การใช้คำตรงความหมาย ออกสอบบ่อย!
สวัสดีค่ะ สำหรับคอลัมน์ “รู้ไว้เผื่อออกสอบ”วันนี้พี่มีเนื้อหาวิชาภาษาไทย ในหัวข้อ การใช้คำตรงความหมายมาฝากน้อง ๆ ชาว Dek-D กันค่ะ เป็นอีกเรื่องที่มักจะเจอได้ในข้อสอบภาษาไทย อยู่บ่อยครั้ง!และในหัวข้อนี้จะเป็นอย่างไร มีข้อควรระวังอย่างไร และการใช้คำตรงความหมายจะเป็นอย่างไรบ้าง เราไปเริ่มกันเลยค่ะ
การใช้คำตรงความหมาย คืออะไร?
การใช้คำในภาษาไทยได้อย่างถูกต้องอย่างเหมาะสมตามบริบทต่าง ๆ ทั้งการพูด และการเขียน หากใช้คำภาษาไทยไม่ถูกต้องตามบริบทต่าง ๆ จะนำไปสู่ปัญหาระหว่างผู้ส่งสาร และผู้รับสาร จึงต้องเข้าใจหลักการของการใช้คำต่อไปนี้
การใช้คำตรงความหมาย คือ คำบางคำมีการออกเสียง ความหมายใกล้เคียงกัน จึงทำให้เกิดความสับสน และทำให้สารที่จะสื่อนั้นความหมายผิดไปจากเจตนาของผู้ส่งสาร โดยสามารถใช้คำอื่น ๆ เพื่อช่วยขยายความเข้าใจในบริบทได้
คำบางคำเมื่อยังไม่ได้เข้าประโยคจะมีความหมายหนึ่ง แต่เมื่อนำไปเข้าประโยคแล้วจะมีความหมายอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นผู้ส่งสารจึงต้องเลือกใช้คำให้ตรงความหมายเฉพาะของคำนั้น ๆ ใช้คำที่มีความหมายรัดกุม เพื่อที่จะสามารถสื่อความหมายได้อย่างถูกต้องและชัดเจน
ตัวอย่าง
จุกจิก/จุบจิบ
จุกจิกหมายถึง เล็ก ๆ น้อย ๆ (ใช้กับสิ่งของ), จู้จี้, รบกวน
ตัวอย่างประโยค :ชมพูมาเล่าว่าในกระเป๋าเป้ของจูเน่มีแต่ของจุกจิก
จุบจิบหมายถึง อาการที่กินพร่ำเพรื่อทีละเล็กทีละน้อย
ตัวอย่างประโยค :การกินจุบจิบระหว่างวันเป็นประจำจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลไม่คงที่
กีดกัน/กีดขวาง
กีดกันหมายถึง การกันไม่ให้ทำได้โดยสะดวก
ตัวอย่างประโยค :พี่ชายของเขามักจะกีดกันไม่ให้ผมกับน้องสาวเขาเจอกัน
กีดขวางหมายถึง ขวางกั้นไว้, การขวางให้เกะกะ
ตัวอย่างประโยค :กรุณาอย่าจอดรถกีดขวางทางเข้าออกร้าน
หรือคำที่มีหมายหมายใกล้เคียงกัน อย่างคำว่า “มาก”มีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ชุก ชุกชุม คลาคล่ำ ยั้วเยี้ย เป็นต้น
ชุก: มีมากมาย
ชุกชุม: มีดื่นดาษ, มีมากมาย
คลาคล่ำ: ไปหรือมาเป็นจำนวนมาก
ยั้วเยี้ย: คนหรือสัตว์จำนวนมากที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างขวักไขว่ไปมา
คำว่า“ขาด”มีคำที่มีความหมายใกล้เคียง เช่น กุด ด้วน แหว่ง ซึ่งแต่ละคำนั้นจะมีคำเฉพาะที่ใช้คู่กัน เช่น
กุดใช้กับ มือ เท้า เล็บ นิ้ว
ด้วนใช้กับ แขน ขา ยอดไม้
แหว่งใช้กับ ปาก จมูก
นอกจากการใช้คำตรงความหมายแล้ว ยังต้องระวังเรื่องการใช้คำที่มีความหมายนัยตรง และความหมายเชิงอุปมา ซึ่งสามารถทำให้รูปประโยคที่สื่อสารมีความหมายแฝงนัยได้ เช่น การใช้คำว่า “เก้าอี้”
ตัวอย่างประโยคนัยตรงคือ นักเรียนช่วยคุณครูจัดเก้าอี้
ตัวอย่างประโยคเชิงอุปมาคือ ส.ส. กำลังแย่งเก้าอี้กัน
จากตัวอย่างน้อง ๆ จะเห็นได้ว่ามีคำจำนวนมากที่มีความหมายคล้ายคลึง และใกล้เคียงกันดังนั้นน้อง ๆ ควรเลือกใช้คำให้ตรงความหมายเพื่อที่ข้อความที่ใช้ในการสื่อสารจะได้ถูกต้อง และไม่มีความหมายผิดเพี้ยนไปจากเจตนา อีกทั้งการใช้คำภาษาไทยให้ถูกต้อง และเหมาะสมนั้นยังมีอีกหลายหลายประเภท เช่น การใช้คำให้เหมาะสมกับระดับ การใช้คำกำกวม การใช้คำให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เป็นต้น ซึ่งครั้งหน้าพี่จะมีวิธีการใช้คำแบบไหนมาฝากกันอีกบ้าง น้อง ๆ อย่าลืมรอติดตามกันนะคะ