วิกฤตกำไรภาคอุตสาหกรรมจีนทรุดหนักเดือน พ.ย. ฉุดตัวเลข 11 เดือนโตเฉียดศูนย์ ท่ามกลางภาวะเงินฝืด-ดีมานด์ในประเทศอ่อนแรง
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยกำไรบริษัทรายใหญ่หดตัวรุนแรง 13.1% ในเดือนพฤศจิกายน ตอกย้ำภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวแม้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้น นักวิเคราะห์ชี้ภาวะเงินฝืดในภาคการผลิต (PPI) บีบอัตรากำไรของภาคธุรกิจ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ จับตาสถานการณ์การค้าโลกและความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจซ้ำเติมภาคส่งออก
27 ธันวาคม 2568- สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยรายงานดัชนีผลกำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 20 ล้านหยวนขึ้นไป พบว่าในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ผลกำไรขยายตัวได้เพียง 0.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วง 10 เดือนแรกที่ขยายตัวได้ 1.9%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่เคยคาดหวังว่าจะฟื้นตัวในช่วงปลายปีกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่
ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ข้อมูลเฉพาะเดือนพฤศจิกายนที่แสดงให้เห็นถึงการดิ่งลงของกำไรถึง 13.1% เมื่อเทียบรายปี แม้ตัวเลขนี้จะดีกว่าที่นักวิเคราะห์บางสำนักคาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงถึง 15% แต่ก็นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 หลังจากที่ในเดือนตุลาคมปรับตัวลดลงไปแล้ว 5.5% สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวในโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ยากจะแก้ไขด้วยเพียงนโยบายทางการเงินในระยะสั้น
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสวิเคราะห์ว่า สาเหตุหลักที่ฉุดกระชากผลประกอบการของภาคอุตสาหกรรมมาจาก "วงจรเงินฝืด" (Deflationary Spiral) ที่ยืดเยื้อ โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนยังคงติดลบต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ และจำเป็นต้องลดราคาสินค้าเพื่อระบายสต็อกท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัทในกลุ่มเหล็ก เคมีภัณฑ์ และยานยนต์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัดได้ส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังความมั่นเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence) ทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวลง ประชาชนเลือกที่จะออมเงินมากกว่าการใช้จ่าย ส่งผลให้อุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ในระบบเศรษฐกิจซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง แม้ธนาคารกลางจีน (PBOC) จะพยายามอัดฉีดสภาพคล่องและปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าการส่งผ่านทางนโยบายไปยังภาคเศรษฐกิจจริงยังคงติดขัด
ในอนาคตอันใกล้ ภาคอุตสาหกรรมของจีนยังต้องเผชิญกับพายุเศรษฐกิจรอบใหม่ ทั้งจากการลงทุนในภาคเอกชนที่ยังคงหดตัวลงเนื่องจากผู้ประกอบการขาดความมั่นใจในผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และความตึงเครียดทางการค้าที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังขยายวงไปยังสหภาพยุโรปและประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในเอเชีย ที่เริ่มออกมาตรการปกป้องทางการค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้าส่วนเกิน (Excess Capacity) จากจีน
แม้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ จะมีการ "พักรบ" ชั่วคราวในด้านภาษีศุลกากร แต่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและการกีดกันในอุตสาหกรรมไฮเทคยังคงเป็นปัจจัยบดบังแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนยอมรับว่า สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งความพยายามในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ระบบอัตโนมัติอาจเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองการประชุมวางแผนเศรษฐกิจประจำปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะมีขึ้นหลังจากนี้ เพื่อดูว่ารัฐบาลจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ "Big Bang" หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลกำไรภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแอในครั้งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า มาตรการกระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ทำมาตลอดทั้งปีนั้นอาจไม่เพียงพอต่อการดึงเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกออกจากหล่มเงินฝืดได้