“ชัตดาวน์สหรัฐ” ยืดเยื้อ 22 วัน ยาวนานสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ยังไร้ข้อตกลงเงินอุดหนุนสุขภาพ
"ชัตดาวน์สหรัฐ" ยืดเยื้อ 22 วัน ยาวนานสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ยังไร้ข้อตกลงเงินอุดหนุนสุขภาพ นักเศรษฐศาสตร์เตือนผลกระทบเริ่มลาม เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัว
วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 16.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ ชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งยืดเยื้อมานานถึง 22 วันติดต่อกัน ได้กลายเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลาย เนื่องจากสองพรรคการเมืองยังคงขัดแย้งกันอย่างหนักในประเด็น เงินอุดหนุนค่าประกันสุขภาพ (health-care subsidies) ที่กำลังจะหมดอายุ
นักการเมืองทั้งสองฝ่ายคาดว่าหากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางเยือนเอเชียในปลายสัปดาห์นี้ การปิดหน่วยงานรัฐอาจลากยาวไปถึงเดือนพฤศจิกายน และอาจทำลายสถิติเดิมของการชัตดาวน์ 35 วันในสมัยแรกของเขา
การประชุมระหว่างทรัมป์กับสมาชิกวุฒิสภารีพับลิกันที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคารกลับยิ่งตอกย้ำจุดยืนของพรรครีพับลิกันที่จะไม่เจรจากับพรรคเดโมแครต ซึ่งเรียกร้องให้สภาคองเกรสจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือประชาชนกว่า 22 ล้านคน ที่จะถูกขึ้นเบี้ยประกันในเดือนมกราคม
ด้าน ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา และ ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร ได้ขอเข้าพบทรัมป์ก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปต่างประเทศ แต่ผู้นำสหรัฐปฏิเสธ โดยยืนยันว่าจะพูดคุยหลังจากรัฐบาลเปิดทำการแล้วเท่านั้น
ร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวที่ผ่านสภาผู้แทนฯ จะหมดอายุในวันที่ 21 พฤศจิกายน และจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากเดโมแครตอย่างน้อย 8 เสียง เพื่อผ่านวุฒิสภา ซึ่งพรรครีพับลิกันยังคงปฏิเสธที่จะปรับแก้เงื่อนไขใด ๆ
จอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ฝ่ายรีพับลิกัน กล่าวให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีการลงมติเรื่องการต่ออายุเงินอุดหนุนประกันสุขภาพหลังจากรัฐบาลกลับมาเปิดทำการ แต่ชูเมอร์ตอบโต้ว่า “นั่นไม่ใช่ข้อตกลง แต่มันคือแผนการทางการเมืองที่ทอดทิ้งประชาชนอเมริกัน”
บลูมเบิร์กระบุว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปิดหน่วยงานรัฐเริ่มชัดเจนขึ้นในสัปดาห์นี้ เนื่องจากพนักงานรัฐบาลกลางพลเรือนหลายแสนคนจะไม่ได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนเป็นครั้งแรกในวันศุกร์นี้
ทำเนียบขาวเตือนว่าอาจไม่สามารถใช้วิธีทางบัญชีพิเศษที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย เพื่อจ่ายเงินให้กับกองทัพ หรือคงโครงการอาหารช่วยเหลือประชาชน (federal food aid) ได้ในเดือนหน้า
แอนนา หว่อง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของ Bloomberg Economics ระบุว่า ชัตดาวน์ครั้งนี้อาจทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น ก่อนจะกลับมาที่ระดับ 4.3% หลังรัฐบาลเปิดทำการอีกครั้ง แต่ผลกระทบจะรุนแรงเป็นพิเศษใน เขตวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีพนักงานรัฐและผู้รับเหมาจำนวนมาก
ในสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันภายใต้การนำของ ไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาฯ ปฏิเสธที่จะกลับเข้าสภา โดยระบุว่า “ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเจรจา” พร้อมยืนยันว่าจะไม่แก้ไขร่างกฎหมายชั่วคราวเพื่อเอาใจพรรคเดโมแครต
จอห์นสันระบุว่า การพูดคุยเรื่องเงินอุดหนุนสุขภาพอาจมีขึ้นปลายปีนี้ แต่กลุ่มอนุรักษนิยมในพรรคเรียกร้องให้มีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น การจำกัดความคุ้มครองประกันสุขภาพภายใต้โครงการ Obamacare สำหรับบริการทำแท้งและการดูแลผู้มีความหลากหลายทางเพศ
ขณะเดียวกันทำเนียบขาวถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังสั่งระงับหรือยกเลิกโครงการรัฐบาลมูลค่ากว่า 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรัฐที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก และพยายามปลดพนักงานในหน่วยงานภายในประเทศ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ สาธารณสุข และมหาดไทย แม้จะถูกศาลมีคำสั่งชะลอการเลิกจ้างไว้ชั่วคราว
นักวิเคราะห์มองว่าความตึงเครียดนี้สะท้อนความแตกแยกทางการเมืองของสหรัฐที่ยังไม่มีทางออกชัดเจน โดยแม้แต่สมาชิกสายกลางในวุฒิสภาต่างยอมรับว่าไม่มีสัญญาณใดของทางลงจากวิกฤตในขณะนี้
อ้างอิง : bloomberg.com