โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นโยบายเรือธง ‘เพื่อไทย’ ไปไม่สุด จับตาแลนด์บริดจ์-กาสิโนสะดุด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ย 2568 เวลา 05.40 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2568 เวลา 23.45 น.

ปิดตำนาน “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดของไทย หลังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ “พรรคเพื่อไทย” อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง จับตานโยบาย-บิ๊กโปรเจ็กต์ แลนด์บริดจ์-คอมเพล็กซ์ กาสิโน-รถไฟฟ้า 20 บาท จะไปต่อหรือหยุดแค่นี้ รอโหวตแคนดิเดตนายกฯ คนใหม่ เผยพรรคภูมิใจไทยขอลุ้นตัวเอง วัดดวง 4 เดือนยุบสภา เปิดทางเลือกตั้งใหม่

รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย เริ่มต้นเข้าบริหารประเทศ ตั้งแต่ 22 สิงหาคม 2566 โดย “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ก่อนเปลี่ยนมือมาเป็น “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 หรือเท่ากับว่า 2 ปี 2 นายกรัฐมนตรี ซึ่งในห้วงเวลานี้มีการนำเสนอหลากหลาย “นโยบาย” ที่ถูกผลักดันและวาดฝันถึงความสำเร็จ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยแรงกดดันและปัจจัยต่าง ๆ ทั้งเชิงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โครงการต่าง ๆ ที่ “ตั้งธงไว้” จึงยังไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าที่ควร

แลนด์บริดจ์ เรือธงที่จมหาย

“แลนด์บริดจ์” หรือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน มีเป้าหมายใหญ่ในการพลิกโฉมการคมนาคมและโลจิสติกส์ของไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้า การขนส่งระดับภูมิภาค และดึงเม็ดเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท

โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า โครงการนี้จะทำให้ GDP ของประเทศมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 4.0% ต่อปี เป็น 5.5% ต่อปี พร้อมทั้งเกิดการจ้างงานในพื้นที่ 280,000 ตำแหน่ง ปรากฏ

ช่วงแรกแห่งการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายเศรษฐา ทวีสิน มาพร้อมกับการโรดโชว์เกือบทุกภูมิภาค โดยอาศัยเวทีสำคัญในการประชุมทางด้านเศรษฐกิจ หรือกลุ่มการค้าต่าง ๆ เพื่อเชิญนักลงทุนรายใหญ่ทั้งจากจีน ตะวันออกกลาง และยุโรป เข้ามาร่วมลงทุน ด้วยการเสนอแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง (ชุมพร-ระนอง) ระบบถนน รางเชื่อมโยง และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก

ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แผนปี 2568 จะจัดทำ พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เสร็จในไตรมาส 2 ควบคู่กับร่างเอกสารเชิญชวนลงทุน (RFP) เพื่อเปิดประมูลในไตรมาส 3/2568 เสนอ ครม.อนุมัติและคัดเลือกเอกชนได้ภายในปีเดียวกัน ก่อนลงนามสัญญาต้นปี 2569

ล่าสุด นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อัพเดตว่า สนข.ได้สรุปผลกระทบสิ่งแวดล้อมและโมเดลการลงทุน โดยมีการรับฟังความคิดเห็นชุมชนต่อเนื่อง 4 ปี (2564-2568) ครอบคลุมข้อห่วงใย เช่น การกระทบพื้นที่ทำกิน การประมงพื้นบ้าน ซึ่งรัฐบาลเตรียมมาตรการ จัดสรรที่ดิน-เยียวยาอาชีพ และตั้งกองทุนตาม พ.ร.บ. SEC รองรับผลกระทบ

ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) จะมีประเด็นเรื่องเงินกองทุน ที่จะเข้ามาชดเชยกรณีอาชีพและพื้นที่ทำกินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณาประเด็นดังกล่าว และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนธันวาคมนี้ จากนั้นจะเสนอที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ทว่าทั้งหมดยังคงเป็นแผนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ยังไม่มีความชัดเจนแม้กระทั่งว่า “ใคร” เป็นเป้าหมายที่จะเข้ามาลงทุนในอภิมหาโครงการนี้ ท่ามกลางการต่อต้านในพื้นที่ที่ไม่ต้องการโครงการแลนด์บริดจ์ อีกทั้งยังมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบถึงการคุ้มค่าของโครงการเพิ่มมากขึ้นด้วย

ค่าแรงขึ้นไม่ถ้วนหน้า

เป็นที่น่าจับตาถึง “หมัดเด็ด” ของพรรคเพื่อไทย ที่ใช้ในการหาเสียงปี 2566 ด้วยคำประกาศที่ว่า “ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ภายในปี 2570” หลังจากตั้งรัฐบาลสำเร็จปรากฏ มีการปรับขึ้นค่าแรงไปแล้วหนึ่งครั้งเมื่อเดือนมกราคม 2567 ในระดับเฉลี่ย 330-370 บาทต่อวัน ตามพื้นที่เศรษฐกิจ

โดยการปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้ตามมาด้วย “แรงต้าน” จากภาคเอกชน โดยการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ถูกเลื่อนและล้มไปถึง 3 ครั้ง ในช่วงปลายปี 2567

อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดัน จนท้ายที่สุดสามารถทยอยปรับขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาท ได้เฉพาะบางพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และบางกิจการนำร่องในต่างจังหวัด ในเดือนมิถุนายน 2568 จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการขึ้นค่าแรงแบบไม่ถ้วนหน้า ท่ามกลางความหวังของผู้ใช้แรงงานที่อยากจะให้ขึ้นเท่ากันทั้งประเทศ

แต่เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก การเกิดสงครามในภูมิภาค ร่วมทั้งการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐ มีผลทำให้บริบททางการค้าของโลกเปลี่ยนไป ล่าสุด “พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.กระทรวงแรงงาน ได้ออกมายืนยันแล้วว่า “จะไม่มีการขึ้นค่าแรงอีกในปีนี้” เนื่องจากปีนี้ขึ้นค่าแรงไปแล้ว 2 รอบ และหากจะมีการพิจารณารอบใหม่ก็ต้องเป็นการประชุมครั้งถัดไปที่จะเกิดขึ้นในปี 2569

รถไฟ EEC 10 ปียังไม่ขึ้นตอม่อ

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ แต่เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการต่อเนื่องขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยถูกวางเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยมูลค่าลงทุน 2.24 แสนล้านบาท

ที่ผ่านมารัฐบาลอนุมัติให้ดำเนินการในรูปแบบ “ร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP)” โดยมีผู้รับสัมปทานคือ กิจการร่วมค้า เอเชีย เอรา วัน ระยะเวลา 50 ปี ภายใต้การกำกับของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย EEC

ในช่วงสมัยแรกของรัฐบาลเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ให้คำมั่นว่า ข้อสรุปของโครงการนี้จะต้องจบลงในเดือนกรกฎาคม 2567 ด้วยการแก้ไขปัญหาที่มากมาย ทั้งการส่งมอบพื้นที่ การเวนคืนที่ซับซ้อน การแก้ไขสัญญาเรื้อรัง ทำให้ปัญหาถูกลากยาวมาถึงมือของรัฐบาลแพทองธาร ที่สามารถกำหนดหลักการสำคัญในร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน 5 ประเด็น โดยเฉพาะวิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิมรัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง

โดยรัฐจะ “แบ่งจ่าย” เป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่า ๆ กัน รวมเป็นเงิน 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนมาเป็นรัฐจะจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ ร.ฟ.ท.ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท พร้อมกับที่ เอเชีย เอรา วัน จะต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม รวมเป็นจำนวน 152,164 ล้านบาท ทว่าการแก้ไขสัญญากลับเป็นไปด้วยความล่าช้า

จนล่าสุด นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย อัพเดตว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารร่างสัญญาร่วมทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และจากนั้นจะส่งเรื่องต่อไปยัง คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รวมแล้วจะต้องใช้เวลาประมาณเกือบ 2 เดือนต่อจากนี้

คาดการณ์ว่าภายในปลายปี 2568 นี้จะชัดเจนว่า โครงการนี้จะไปต่อกันแบบไหน หากรัฐและเอกชนยังคงไม่สามารถตกลงกันในรายละเอียดของถ้อยคำในสัญญาที่ขอแก้ไขกันไปมาอยู่ในปัจจุบัน

เบรกดิจิทัล โอนเงินฟื้นเศรษฐกิจ

“ดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท” นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าด้วยถ้อยคำที่ว่า “มันคือพายุหมุนครั้งใหญ่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ” โดยนโยบายนี้ถูกออกแบบให้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 4.5-5 แสนล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 50 ล้านคน

ที่ผ่านมา โครงการเดินหน้าไปแล้ว 2 ระยะ รอบแรก แจกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและบัตรผู้พิการจำนวน 14.5 ล้านคน วงเงิน 1.45 แสนล้านบาท กับรอบสองขยายสิทธิให้ผู้สูงอายุ 3 ล้านคน ใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท

ต้นปี 2568 รัฐบาลแพทองธารได้ประกาศเดินหน้าโครงการเฟส 3 ตั้งเป้าจะแจกเงินให้กลุ่มเยาวชนอายุ 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน วงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท เดิมวางแผนเริ่มโอนสิทธิในช่วงปลายเดือน ม.ย. ถึงต้น ก.ค. แต่ต้อง “ชะลอ” ออกไป โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่แทรกเข้ามาก็คือ การเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ส่งผลให้งบฯ 1.57 แสนล้านดังกล่าว ต้องถูกปรับเปลี่ยนไปใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่น เช่น การจ้างงาน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำและการเกษตร ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการในปัจจุบัน

สรุปแล้วนโยบายนี้ดำเนินไปได้แค่ 2 ระยะ และไม่เป็นไปตามเป้า

ชะลอเอ็นฯคอมเพล็กซ์

โครงการ “Entertainment Complex” ถูกจับตาจากทั้งประชาชนและภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลประกาศผลักดันให้เป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศ ผ่านการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและเม็ดเงินลงทุน

ปี 2567 ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาของสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมา และมีการสรุปรายงานเสนอแนวทางการจัดตั้ง รวมถึงแผนพัฒนาในพื้นที่เป้าหมายหลัก เช่น กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ และจังหวัดชายแดน ต่อมากระทรวงการคลังได้ร่าง “พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร” เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและผ่านความเห็นชอบให้บรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภา โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการนำเศรษฐกิจนอกระบบและการพนันใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี คาดการณ์รายได้รัฐหลายแสนล้านบาทต่อปี

จนเมื่อมาถึง “ครม.แพทองธาร 1/1” กระบวนการกลับสะดุดลง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ “ถอน” ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวออกจากสภา โดยให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องทบทวนอย่างรอบคอบ หลังจากยังมีความเห็นต่างในสังคม

ภายหลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ออกมาระบุว่า การชะลอครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัจจัยความขัดแย้งในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญโจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน

รถไฟฟ้า 20 บาท รอเก้อ ?

ขณะที่นโยบายจุดขาย “ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ตั้งเป้าให้ประชาชนเดินทางในระบบรางด้วยราคาที่เอื้อมถึง ลดภาระค่าครองชีพ และเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปรากฏ รัฐสภาเพิ่งผ่านกฎหมาย 3 ฉบับ เพื่อเปิดทางให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ได้แก่ พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางราง, พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) และ พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ.รฟม.)

โดยหลังจากนี้สภาจะส่งร่างกฎหมายให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ ซึ่งคาดการณ์ว่าประชาชนจะได้ใช้จริงในเดือน ต.ค.นี้ แต่จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด อันมีเหตุให้นายกรัฐมนตรีต้องขาดคุณสมบัติและต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุให้ ครม.ต้องพ้นไปทั้งคณะ จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า รถไฟฟ้า 20 บาทจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล

ทั้งหมดนี้คือนโยบายไวรัลของพรรคเพื่อไทยที่ยังไปไม่สุดทาง และเต็มไปด้วยคำถามว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นโยบายเรือธง ‘เพื่อไทย’ ไปไม่สุด จับตาแลนด์บริดจ์-กาสิโนสะดุด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...