โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“นรสิงห์” ร้อนกว่าเพลิง ไม่แน่จริงอย่าตั้งในบ้าน !

Ticy City

เผยแพร่ 06 ต.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

ตึกไทยคู่ฟ้านี้ ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ Nai Mu กรูรูสายมูแห่ง God’s City ผู้มีเรื่องเล่ามากมายจากเว็บต์ไซต์และเพจ Ticy City มาชวนสายมูและไม่มูทั้งหลายไปเกาะกระแสนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อไปทำความรู้จักสิ่งศักดิ์ที่เชื่อกันว่า “นรสิงห์” ที่ร้อนกว่าเพลิง ไม่แน่จริงอย่าตั้งในบ้าน !

นรสิงห์ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล “นรสิงห์” มนุษย์ครึ่งสิงห์ ปราบ “หิรัณยกษิปุ”

ทั้งนี้ภาพที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อุ้มอัญเชิญ “องค์นรสิงห์” สัญลักษณ์แห่งทำเนียบจากตึกแสงอาทิตย์ กลับวางไว้ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า เหมือนยุคของลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทำเนียบในปัจจุบันก็คือ บ้านนรสิงห์ อันเป็นสมบัติของตระกูลพึ่งบุญ ณ อยุธยา โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นเพื่อพระราชทานแก่พระยาประสิทธิ์ศุภการ หรือหม่อมหลวงเฟื้อง พึ่งบุญ ณ อยุธยา ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดเป็น “เจ้าพระยารามราฆพ” ข้าราชสำนักคนสนิทของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 โดยท่านเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกรมมหรสพ ในปี พ.ศ. 2456 หรือปัจจุบันคือสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และหน่วยงานนี้มี “นรสิงห์” เป็นตราประจำกรม แต่บ้านนรสิงห์จะเคยมี “นรสิงห์” หรือไม่ ไม่มีประวัติยืนยัน ที่แน่ๆ นรสิงห์องค์นี้ สร้างในสมัยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี !

สำหรับตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เดิมชื่อ ตึกไกรสร ที่แปลว่า สิงห์, สิงโต อันเป็นนามของหม่อมไกรสร (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงรักษ์รณเรศ) ต้นตระกูล พึ่งบุญ บ้านนรสิงห์นี้ออกแบบโดยมาริโอ ตามานโญ

จึงเป็นโอกาสที่ Nai Mu จะนำเสนอเรื่องราวของ “นรสิงห์” หรือ “พระนาราซิมฮา” อวตารปางที่ 4 ของพระวิษณุเทพ มาเพื่อปราบหิรัณยกษิปุ โดยอวตารปางนี้ เจ้าอารมณ์ โหด เหี้ยม แม้สังหารกษัตริย์รากษสตนนี้แล้วก็ไม่คลายความโกรธ อารมณ์ร้อนเหลือประมาณ จึงไม่นิยมนำมาตั้งในบ้านเรือน แต่ถ้าจะตั้งในบ้านต้องมี “ตัวช่วย” ปรับเปลี่ยนความดุร้าย ร้อนแรง เป็นปาง “นรสิงห์-ลักษมี” เพื่อทำให้อารมณ์เย็นลง และท่าโยคะชื่อ Simhasana หรือท่าสิงโต เป็นหนึ่งในการการผ่อนคลายอารมณ์

“นรสิงห์” มนุษย์ครึ่งสิงห์ ปราบ “หิรัณยกษิปุ”“นรสิงห์” มนุษย์ครึ่งสิงห์ ปราบ “หิรัณยกษิปุ”

ธรรมชาติของสิงโตคือ การแสดงอำนาจ แข็งแกร่ง เป็นนักล่า !

ความเดิม เริ่มจากเรื่องราวอันไกลโพ้น … กุมารทั้ง 4 ได้แก่ สนก, สนนฺทน, สนาตน,สนัตกุมาร อันเกิดจากความคิดของพระพรหม เดินทางไปเฝ้าพระวิษณุที่วิมานไวกูณฑ์ “จายา (ชัย) และวิชัย” นายทวารบาลบอกว่า พระหริวิษณุพักผ่อนอยู่ ไม่อนุญาตให้ใครเข้าเฝ้า แต่กุมารทั้ง 4 ได้แจ้งกลับไปว่า พระวิษณุย่อมให้พวกเราเข้าเฝ้าได้ทุกเวลา ถกเถียงกันสักพัก กุมารจึงกล่าวสาปให้นายทวารบาลทั้งสองต้องมีเหตุไปเกิดและมีชีวิตอย่างคนทั่วไปในโลกมนุษย์

ต่อเมื่อนายทวารบาลทั้ง 2 เข้าเฝ้าพระวิษณุพร้อมแจ้งให้ทราบถึงคำสาป แต่พระวิษณุท่านบอกว่า แก้คำสาปนั้นไม่ได้ จะมีแค่ 2 ทางให้เลือก คือ ต้องเป็นผู้ภักดีรับใช้ในพระวิษณุ ผู้เป็นเจ้าถึง 7 ชาติ หรือ เป็นศัตรูกับพระองค์ 3 ชาติ ! แล้วจึงได้กลับวิมานไวกูณฐ์

ชัยและวิชัย เห็นว่า 7 ชาติจะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเกินไป จึงเลือกเป็นศัตรูกับพระองค์ถึง 3 ชาติ

ชาติแรก เป็นอสูรพี่น้องชื่อ หิรัณยกษิปุ และ หิรัณยากษะ

ชาติที่สอง เป็นยักษ์ 2 พี่น้อง คือ ราวณะ (ทศกัณฐ์) และ กุมภกรรณะ (กุมภกรรณ)ใน “รามาวตาร”

ชาติที่สาม “ชัย” นายทวารบาลวิมานไวกูณฐ์ เกิดเป็น “ศิศุปาล” มี 3 ตา 4 แขนตั้งแต่เด็ก จนพระกฤษณะมาอุ้มเด็กคนนี้ไว้บนตัก ส่วนเกินนั้นก็หายไปตั้งแต่นั้น เมื่อโตขึ้น ทำบาปจนครั้งที่ 101 ด้วยการดูหมิ่นพระกฤษณะ จึงถูกจักรสุทรรศน์ตัดร่างถึงแก่ความตาย กลับวิมานรับใช้พระวิษณุดังเดิม!

ตรานรสิงห์ ตราประจำกรมมหรสพ

ในยุคกฤตยุค พระวิษณุทรงอวตาร 4 ครั้ง เป็นปลา , เต่า, หมูป่า (วราหาวตาร) เพื่อสังหาร“หิรัณยากษะ” และ นรสิงหาวตาร เพื่อสังหารหิรัณยกษิปุ ซึ่งเป็นปางสุดท้ายที่พระวิษณุอวตารในร่างสัตว์ในกฤตยุค

วันประสูติของพระองค์เรียก “นรสิงห์ชยันตี” ตรงกับวันที่ 14 เดือนไวศก (ราวเดือนเมษายน-พฤษภาคม)

“หิรัณยกษิปุ” ราชารากษส มีเมืองใกล้หนองน้ำ บำเพ็ญตบะด้วยการยืนขาเดียว ยกมือพนมเหนือศีรษะ ทำสมาธิกรรมฐานในน้ำ ถวายบูชาแด่พระพรหม (บ้างว่าพระศิวะ) เป็นเวลา 11,000 ปี จนพระเป็นเจ้าต้องเสด็จมาให้พร!

พรที่ขอคือ ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ,ข้างในหรือข้างนอก, อากาศหรือใต้ดิน,มนุษย์หรือเทพ, ยักษ์หรือรากษส , คนธรรพ์หรือกินนร, สัตว์บกหรือสัตว์น้ำ ศาสตราวุธใด เหล่านี้จะไม่สามารถพาข้าฯไปสู่ความตายได้

พระพรหมก็อำนวยพรให้ตามปรารถนา ! ได้พรแล้ว หิรัณยกษิปุก็กำเริบเสิบสานก่อกวนทั้งโลกมนุษย์และสวรรค์ ตั้งตนทียม “พระเป็นเจ้า” รบกี่ครั้ง เทวดาก็พ่ายแพ้ศึก จนพระอินทร์และมวลหมู่เทวดา วิ่งไปหาพระศิวะ พระศิวะบอกไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ พระอินทร์จึงยกพลไป ขอให้พระวิษณุช่วยแก้สถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคามนี้ …. พระวิษณุรับทราบในคำวิงวอน และสัญญาว่าจะไปปราบ…

นรสิงห์-ลักษมี วัดวิษณุ

หิรัณยกษิปุ มีบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อ “ประหลาด” ที่มีวิสัยผิดจากพ่อที่เป็นอสูร ! เพราะพระนารทฤาษีทรงสอนเด็กคนนี้ให้เคารพ ยำเกรงและยึดมั่นในพระวิษณุตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จึงตอบพ่อที่ถามว่า ร่ำเรียนได้ความรู้อะไรมาบ้าง ฝ่ายลูกตอบด้วยความมั่นใจว่า ต้องตั้งมั่นในศีลธรรม ความดี และภักดีต่อพระวิษณุ ฝ่ายหิรัณยกษิปุที่ตั้งตัวเทียมพระเจ้า บังคับให้มนุษย์ – เทวดานับถือ ก็โกรธ เลือดขึ้นหน้ากับคำพูดของลูกชาย เพราะถ้ายังปล่อยให้ความคิดนี้เติบโต จะเป็นอันตรายใหญ่หลวงกับตน

“ไหน เจ้าลองเรียกพระวิษณุที่เจ้าเคารพ นับถือ นักหนาออกมาให้ข้าเห็นสิ” ….

ว่างเปล่า ! พ่อโกรธ จึงสั่งลูกน้องให้ลากตัวประหลาดไปให้ช้างเหยียบ แต่ช้างวิ่งเข้ามาชูงวง คุกเข่า นบนอบซะงั้น ! จุดไฟเผาร่าง ไฟก็มอดลงทันใด

“เสด็จพ่อ พระวิษณุเทพ ดำรงอยู่ทุกที่” ! ประหลาดพยายามจะบอกพ่ออีกครั้ง

แม้ในเสาพระราชวังของข้าก็มีพระวิษณุหรือ ? “ใช่แล้ว… เสด็จพ่อ” ว่าแล้วอารมณ์ของรากษสก็ถึงที่สุด ใช้ขาที่มีกำลังมหาศาลเตะเข้าที่เสาพระราชวังเต็มแรง !

ขณะนั้น ดวงตะวันคล้อยต่ำ ในยามเวลาโพล้เพล้ เข้าสู่ภาวะที่เหมาะสม ! พระหริวิษณุ ออกจากเสาในพระราชวัง ด้วยรูปของมนุษย์ครึ่งสิงห์ กระชากลากหิรัณยกษิปุไปที่ระหว่างธรณีประตู ทรงสังหารด้วยกรงเล็บที่แหลมคม … แหวกท้อง ควักตับไตไส้พุง และเลือดมากิน….

เพราะเวลานั้น ไม่ใช่กลางวันหรือกลางคืน ,ไม่ใช่ข้างในหรือข้างนอกประตูราชวัง ไม่ใช่อากาศหรือใต้ดิน นรสิงห์ ผู้นี้ เป็นสัตว์กึ่งมนุษย์ ไม่ดำรงภาวะของมนุษย์หรือเทพ, ยักษ์หรือรากษส , คนธรรพ์หรือกินนร, สัตว์บกหรือสัตว์น้ำ และไม่ใช้ศาสตราวุธใด ทั้งหมดอยู่นอกเหนือพรที่ขอไว้ทั้งสิ้น

เทวีมหาปรัสตริยังกีรา (พระนราซิมฮี) นรสิงห์รูปสตรี ฝ่ายศักติคันธาภเหรุนดา พญานก 2 หัวพลังมหาศาล อุ้งเล็บจิกช้างลอยในอากาศได้

เมื่อสังหารหิรัณยกษิปุ นรสิงห์ก็ยังอยู่ในอารมณ์โกรธที่ไม่อาจจะระงับสติได้ จนพระประหลาด สาวกผู้ภักดีต้องกล่าวคำสรรเสริญ ขอร้องให้ยกโทษให้พระบิดา พระประหลาดได้เป็นกษัตริย์ปกครองเหล่ารากษสต่อจากบิดา ปรับเปลี่ยนนโยบาย ปกครองด้วยคุณธรรม และยุติธรรม และนับถือในองค์พระวิษณุ

สืบเนื่องจาก พระนรสิงห์ถูกพิษของเลือด เนื้อของหิรัณยกษิปุซึ่งมีพิษร้าย ทำให้นรสิงห์คลุ้มคลั่ง จึงมีเรื่องเสริมอีก 2 เรื่องตามมา คือ พระศิวะเทพจึงต้องอวตารเป็น “พระศรภะ” เป็นสัตว์วิเศษ ที่ผสมผสานของนกและสิงโต มี 8 ขา เข้าต่อกรกับนรสิงห์ ใช้กรงเล็บสังหารจนถึงแก่ความตาย ! บ้างก็ว่า พระนรสิงห์ได้แปลงกายเป็นพญานก (เหมือนอินทรี) มี 2 หัว หางยาวรำแพนคล้ายนกยูง ชื่อ คันธาภเหรุนดา (สัญลักษณ์ประจำรัฐกรณาฏกะ อินเดีย) สู้กันอย่างดุเดือดด้วยกำลังมหาศาล จนพระศิวะต้องให้ภาคร้ายคือ “พระไภรวะ” ใช้ตาที่สาม สร้างเทวีพระองค์หนึ่งชื่อ “เทวีมหาปรัสตริยังกีรา” หรือ “พระนราซิมฮี” เป็นสตรีครึ่งสิงห์ (อวตารพระอุมา) ให้มนต์เสน่ห์แห่งพระนาง ทำให้นรสิงห์มีสติ ระงับโทสะ อารมณ์สงบลง จากนั้นนรสิงห์ได้เกี้ยวพาราสีพร้อมอุ้มนางมาไว้บนตัก สถาปนาเป็นเทวี ความรักทำให้นรสิงห์อ่อนโยนลง !

พระมหาปรัสตริยังกีรา ถือเป็นเทวีปางหนึ่งของ “พระแม่อาทิปราศักติ” ในลัทธิศักติ

เรื่อง : โดยNai Mu

ภาพและข้อมมูลจากอินเทอร์เน็ต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...