฐมานั่งจิ้มว่าเป็นเซ็กเตอร์อะไร บางทีก็ไม่รู้ แต่โจทย์คือต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ของใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ตามกลไกตลาด จะเป็นระยะยาว
“เพราะปัญหา คือประชาชนอยู่กับหนี้ มันเลยต้องทำคู่กัน ผมไม่ได้บอกว่ามันทำได้ในระยะสั้น แต่ที่ผ่านมาต้องบอกว่า เราเน้นระยะสั้น เราเน้นประคับประคอง แต่ของระยะยาวที่มันจะช่วยจริง ๆ มันไม่มาเสียที”
“ทอง-คริปโต” ตัวส่งผ่านเงินเทา
ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวด้วยว่า ในส่วนที่มีการพูดถึงข้อมูลในดุลการชำระเงินของประเทศ ในส่วนตัวเลข Net Errors and Omissions (NEO) ที่พูดกันประมาณ 5 แสนล้านบาท (1.5 หมื่นล้านดอลลาร์) และบอกว่ากระทบกับค่าเงินบาท ต้องอธิบายว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่ไหลเข้ามาเพิ่ม แต่เป็นตัวเลขอยู่ในดุลชำระเงิน เพียงแต่ไม่สามารถ “แยกแยะ” ได้ว่ามันฝังอยู่ในไหน เพราะตัวเลขส่งออกบริการจริง ๆ หรือการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเท่าไหร่เรายังไม่แม่น ไม่ได้วัดทุกบาทที่นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่าย ดังนั้น พูดง่าย ๆ ว่าประมาณการต่าง ๆ ตอนปรับตัวเลขพวกนี้จะคลาดเคลื่อนได้ก็อยู่ใน NEO
ดังนั้น ไม่ใช่ว่า 5 แสนล้านบาทเป็นเงินเทา อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าก็อาจมีบางส่วนที่เป็นธุรกรรมนอกระบบ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกรรมทองคำและคริปโต ที่ธุรกรรมซื้อขายยังอาจไม่มีการกำกับดูแลที่ดี
นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกรรมซื้อขายทองคำ ซึ่งก็มีผลกับค่าเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.ไม่อยากเห็น เพราะเป็นการซ้ำเติมความผันผวนของค่าเงิน
“สิ่งที่เราไม่ต้องการเห็นคือ การทำธุรกรรมเกี่ยวกับทอง และมากระทบกับค่าเงิน ถ้าดูตอนนี้ 0.7% และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน”
โดยยอมรับว่าการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำมีช่องโหว่ ที่ทำให้ความเป็นเทาง่ายขึ้นในระบบการเงินไทย เพราะร้านทองไม่ได้ยืนยันตัวตน (KYC) ที่รัดกุม และนอกจากทองแล้ว มองว่าคริปโตเคอร์เรนซีก็ต้องมีการดูแลจัดการ เพราะเป็นแหล่งของการที่จะฟอกเงินที่สะดวก ซึ่งการกำกับธุรกรรมเหล่านี้ ธปท.ยินดีที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะไม่อยากเห็นสิ่งที่เป็นสีเทา โดยที่ผ่านมาก็มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้ว่าฯ ธปท.เตือนเศรษฐกิจไทยติดบ่วง โจทย์ GDP โตแต่ไม่ถึงประชาชน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net