ผ่าแนวโน้มเศรษฐกิจชาติมหาอำนาจ ‘สหรัฐฯ – จีน’ ปี 2569 เข้าสู่ภาวะชะลอตัว
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 โดยเฉพาะการจับตาเศรษฐกิจของ 2 ประเทศมหาอำนาจของโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองประเทศได้ดำเนินการทางด้านนโยบายเศรษฐกิจ และการทำ สงครามการค้า กันอย่างดุเดือดตลอดช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์จะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ก็ยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สศช. ประเมินว่า เศรษฐกิจโลก ในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะชะลอลงจากปี 2568 เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น
ภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นในเกณฑ์สูงของการค้าระหว่างประเทศในช่วงปี 2568 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ส่งออกปรับลดราคาสินค้าส่งออกทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลก ในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์
รวมทั้งการดำเนินมาตรการควบคุมแร่หายากของจีน ซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อทั้งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับ แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ในปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นภายหลังผู้ประกอบการเริ่มทยอยส่งผ่านต้นทุนทางการค้าไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารกลางสำคัญโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง
ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศ กำลังพัฒนาและเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและเงินลงทุนระหว่างประเทศจากการปรับทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก
สศช. ระบุว่า สำหรับการประมาณการในกรณีฐานครั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีการบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568) และประเมินว่าจะมีการบังคับใช้ในระดับปัจจุบันไปตลอดช่วงของการประมาณการ
ขณะที่ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 2.8% และ 2.3% ชะลอลงจาก 3.2% และ 3.4% ในปี 2568 โดยถ้าพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจเฉพาะสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และจีน มีรายละเอียดดังนี้
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2569
เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัว 1.7% ในปี 2569 ชะลอตัวจาก 1.9% ในปี 2568 เนื่องจากคาดว่ามาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารวมถึงมาตรการด้านการจำกัดคนเข้าเมืองจะเริ่มส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงและระดับราคามากขึ้น ภายหลังจากที่อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) ปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น
เมื่อรวมกับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันด้านราคาให้กับผู้ประกอบการภาคการผลิตภายในประเทศ ทั้งนี้ แรงกดดันเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าไปยังผู้บริโภคมากขึ้น
ขณะเดียวกันนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดและการจำกัดแรงงานต่างชาติ อาจทำให้ตลาดแรงงานกลับมาตึงตัวอีกครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดแคลนแรงงานในบางภาคส่วน โดยเฉพาะภาคบริการ ก่อสร้าง และโลจิสติกส์ รวมถึงสร้างแรงกดดันให้อัตราค่าจ้างปรับตัวเพิ่มขึ้น ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินลง
ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังเผชิญกับข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่ใกล้เคียงกับเพดานหนี้สาธารณะ อีกทั้งความขัดแย้งภายในรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายด้านสวัสดิการสังคมที่ส่งผลให้การอนุมัติงบประมาณและการดำเนินงานของรัฐบาลมีข้อจำกัด
เศรษฐกิจจีน ปี 2569
เศรษฐกิจจีน คาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2569 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 โดยเป็นผลมาจากแรงส่งของภาคการส่งออกที่ลดลงเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลของฐานการขยายตัวของการส่งออกสินค้าที่เร่งขึ้นสูงในช่วงปี 2568 เช่นเดียวกับภาคการผลิตอุตสาหกรรมเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวสอดคล้องกับยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่ปรับลดลง
ขณะเดียวกันอุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการลงทุนในประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์
รวมถึงการสิ้นสุดแรงส่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น
อย่างไรก็ดี คาดว่าธนาคารกลางจีนจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศต่อไป