โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผ่าแนวโน้มเศรษฐกิจชาติมหาอำนาจ ‘สหรัฐฯ – จีน’ ปี 2569 เข้าสู่ภาวะชะลอตัว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 โดยเฉพาะการจับตาเศรษฐกิจของ 2 ประเทศมหาอำนาจของโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองประเทศได้ดำเนินการทางด้านนโยบายเศรษฐกิจ และการทำ สงครามการค้า กันอย่างดุเดือดตลอดช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ก็ยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สศช. ประเมินว่า เศรษฐกิจโลก ในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะชะลอลงจากปี 2568 เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นในเกณฑ์สูงของการค้าระหว่างประเทศในช่วงปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ส่งออกปรับลดราคาสินค้าส่งออกทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลก ในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์

รวมทั้งการดำเนินมาตรการควบคุมแร่หายากของจีน ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อทั้งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจ ปี 2569

สำหรับ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ในปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นภายหลังผู้ประกอบการเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนทางการค้าไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางสำคัญโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศ กำลังพัฒนาและเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเงินลงทุนระหว่างประเทศจากการปรับทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก

สศช. ระบุว่า สำหรับการประมาณการในกรณีฐานครั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีการบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568) และประเมินว่าจะมีการบังคับใช้ในระดับปัจจุบันไปตลอดช่วงของการประมาณการ

ขณะที่ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 2.8% และ 2.3% ชะลอลงจาก 3.2% และ 3.4% ในปี 2568 โดยถ้าพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจเฉพาะสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และจีน มีรายละเอียดดังนี้

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2569

เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัว 1.7% ในปี 2569 ชะลอตัวจาก 1.9% ในปี 2568 เนื่องจากคาดว่ามาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารวมถึงมาตรการด้านการจำกัดคนเข้าเมืองจะเริ่มส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงและระดับราคามากขึ้น ภายหลังจากที่อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) ปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น

เมื่อรวมกับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันด้านราคาให้กับผู้ประกอบการภาคการผลิตภายในประเทศ ทั้งนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าไปยังผู้บริโภคมากขึ้น

ขณะเดียวกันนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดและการจำกัดแรงงานต่างชาติ อาจทำให้ตลาดแรงงานกลับมาตึงตัวอีกครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดแคลนแรงงานในบางภาคส่วน โดยเฉพาะภาคบริการ ก่อสร้าง และโลจิสติกส์ รวมถึงสร้างแรงกดดันให้อัตราค่าจ้างปรับตัวเพิ่มขึ้น ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินลง

ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังเผชิญกับข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่ใกล้เคียงกับเพดานหนี้สาธารณะ อีกทั้งความขัดแย้งภายในรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายด้านสวัสดิการสังคมที่ส่งผลให้การอนุมัติงบประมาณและการดำเนินงานของรัฐบาลมีข้อจำกัด

ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจ ปี 2569

เศรษฐกิจจีน ปี 2569

เศรษฐกิจจีน คาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 โดยเป็นผลมาจากแรงส่งของภาคการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลของฐานการขยายตัวของการส่งออกสินค้าที่เร่งขึ้นสูงในช่วงปี 2568 เช่นเดียวกับภาคการผลิตอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวสอดคล้องกับยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่ปรับลดลง

ขณะเดียวกันอุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการลงทุนในประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์

รวมถึงการสิ้นสุดแรงส่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารกลางจีนจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...