โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทรัมป์” ชี้ 3 ประเด็นหลักเจรจารอบใหม่สัปดาห์นี้กับจีน “แร่หายาก–เฟนทานิล–ถั่วเหลือง”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ต.ค. 2568 เวลา 11.36 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2568 เวลา 04.36 น.

"ทรัมป์" ชี้ 3 ประเด็นหลักเจรจารอบใหม่สัปดาห์นี้กับจีน "แร่หายาก-เฟนทานิล-ถั่วเหลือง" ขณะที่ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจกำลังจะหมดอายุ 10 พฤศจิกายน

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 09.40 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า แร่หายาก (rare earths) เฟนทานิล (fentanyl) และถั่วเหลือง (soybeans) เป็น 3 ประเด็นหลักในการเจรจาการค้ากับจีน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์นี้ และในช่วงที่ข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวกำลังจะหมดอายุ

ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันขณะเดินทางกลับสหรัฐจากฟลอริดาว่า “ผมไม่อยากให้พวกเขาเล่นเกมเรื่องแร่หายากกับเรา” โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้า 100% ต่อสินค้าจีน หลังรัฐบาลจีนประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายากในวงกว้าง

ทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐต้องการให้จีนหยุดเรื่องเฟนทานิล โดยกล่าวหาว่าจีนไม่สามารถควบคุมการส่งออกยาเสพติดชนิดนี้และสารตั้งต้นได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของวิกฤตโอปิออยด์ (opioid crisis) ในสหรัฐ อีกทั้งยังเรียกร้องให้จีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐอีกครั้ง โดยทั้งสามประเด็นนี้ ทรัมป์ระบุว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ควรได้รับการแก้ไข

นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐและจีนจะจัดการเจรจาอีกครั้งในสัปดาห์นี้ที่ประเทศมาเลเซีย หลังจากที่เขาได้หารือออนไลน์กับรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง ของจีน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งสื่อของจีนรายงานว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

เพียงสัปดาห์ก่อนหน้า ทรัมป์เคยขู่ยกเลิกการพบปะครั้งแรกกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่ง โดยแสดงความไม่พอใจต่อการที่จีนประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายาก และยังประกาศเก็บภาษีนำเข้าซ้ำซ้อน 100% ต่อสินค้าจีน ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

การขึ้นภาษีดังกล่าวอาจทำให้ข้อตกลงสงบศึกทางการค้า (Trade Truce) ที่จะหมดอายุวันที่ 10 พฤศจิกายน ต้องสิ้นสุดลง ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐขยายการควบคุมเทคโนโลยี และเตรียมเก็บภาษีเรือสินค้าจีนที่เข้าเทียบท่าสหรัฐ ส่วนจีนก็ตอบโต้ด้วยการประกาศควบคุมการส่งออกแร่หายากและวัตถุดิบสำคัญอื่น ๆ

เมื่อถูกถามทางสถานี Fox News เกี่ยวกับการขู่ขึ้นภาษีรอบใหม่ ทรัมป์ตอบว่า“ภาษีนี้ไม่ยั่งยืน แต่ก็สามารถทำได้” พร้อมย้ำว่า “เขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อประธานาธิบดีสี และคาดว่าจะได้พบกันในการประชุมสุดยอด APEC ที่เกาหลีใต้ปลายเดือนนี้ “ผมคิดว่าเราจะไปได้ดีกับจีน แต่เราต้องได้ข้อตกลงที่ยุติธรรม”

ทั้งนี้ ถั่วเหลืองถือเป็นจุดอ่อนไหวในความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสองประเทศ เนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อมากที่สุดในโลก โดยปีที่แล้วจีนซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐมูลค่า 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ปีนี้ยังไม่ซื้อเลย และหันไปพึ่งพาซัพพลายจากอเมริกาใต้แทน

สถานการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับเกษตรกรสหรัฐ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทรัมป์ เพราะราคาถั่วเหลืองตกต่ำและมีปัญหาพื้นที่เก็บผลผลิตล้นคลัง หลายรายรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่การจ่ายงบเยียวยายังล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐ (shutdown)

ในเดือนสิงหาคม ทรัมป์เคยเรียกร้องให้จีนเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐเป็น 4 เท่า แต่เมื่อไม่มีความคืบหน้า เขาขู่ว่าจะระงับการนำเข้าน้ำมันพืชจากจีน โดยกล่าวหาจีนว่าตั้งใจทำให้เกษตรกรอเมริกันเดือดร้อน

ในด้านเฟนทานิล แม้จะเป็นประเด็นที่คาดว่าทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาได้ แต่ก็ยังคงเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์ โดยเมื่อต้นปีนี้ ทรัมป์ได้เก็บภาษี 20% ต่อสินค้าจีนทั้งหมด โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้ปัญหายาเสพติดชนิดนี้ ขณะที่จีนเองก็ได้เพิ่มมาตรการควบคุมสารเคมี 2 ชนิดที่ใช้ผลิตเฟนทานิลในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ยังย้ำว่าสหรัฐควรจัดการปัญหายาเสพติดภายในประเทศของตนเอง

ส่วนในประเด็นแร่หายาก จีนพยายามบรรเทาความกังวลของนานาชาติ โดยยืนยันว่าการจำกัดการส่งออกไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายการค้าโลก และเป็นการตอบโต้ต่อการที่สหรัฐขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังบริษัทย่อยของบริษัทจีนที่ถูกขึ้นบัญชีดำเท่านั้น

ระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวแทนของจีนได้แจ้งกับผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ว่ามาตรการใหม่นี้เป็นเพียงกลไกระยะยาว เพื่อบริหารทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ และจะไม่กระทบต่อการค้าปกติในระหว่างประเทศ

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...