โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิกฤตกำไรภาคอุตสาหกรรมจีนทรุดหนักเดือน พ.ย. ฉุดตัวเลข 11 เดือนโตเฉียดศูนย์ ท่ามกลางภาวะเงินฝืด-ดีมานด์ในประเทศอ่อนแรง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ธ.ค. 2568 เวลา 10.09 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2568 เวลา 03.09 น.

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยกำไรบริษัทรายใหญ่หดตัวรุนแรง 13.1% ในเดือนพฤศจิกายน ตอกย้ำภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวแม้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้น นักวิเคราะห์ชี้ภาวะเงินฝืดในภาคการผลิต (PPI) บีบอัตรากำไรของภาคธุรกิจ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ จับตาสถานการณ์การค้าโลกและความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจซ้ำเติมภาคส่งออก

27 ธันวาคม 2568- สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานดัชนีผลกำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 20 ล้านหยวนขึ้นไป พบว่าในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ผลกำไรขยายตัวได้เพียง 0.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วง 10 เดือนแรกที่ขยายตัวได้ 1.9%

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่เคยคาดหวังว่าจะฟื้นตัวในช่วงปลายปีกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ข้อมูลเฉพาะเดือนพฤศจิกายนที่แสดงให้เห็นถึงการดิ่งลงของกำไรถึง 13.1% เมื่อเทียบรายปี แม้ตัวเลขนี้จะดีกว่าที่นักวิเคราะห์บางสำนักคาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงถึง 15% แต่ก็นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 หลังจากที่ในเดือนตุลาคมปรับตัวลดลงไปแล้ว 5.5% สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวในโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ยากจะแก้ไขด้วยเพียงนโยบายทางการเงินในระยะสั้น

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสวิเคราะห์ว่า สาเหตุหลักที่ฉุดกระชากผลประกอบการของภาคอุตสาหกรรมมาจาก "วงจรเงินฝืด" (Deflationary Spiral) ที่ยืดเยื้อ โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนยังคงติดลบต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ และจำเป็นต้องลดราคาสินค้าเพื่อระบายสต็อกท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัทในกลุ่มเหล็ก เคมีภัณฑ์ และยานยนต์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัดได้ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังความมั่นเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence) ทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลง ประชาชนเลือกที่จะออมเงินมากกว่าการใช้จ่าย ส่งผลให้อุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ในระบบเศรษฐกิจซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง แม้ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะพยายามอัดฉีดสภาพคล่องและปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าการส่งผ่านทางนโยบายไปยังภาคเศรษฐกิจจริงยังคงติดขัด

ในอนาคตอันใกล้ ภาคอุตสาหกรรมของจีนยังต้องเผชิญกับพายุเศรษฐกิจรอบใหม่ ทั้งจากการลงทุนในภาคเอกชนที่ยังคงหดตัวลงเนื่องจากผู้ประกอบการขาดความมั่นใจในผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และความตึงเครียดทางการค้าที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังขยายวงไปยังสหภาพยุโรปและประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในเอเชีย ที่เริ่มออกมาตรการปกป้องทางการค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้าส่วนเกิน (Excess Capacity) จากจีน

แม้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ จะมีการ "พักรบ" ชั่วคราวในด้านภาษีศุลกากร แต่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและการกีดกันในอุตสาหกรรมไฮเทคยังคงเป็นปัจจัยบดบังแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนยอมรับว่า สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งความพยายามในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ระบบอัตโนมัติอาจเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองการประชุมวางแผนเศรษฐกิจประจำปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะมีขึ้นหลังจากนี้ เพื่อดูว่ารัฐบาลจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ "Big Bang" หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลกำไรภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแอในครั้งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า มาตรการกระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ทำมาตลอดทั้งปีนั้นอาจไม่เพียงพอต่อการดึงเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกออกจากหล่มเงินฝืดได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...