โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้จัก “ซาเอะ ทาคาอิชิ” ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น กับแนวทางอะเบะโนมิกส์ 2.0

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ต.ค. 2568 เวลา 13.47 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2568 เวลา 06.47 น.

รู้จัก "ซาเอะ ทาคาอิชิ" ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น กับแนวทางอะเบะโนมิกส์ 2.0 ที่หวังมุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยต่ำ และค่าเงินเยนอ่อน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 12.04 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า “ฉันจะทำงาน ทำงาน และทำงาน เพื่อเปลี่ยนความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับชีวิตประจำวันและอนาคตให้กลายเป็นความหวัง” คือคำประกาศของ ซาเอะ ทาคาอิชิ (Sanae Takaichi) หลังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) พรรคการเมืองหลักของญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้เธอเตรียมก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ

ชัยชนะของทาคาอิชิเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และ ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันการขึ้นสู่อำนาจของเธอก็เป็นบททดสอบสำคัญว่า ญี่ปุ่นจะยังคงยึดแนวทาง “อะเบะโนมิกส์ (Abenomics)” ที่วางรากฐานโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ หรือไม่

จากวิกฤตการเมือง สู่การก้าวขึ้นของผู้นำหญิงสายอนุรักษนิยม

การเลือกตั้งผู้นำพรรค LDP ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากชิเกรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรี ประกาศลาออก ภายหลังพรรคสูญเสียงข้างมากในสภาทั้งสองสมัยติดต่อกัน ปี 2567–2568 ทำให้รัฐบาลต้องบริหารในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การขึ้นของทาคาอิชิจึงไม่เพียงหมายถึงการเปลี่ยนผู้นำ หากแต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของเสถียรภาพทางการเมืองญี่ปุ่น เนื่องจากเมื่อสภาไดเอ็ทจะเปิดประชุมในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ฝ่ายค้านยังมีสิทธิ์ไม่รับรองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แม้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าความเสี่ยงดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ

รายงานจากบริษัทวิจัย BMI Research ระบุว่า ภารกิจแรกของทาคาอิชิคือการสร้างเสียงข้างมากที่ทำงานได้จริง โดยอาจต้องจับมือกับพรรคฝ่ายค้านอย่างน้อยหนึ่งพรรค ซึ่งแม้จะเพิ่มโอกาสบริหารประเทศได้อย่างราบรื่น แต่ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียความนิยมในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่พอใจพรรค LDP เดิม

Abenomics 2.0 เศรษฐกิจแรงดันสูง หรือเงินเฟ้อรอบใหม่?

ทาคาอิชิถือเป็นผู้สืบทอดแนวคิดอะเบะโนมิกส์อย่างชัดเจน ซึ่งเน้นการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ultra-loose monetary policy) ร่วมกับการใช้จ่ายภาครัฐและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเคยออกมาวิจารณ์ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะที่ผู้ว่าการ BOJ คาซุโอะ อูเอดะ ยืนยันว่าธนาคารจะกำหนดนโยบาย โดยไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ซึ่ง BOJ ยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 และคงอัตราดอกเบี้ยล่าสุดไว้ที่ 0.5%

วิลเลียม เพเซ็ก (William Pesek) นักวิเคราะห์ ผู้เขียนหนังสือ Japanization: What the World Can Learn from Japan’s Lost Decades เตือนว่า “ถ้าเดินหน้าต่อกับอะเบะโนมิกส์แบบเดิม ก็ยากที่จะลดเงินเฟ้อได้ เพราะนั่นหมายถึงเยนที่อ่อนลงอีก การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น และอาจทำให้เงินเฟ้อร้อนแรงกว่าเดิม” พร้อมเสริมอีกว่าเหตุผลที่พรรค LDP เลือกทาคาอิชิ ก็เพราะเป็นคนที่สามารถรับมือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดีที่สุด ในช่วงที่ความสัมพันธ์สหรัฐ–ญี่ปุ่นอยู่ในภาวะละเอียดอ่อนทางการค้าและความมั่นคง

ทาคาอิชิเองเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ Fuji TV ว่าอาจจำเป็นต้องทบทวนข้อตกลงการค้าสหรัฐ–ญี่ปุ่นใหม่ โดยอ้างอิงถึงคำมั่นลงทุนมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ของญี่ปุ่นในสหรัฐ

ตลาดหุ้นรับข่าวบวก แต่ไม่ไร้ความเสี่ยง

ธนาคาร Citi คาดว่าดัชนี Nikkei 225 อาจปรับขึ้นแตะ 47,000 จุดในระยะสั้น หลังทาคาอิชิได้รับเลือกเป็นผู้นำ เนื่องจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและค่าเงินเยนอ่อนจะหนุนหุ้นกลุ่มส่งออก แต่เตือนว่าหุ้นญี่ปุ่นไม่ได้ถูกแล้ว เพราะค่า P/E ระยะ 12 เดือนของดัชนี Topix ใกล้ระดับสูงสุดทางประวัติศาสตร์ที่ 16 เท่า

นักวิเคราะห์คาดว่าหุ้นกลุ่มผู้บริโภค, อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, และ หุ้นส่งออกจะได้อานิสงส์ ส่วนกลุ่มการเงินและอสังหาริมทรัพย์อาจเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยต่ำระยะยาว

การต่างประเทศและชาตินิยม สมดุลใหม่ในยุคทาคาอิชิ

นอกเหนือจากเศรษฐกิจ ทาคาอิชิยังเป็นนักการเมืองสายชาตินิยมเข้มข้นที่สนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ซึ่งห้ามญี่ปุ่นทำสงคราม รวมถึงยืนหยัดจุดยืนแข็งกร้าวต่อจีน และแสดงท่าทีเป็นมิตรกับไต้หวัน อย่างเปิดเผย

Lai Ching-te ประธานาธิบดีไต้หวัน โพสต์ข้อความบน X เรียกทาคาอิชิว่า“มิตรแท้ของไต้หวัน” และแสดงความหวังว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ไต้หวัน–ญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามการเคยเดินทางไปเคารพที่ศาลเจ้ายาสุคุนิ (Yasukuni Shrine) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงทางทหารในอดีตของญี่ปุ่น ทำให้เธอถูกวิจารณ์จากจีนและเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ เคอิ โอกามูระ (Kei Okamura) จากบริษัทจัดการลงทุน Neuberger Berman ระบุว่า “ทาคาอิชิจะต้องระมัดระวังอย่างมากในการแสดงจุดยืนด้านการทูต โดยเฉพาะต่อจีนและเกาหลีใต้ แต่เธอก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสามประเทศ รวมถึงสหรัฐ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะทั้งหมดล้วนเป็นตลาดส่งออกหลักของญี่ปุ่น”

ทั้งนี้การมาถึงของซาเอะ ทาคาอิชิ ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของผู้นำหญิงคนแรกของญี่ปุ่น แต่คือ บทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าญี่ปุ่นจะเดินหน้าต่อด้วยแนวทางเศรษฐกิจแบบเดิมของอะเบะโนมิกส์ หรือกล้าที่จะปรับโครงสร้างใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไป

ในระยะสั้น เธออาจได้แรงหนุนจากตลาดและภาคอุตสาหกรรม แต่ในระยะยาว การบริหารความสมดุลระหว่าง การเติบโตทางเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อ-เสถียรภาพการคลัง-และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะเป็นบททดสอบใหญ่ของรัฐบาลทาคาอิชิยุคใหม่

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...