รู้จัก “ซาเอะ ทาคาอิชิ” ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น กับแนวทางอะเบะโนมิกส์ 2.0
รู้จัก "ซาเอะ ทาคาอิชิ" ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น กับแนวทางอะเบะโนมิกส์ 2.0 ที่หวังมุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยต่ำ และค่าเงินเยนอ่อน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง
วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 12.04 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า “ฉันจะทำงาน ทำงาน และทำงาน เพื่อเปลี่ยนความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับชีวิตประจำวันและอนาคตให้กลายเป็นความหวัง” คือคำประกาศของ ซาเอะ ทาคาอิชิ (Sanae Takaichi) หลังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) พรรคการเมืองหลักของญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้เธอเตรียมก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ
ชัยชนะของทาคาอิชิเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และ ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันการขึ้นสู่อำนาจของเธอก็เป็นบททดสอบสำคัญว่า ญี่ปุ่นจะยังคงยึดแนวทาง “อะเบะโนมิกส์ (Abenomics)” ที่วางรากฐานโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ หรือไม่
จากวิกฤตการเมือง สู่การก้าวขึ้นของผู้นำหญิงสายอนุรักษนิยม
การเลือกตั้งผู้นำพรรค LDP ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากชิเกรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรี ประกาศลาออก ภายหลังพรรคสูญเสียงข้างมากในสภาทั้งสองสมัยติดต่อกัน ปี 2567–2568 ทำให้รัฐบาลต้องบริหารในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย
การขึ้นของทาคาอิชิจึงไม่เพียงหมายถึงการเปลี่ยนผู้นำ หากแต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของเสถียรภาพทางการเมืองญี่ปุ่น เนื่องจากเมื่อสภาไดเอ็ทจะเปิดประชุมในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ฝ่ายค้านยังมีสิทธิ์ไม่รับรองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แม้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าความเสี่ยงดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ
รายงานจากบริษัทวิจัย BMI Research ระบุว่า ภารกิจแรกของทาคาอิชิคือการสร้างเสียงข้างมากที่ทำงานได้จริง โดยอาจต้องจับมือกับพรรคฝ่ายค้านอย่างน้อยหนึ่งพรรค ซึ่งแม้จะเพิ่มโอกาสบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น แต่ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียความนิยมในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่พอใจพรรค LDP เดิม
Abenomics 2.0 เศรษฐกิจแรงดันสูง หรือเงินเฟ้อรอบใหม่?
ทาคาอิชิถือเป็นผู้สืบทอดแนวคิดอะเบะโนมิกส์อย่างชัดเจน ซึ่งเน้นการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ultra-loose monetary policy) ร่วมกับการใช้จ่ายภาครัฐและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเคยออกมาวิจารณ์ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่ผู้ว่าการ BOJ คาซุโอะ อูเอดะ ยืนยันว่าธนาคารจะกำหนดนโยบาย โดยไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ซึ่ง BOJ ยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 และคงอัตราดอกเบี้ยล่าสุดไว้ที่ 0.5%
วิลเลียม เพเซ็ก (William Pesek) นักวิเคราะห์ ผู้เขียนหนังสือ Japanization: What the World Can Learn from Japan’s Lost Decades เตือนว่า “ถ้าเดินหน้าต่อกับอะเบะโนมิกส์แบบเดิม ก็ยากที่จะลดเงินเฟ้อได้ เพราะนั่นหมายถึงเยนที่อ่อนลงอีก การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น และอาจทำให้เงินเฟ้อร้อนแรงกว่าเดิม” พร้อมเสริมอีกว่าเหตุผลที่พรรค LDP เลือกทาคาอิชิ ก็เพราะเป็นคนที่สามารถรับมือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดีที่สุด ในช่วงที่ความสัมพันธ์สหรัฐ–ญี่ปุ่นอยู่ในภาวะละเอียดอ่อนทางการค้าและความมั่นคง
ทาคาอิชิเองเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ Fuji TV ว่าอาจจำเป็นต้องทบทวนข้อตกลงการค้าสหรัฐ–ญี่ปุ่นใหม่ โดยอ้างอิงถึงคำมั่นลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ของญี่ปุ่นในสหรัฐ
ตลาดหุ้นรับข่าวบวก แต่ไม่ไร้ความเสี่ยง
ธนาคาร Citi คาดว่าดัชนี Nikkei 225 อาจปรับขึ้นแตะ 47,000 จุดในระยะสั้น หลังทาคาอิชิได้รับเลือกเป็นผู้นำ เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและค่าเงินเยนอ่อนจะหนุนหุ้นกลุ่มส่งออก แต่เตือนว่าหุ้นญี่ปุ่นไม่ได้ถูกแล้ว เพราะค่า P/E ระยะ 12 เดือนของดัชนี Topix ใกล้ระดับสูงสุดทางประวัติศาสตร์ที่ 16 เท่า
นักวิเคราะห์คาดว่าหุ้นกลุ่มผู้บริโภค, อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, และ หุ้นส่งออกจะได้อานิสงส์ ส่วนกลุ่มการเงินและอสังหาริมทรัพย์อาจเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยต่ำระยะยาว
การต่างประเทศและชาตินิยม สมดุลใหม่ในยุคทาคาอิชิ
นอกเหนือจากเศรษฐกิจ ทาคาอิชิยังเป็นนักการเมืองสายชาตินิยมเข้มข้นที่สนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ซึ่งห้ามญี่ปุ่นทำสงคราม รวมถึงยืนหยัดจุดยืนแข็งกร้าวต่อจีน และแสดงท่าทีเป็นมิตรกับไต้หวัน อย่างเปิดเผย
Lai Ching-te ประธานาธิบดีไต้หวัน โพสต์ข้อความบน X เรียกทาคาอิชิว่า“มิตรแท้ของไต้หวัน” และแสดงความหวังว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ไต้หวัน–ญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามการเคยเดินทางไปเคารพที่ศาลเจ้ายาสุคุนิ (Yasukuni Shrine) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงทางทหารในอดีตของญี่ปุ่น ทำให้เธอถูกวิจารณ์จากจีนและเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ เคอิ โอกามูระ (Kei Okamura) จากบริษัทจัดการลงทุน Neuberger Berman ระบุว่า “ทาคาอิชิจะต้องระมัดระวังอย่างมากในการแสดงจุดยืนด้านการทูต โดยเฉพาะต่อจีนและเกาหลีใต้ แต่เธอก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสามประเทศ รวมถึงสหรัฐ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะทั้งหมดล้วนเป็นตลาดส่งออกหลักของญี่ปุ่น”
ทั้งนี้การมาถึงของซาเอะ ทาคาอิชิ ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่น แต่คือ บทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าญี่ปุ่นจะเดินหน้าต่อด้วยแนวทางเศรษฐกิจแบบเดิมของอะเบะโนมิกส์ หรือกล้าที่จะปรับโครงสร้างใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไป
ในระยะสั้น เธออาจได้แรงหนุนจากตลาดและภาคอุตสาหกรรม แต่ในระยะยาว การบริหารความสมดุลระหว่าง การเติบโตทางเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อ-เสถียรภาพการคลัง-และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะเป็นบททดสอบใหญ่ของรัฐบาลทาคาอิชิยุคใหม่
อ้างอิง : www.cnbc.com