SOCIETY: เมื่อรวมเสียงกันไม่ได้ รัฐบาลเสียงข้างน้อยจึงเป็นคำตอบ! รู้จัก ‘Confidence and Supply Agreement’ กลไกที่ประเทศประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ใช้เดินหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อย
กลายเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในวันโหวตเลือกนายกฯ ที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2568 โดยเฉพาะจากการหยิบยกของฝั่งพรรคเพื่อไทย นั่นคือเรื่องข้อตกลงร่วม หรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนำไปสู่การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและต้องทำตามเงื่อนไขของพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในสภาฯ อย่างพรรคประชาชน
ถึงขั้นที่ชลน่าน ศรีแก้ว สส. น่าน พรรคเพื่อไทย ประกาศกลางสภาฯ ว่ามีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า MOA ที่เกิดขึ้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นการครอบงำทางการเมือง และเป็นข้อตกลงที่ขัดหลักการปกครองเสียงข้างมาก
ท่ามกลางระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ‘รัฐบาลเสียงข้างน้อย’ แทบจะไม่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ ถึงต่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลจะได้เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งของสภาหรือพรรคแกนนำไม่ใช่พรรคที่ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 แต่ท้ายที่สุดก็สามารถตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคกับพรรคอื่นๆ ได้ทุกครั้ง
แต่เมื่อบริบททางการเมืองเปลี่ยนที่ส่งผลให้ ‘พรรคเพื่อไทย’ กับ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่เคยร่วมรัฐบาลกัน เลือกที่จะไม่จัดตั้งรัฐบาลร่วมกันและแข่งกันตั้งรัฐบาล ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธาร ชินวัตรต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ทำให้ทั้งสองพรรคเลือกที่จะหันมาขอเสียงสนับสนุนจาก ‘พรรคประชาชน’ ที่มีเสียงมากที่สุด แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเองได้และต้องไปเป็นฝ่ายค้าน
การปรากฏ MOA ของพรรคประชาชนเพื่อให้พรรคที่ร่วมลงนามอย่างภูมิใจไทยทำตามวาระของพรรค โดยแลกกับเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยที่พรรคประชาชนจะไม่มีตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับสังคมไทย
แต่สำหรับประเทศประชาธิปไตยที่ใช้ระบบรัฐสภาที่อื่นในโลก เรื่องลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและเกิดขึ้นมานาน โดยเฉพาะในชาติยุโรปหรือชาติที่ใช้ระบบรัฐสภาแบบเวสต์มินสเตอร์ (Westminster system) ที่รัฐบาลต้องมาจากความไว้วางใจจากของสภาฯ และมักจะเกิดปรากฏการณ์ ‘สภาแขวน’ (Hung parliament) หรือสภาที่ไร้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด
ซึ่งกลไกหนึ่งที่ใช้ค้ำยันรัฐบาลเสียงข้างน้อยเรียกว่า ‘Confidence and Supply Agreement’ หรือข้อตกลงสำหรับพรรคการเมืองที่จะสนับสนุนในการเห็นชอบโหวตไว้วางใจในการอภิปรายไม่ไว้วางใจและผ่านงบประมาณของรัฐบาลเสียงข้างน้อย รวมถึงข้อตกลงอื่นๆ ที่ฝ่ายรัฐบาลกับพรรคการเมืองจะทำข้อตกลงด้วยกัน
เพราะพรรคการเมืองของประเทศเหล่านี้มักจะมีความหลากหลายและมีอุดมการณ์ค่อนข้างแตกต่างกัน หรือต่อให้อยู่ในสเปกตรัมทางการเมืองเดียวกัน แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกัน
หรือแม้ว่าในบางประเทศที่มีเพียง 2 พรรคหลักที่มีความแตกต่างทางอุดมการณ์อย่างเด่นชัด ซึ่งยากที่จะร่วมรัฐบาลกัน ก็กลับได้เสียงที่ใกล้เคียงจนยากที่จะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นรัฐบาลเสียเอง
ทำให้พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอาจต้องเผชิญกับการต่อรองผลประโยชน์จนพรรคแกนนำขาดอำนาจในการตัดสินใจและพบความยุ่งยากอีกนานัปการ หากจะต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม บางทีการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและทำข้อตกลงแบบ Confidence and Supply จึงตอบโจทย์กว่าการตั้งรัฐบาลผสม เพราะมีความยืดหยุ่นกว่าในการบริหารและผลักดันนโยบาย ขณะเดียวกันก็สามารถรับประกันเสถียรภาพของรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนพรรคที่ร่วมลงนามก็สามารถผลักดันนโยบายของตัวเอง ขณะที่ไม่จำเป็นต้องไปเห็นพ้องหรือเห็นดีเห็นงามกับพรรคแกนนำรัฐบาลเฉกเช่นเวลาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้
แต่ในกรณีพรรคที่เสียงน้อยกว่าขอเสียงสนับสนุนจากพรรคที่มีเสียงมากกว่าแบบกรณีภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนเป็นเรื่องยากที่จะปรากฏให้เห็น เพราะปกติแล้วจะเป็นพรรคที่มีเสียงในสภามากกว่าจะขอเสียงจากพรรคที่มีเสียงน้อยกว่าในการตั้งรัฐบาล
เช่นในกรณีการเลือกตั้งอังกฤษในปี 2017 ที่พรรค Conservative ขณะนั้นนำโดยเทเรซา เมย์ (Theresa May) ที่แม้จะคว้าเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 317 เสียง ซึ่งมากกว่าพรรค Labour ที่ได้ 262 เสียง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมากในสภา จึงได้มีการทำข้อตกลงกับพรรค Democratic Unionist Party ที่ได้ 10 เสียง
หรือในปีเดียวกันที่นิวซีแลนด์ เป็นพรรค Labour ของจาซินดา อาร์เดิน (Jacinda Ardern) ที่ถึงแม้จะได้รับการเลือกตั้งมาเป็นพรรคอันดับ 2 แต่ก็สามารถเจรจาตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค New Zealand First และทำข้อตกลง Confidence and Supply กับพรรค Green ที่เป็นพรรคอันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ
และครั้งหนึ่งชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาเลเซียก็มีการทำข้อตกลง Confidence and Supply หรือ MOU ในปี 2021 โดยนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น อิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ (Ismail Sabri Yaakob) จากพรรค UMNO ลงนามร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน Pakatan Harapan (PH) เพื่อฝ่าวิกฤตทางการเมืองในมาเลเซียและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในปี 2022
แต่ก็ใช่ว่าการถอนตัวจากข้อตกลงจะไม่เคยเกิดขึ้น เช่น กรณีระหว่างแจ็กมีต ซิงห์ (Jagmeet Singh) ผู้นำพรรค New Democratic Party ตัดสินใจประกาศยุติข้อตกลงการสนับสนุนพรรค Liberal Party of Canada ที่เป็นพรรครัฐบาลเสียงข้างน้อยของจัสติน ทรูโด (Justin Trudeau) อดีตนายกรัฐมนตรีแคนาดาในปี 2024
จึงเป็นที่น่าจับตาว่าการทำข้อตกลงในลักษณะเดียวกันแบบฉบับพรรคการเมืองไทยๆ ที่เงื่อนไขต่างไปจากข้อตกลง Confidence and Supply ในสภาวการณ์ปกติของโลก จะส่งผลต่อทิศทางการเมืองอย่างไร หรือ MOA นี้จะมีบทสรุปอย่างไร ท่ามกลางบริบทอันแตกต่างและมีฉากทัศน์อันหลากหลายเกินจะคาดเดาของประชาธิปไตยแบบไทยๆ และรัฐธรรมนูญที่แสนจะชอบกลนี้