โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ผู้ว่าฯ ธปท.เตือนเศรษฐกิจไทยติดบ่วง โจทย์ GDP โตแต่ไม่ถึงประชาชน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ก.ย 2568 เวลา 02.16 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2568 เวลา 00.03 น.
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

ผู้ว่าฯแบงก์ชาติชำแหละเศรษฐกิจไทยท่ามกลางมรสุม เผยจุดอ่อนประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ส่งผลมุ่งนโยบายระยะสั้น-ขาดความต่อเนื่อง ชูธงผนึกสภาพัฒน์-3สถาบันเอกชน ร่วมกำหนด “หางเสือ” เศรษฐกิจไทย รองรับทุกรัฐบาล โจทย์เศรษฐกิจต้องเพิ่มรายได้ประชาชน ไม่ใช่เพิ่มตัวเลข GDP เตือนปีหน้าเสี่ยงเศรษฐกิจโตแค่ 1.7% ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ย้ำ “ทอง-คริปโต” ตัวส่งผ่านเศรษฐกิจนอกระบบ ยืนยันต้องหาวิธีการดูแลธุรกรรมอย่างใกล้ชิด

อายุรัฐบาลสั้น-จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.มา 5 ปี ผ่านนายกรัฐมนตรีมา 4 คน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 4 คน ทำให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายกระตุ้นระยะสั้นและไม่มีความต่อเนื่อง ถือเป็นจุดอ่อนของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และด้วยหลาย ๆ ปัจจัยทำให้โตต่ำกว่าศักยภาพ ปัจจุบันศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.8-2.9% แต่ก็โตได้ไม่ถึง ซึ่งมาจากหลายเรื่อง อาทิ ประชากรสูงวัย ประสิทธิภาพแรงงานต่ำ

สำหรับปีนี้ก็ประเมินว่าเศรษฐกิจโตที่ระดับ 2.3% แต่ปีหน้าจะมีความเสี่ยงเข้ามามากขึ้น ทั้งปัจจัยต่างประเทศที่คาดว่าจะมี “ช็อก” ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในไม่ช้า เนื่องจากมีความเปราะบางอยู่ในโลก และปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศทำให้คาดว่าเศรษฐกิจจะโตที่ 1.7% รวมถึงกรอบเวลาของรัฐบาลมีข้อจำกัดอยู่แค่ 4 เดือน แล้วมีการเลือกตั้งใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีก ซึ่งอาจกระทบกับการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้าได้

“ดูไทม์ไลน์ของรัฐบาลจะแถลงนโยบายอยู่ 4 เดือน อีก 4 เดือนจะเลือกตั้ง ซึ่งเลือกตั้งก็ใช้เวลาอีก ทำให้มีความเสี่ยงเรื่องของเวลาที่จะไปกระทบเรื่องงบประมาณ ถ้างบประมาณเกิดช้าจะเหมือนที่เคยเจอในช่วงก่อน แล้วตัวเลขไตรมาส 4 จะหายไป เพราะงบฯลงทุนมันไม่ออก ก็หวังว่าทุกคนจะรู้ว่าสิ่งนี้คือความเสี่ยง เพื่อที่จะเตรียมพร้อมและจัดการกับมันได้”

การคลังเสี่ยงกระทบเครดิต

ดร.เศรษฐพุฒิฉายภาพว่า ขณะที่ความเสี่ยงในระยะปานกลางถึงระยะยาว คือภาคการคลังที่ไม่ได้แข็งแรงเหมือนก่อน ซึ่งขณะนี้ก็เห็นสัญญาณ Moddy’s ที่เตือนเรื่องเครดิตเรตติ้ง จากการที่ปรับลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็น Negative Outlook โจทย์สำคัญคือ ต้องดูแลระยะปานกลางของการคลังให้เห็นว่ามีเสถียรภาพ ต้องมีแผนลดการขาดดุล

“เข้าใจว่าบางช่วงหนี้ต่าง ๆ ต้องมีการเพิ่มขึ้น แต่ว่าเราใช้กระสุนทางการคลังไปเยอะตอนช่วงโควิด อันนี้ผมเข้าใจ แต่ตอนนี้เป็นช่วงที่ต้องค่อย ๆ ปรับให้เข้ามาสู่สมดุล พูดง่าย ๆ คือการขาดดุลการคลังก็ต้องเห็นว่ามันเริ่มจะลดลง ซึ่งมี 2 แนวทางคือ 1.เพิ่มรายได้ และ 2.ลดรายจ่าย แต่ปัญหาสถานการณ์ตอนนี้คือข้างรายได้ลดลง แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ก็เป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายและจัดการ”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย สิ่งที่ทำกันมาตลอดคือเรื่องระยะสั้น ส่วนมากมาตรการที่ออกมาจะเป็นแนวกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งผลที่ได้คือ กระตุ้นได้ระยะหนึ่ง แต่ผลระยะยาวที่อยู่กันต่อไปก็คือ “หนี้” ขณะที่ไม่ได้มีการดำเนินนโยบายวางโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งก็ส่งผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง

“ตอนนี้เศรษฐกิจไทยโตอยู่ในอัตราเฉลี่ย 2%กว่า ๆ เท่านั้นเอง ซึ่งต่ำเกินไป วิธีแก้ไม่ใช่โดยการอัดเงินกระตุ้น แต่คงต้องปรับเรื่องโครงสร้าง ทำอย่างไรให้รายได้เพิ่มขึ้น”

ผนึกเอกชนกำหนด “หางเสือ”

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ธปท.ก็ได้มีความร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภาคเอกชน สมาคมธนาคารไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาพัฒน์ อะไรต่าง ๆ ร่วมกัน Set Agenda เรื่อง Reinvent Thailand กำหนด “หางเสือ” เศรษฐกิจประเทศไทย เพราะส่วนใหญ่รัฐบาลอายุสั้น แต่ถ้ามี Agenda ของประเทศชัด ก็ทำให้ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนเข้ามาก็เดินไปทางนี้

“ลักษณะภาครัฐ-เอกชนร่วมกันคิดร่วมกันทำ อยากเห็นทิศทางเศรษฐกิจแบบนี้ไปด้วยกัน ไม่ใช่แบบในอดีตที่เอกชนขอแบบนั้นแบบนี้ แต่นี่เป็นความตกลงร่วมมือ เอกชนขอได้ และต้องทำด้วย แต่ละภาคส่วนมาร่วมกันคิดและทำ เป็นการ Set Agenda กำหนดหางเสือทิศทางเศรษฐกิจประเทศ เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนทิศทางเศรษฐกิจประเทศ ว่าเอกชนจะทำแบบนี้ เพื่อจะให้เห็นอันนี้ โดยที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนและอำนวยความสะดวก (Facilitated) ไม่ใช่ตัวลีด”

ฝาก “ขุนคลัง” โจทย์ระยะยาว

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเรื่องหลัก ๆ โจทย์คือ ทำอย่างไรในระยะยาวให้โครงสร้างต่าง ๆ ดีขึ้น เพื่อจะปรับการเติบโตของประเทศให้ยั่งยืน และเพิ่มศักยภาพต่าง ๆ แต่ต้องทำในรูปแบบที่คำนึงถึงเสถียรภาพ ซึ่งก็คือเรื่องของการคลัง

อีกสิ่งที่ ธปท.ถูกวิพากษ์วิจารณ์บ่อยคือ คนมองว่า ธปท.จะพูดแต่เรื่องเสถียรภาพ แต่สิ่งที่คนอยากเห็นคือการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท.ก็อยากเห็นการเติบโต เพราะเห็นปัญหาหนี้ ซึ่งการจะแก้หนี้อย่างยั่งยืนมีวิธีเดียวคือ รายได้ประชาชนต้องโตด้วย

“แก้หนี้อย่างเดียวไม่พอ เพราะรายจ่ายครัวเรือนตอนนี้เยอะ โดย 2 ใน 3 ของครัวเรือนไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งความหมายคือ แม้ทำให้หนี้หายไป แต่ตราบใดที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้หนี้ก็คงกลับมา เพราะฉะนั้น ต้องเพิ่มรายได้ให้ได้ และโจทย์สำคัญคือการเติบโต ต้องไม่ใช่การเติบโตแค่ตัวเลข GDP แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างรายได้ให้ถึงประชาชนด้วย”

GDP เพิ่มแต่ไม่ถึงประชาชน

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ดังนั้น สิ่งสำคัญคือภาครัฐหรือเอกชนจะลงทุนอย่างไรให้รายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน คือทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย

ดังนั้น การเติบโตต้องไม่ใช่การดูตัวเลขจีดีพี แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน ตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียที่จีดีพีโต แต่ไม่ทั่วถึง ประชาชนรายได้ไม่เพิ่มขึ้น เพราะการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในอินโดนีเซียไม่ได้สร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน รวมถึงปัญหาคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ซึ่งตนคิดว่าตอนนี้โอกาสของคนรุ่นใหม่ค่อนข้างลำบาก เพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้เด็กจบใหม่ตกงานกันมาก

เช่นเดียวกัน ประเทศไทยตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สูงทำสถิติ โครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาจำนวนมาก อาจช่วยให้จีดีพีประเทศเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้เกิดการจ้างงาน และไม่ได้ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น การส่งเสริมการลงทุนที่ดีต้องทำให้ประชาชนมีงานและมีรายได้เพิ่มขึ้น นี่เป็นอีกโจทย์สำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา

ดังนั้น ในการส่งเสริมการลงทุนไม่ควรไปเน้นตัวเลขการลงทุนที่เข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการลงทุนที่จะเพิ่มรายได้ให้คน ต้องเป็นลักษณะการลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ในแง่การจ้างงาน รายได้ และประสิทธิภาพแรงงาน แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมี ไม่ค่อยได้จ้างงาน

การแก้ปัญหาก็คือ ต้องหาโอกาส หรือหาเซ็กเตอร์ที่โตได้ มีการจ้างงาน และมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ แต่จะให้หน่วยงานภาครัฐมานั่งจิ้มว่าเป็นเซ็กเตอร์อะไร บางทีก็ไม่รู้ แต่โจทย์คือต้องสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ของใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ตามกลไกตลาด จะเป็นระยะยาว

“เพราะปัญหา คือประชาชนอยู่กับหนี้ มันเลยต้องทำคู่กัน ผมไม่ได้บอกว่ามันทำได้ในระยะสั้น แต่ที่ผ่านมาต้องบอกว่า เราเน้นระยะสั้น เราเน้นประคับประคอง แต่ของระยะยาวที่มันจะช่วยจริง ๆ มันไม่มาเสียที”

“ทอง-คริปโต” ตัวส่งผ่านเงินเทา

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวด้วยว่า ในส่วนที่มีการพูดถึงข้อมูลในดุลการชำระเงินของประเทศ ในส่วนตัวเลข Net Errors and Omissions (NEO) ที่พูดกันประมาณ 5 แสนล้านบาท (1.5 หมื่นล้านดอลลาร์) และบอกว่ากระทบกับค่าเงินบาท ต้องอธิบายว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่ไหลเข้ามาเพิ่ม แต่เป็นตัวเลขอยู่ในดุลชำระเงิน เพียงแต่ไม่สามารถ “แยกแยะ” ได้ว่ามันฝังอยู่ในไหน เพราะตัวเลขส่งออกบริการจริง ๆ หรือการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเท่าไหร่เรายังไม่แม่น ไม่ได้วัดทุกบาทที่นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่าย ดังนั้น พูดง่าย ๆ ว่าประมาณการต่าง ๆ ตอนปรับตัวเลขพวกนี้จะคลาดเคลื่อนได้ก็อยู่ใน NEO

ดังนั้น ไม่ใช่ว่า 5 แสนล้านบาทเป็นเงินเทา อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าก็อาจมีบางส่วนที่เป็นธุรกรรมนอกระบบ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกรรมทองคำและคริปโต ที่ธุรกรรมซื้อขายยังอาจไม่มีการกำกับดูแลที่ดี

นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกรรมซื้อขายทองคำ ซึ่งก็มีผลกับค่าเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.ไม่อยากเห็น เพราะเป็นการซ้ำเติมความผันผวนของค่าเงิน

“สิ่งที่เราไม่ต้องการเห็นคือ การทำธุรกรรมเกี่ยวกับทอง และมากระทบกับค่าเงิน ถ้าดูตอนนี้ 0.7% และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน”

โดยยอมรับว่าการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำมีช่องโหว่ ที่ทำให้ความเป็นเทาง่ายขึ้นในระบบการเงินไทย เพราะร้านทองไม่ได้ยืนยันตัวตน (KYC) ที่รัดกุม และนอกจากทองแล้ว มองว่าคริปโตเคอร์เรนซีก็ต้องมีการดูแลจัดการ เพราะเป็นแหล่งของการที่จะฟอกเงินที่สะดวก ซึ่งการกำกับธุรกรรมเหล่านี้ ธปท.ยินดีที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะไม่อยากเห็นสิ่งที่เป็นสีเทา โดยที่ผ่านมาก็มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผู้ว่าฯ ธปท.เตือนเศรษฐกิจไทยติดบ่วง โจทย์ GDP โตแต่ไม่ถึงประชาชน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...