สิงห์ เอสเตท ใช้ 4S สร้าง “ฐานกำไรมั่นคง” รับมือเศรษฐกิจผันผวน
สิงห์ เอสเตท (S) โชว์ฟอร์ม 10 ปี ทรัพย์สินโต 7 เท่า รายได้พุ่ง 10 เท่า ทีมบริหารเซ็ตยุทธศาสตร์ "A Stable Foundation Drives Sustainable Growth" เน้นสร้างความมั่นคงทางการเงินและกำไร เป็นกันชนรับมือเศรษฐกิจผันผวน เตรียมงบลงทุน 3,000 ล้านบาท ลงเรสซิเดนเทียล-โรงแรม หาโอกาสซื้อกิจการ ขึ้นโครงการใหม่ สะสมที่ดิน หวังสร้างรายได้กำไรต่อเนื่อง
20 พฤศจิกายน 2568 -นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ 'S' เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาว่า มูลค่าทรัพย์สินรวมของสิงห์ เอสเตท เติบโตจากประมาณ 10,000 ล้านบาท ในช่วงเริ่มต้น เป็นกว่า 70,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน ขณะที่รายได้เติบโตจากกว่า 1,000 ล้านบาท เป็น 15,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2567
“11 ปีกับอัตราการเติบโตแง่ทรัพย์สิน 7 เท่าและรายได้ 10 กว่าเท่า สิ่งที่เรามองหาจากนี้คือ Stable Foundation หรือรากฐานของความมั่นคงของความสามารถในการทำกำไร โดยใช้ “ธีม” “A Stable Foundation Drives Sustainable Growth” เน้นการสร้างความมั่นคงและการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงและมีกันชนที่สามารถรองรับแรงเสียดทานจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
อย่างไรก็ดี “สิงห์ เอสเตท” มีธุรกิจหลัก 4 ประเภทภายใต้ 2 แกน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ :
1. ธุรกิจรายได้ไม่ประจำ (Non-Recurring Income)
- ธุรกิจที่พักอาศัย: ปัจจุบันมีโครงการรวม 10 โครงการ มูลค่าประมาณ 29,571 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมแนวสูงและโครงการแนวราบ
- ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน: ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรม 1 แห่งที่อ่างทอง (พื้นที่ขาย 1,000 ไร่ มูลค่ารวมเกือบ 3,813 ล้านบาท) และการถือหุ้น 30% ในโรงไฟฟ้ากำลังการผลิตรวม 400 เมกะวัตต์
2. ธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income)
- ธุรกิจโรงแรม: รวม 33 แห่ง ใน 5 ประเทศทั่วโลก มีห้องพักกว่า 4,033 ห้อง โดยมีแบรนด์ SAii เป็นแบรนด์ของบริษัท
- ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก: ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน 4 แห่ง และอาคารพาณิชย์ 1 แห่ง พื้นที่รวมกันประมาณ 191,640 ตารางเมตร
“รายได้หลักมาจากธุรกิจโรงแรม 69% ที่พักอาศัย 20% ออฟฟิศ 8% และโครงสร้างพื้นฐาน 3% การ Balance portfolio และความสมดุลที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาจะนำมาซึ่งความมั่นคงเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ดังนั้นในสภาพเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางธุรกิจ Recurring Income ซึ่งได้ลงทุนในออฟฟิศและโรงแรมกว่าไปแล้วกว่า 50,000 ล้านบาทจะต้องผลิตรายได้และกำไรตลอดอายุของทรัพย์สินคือ 25-30 ปี ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนรายได้ประมาณ 80% และนับเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม”
ขณะที่ธุรกิจ Non-Recurring Income ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20% และมีอายุโครงการที่สั้นกว่า (เช่น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขายหมดใน 3 ปี) บริษัทคาดหวังให้พอร์ตนี้มีความยืดหยุ่น สร้างรายได้และกำไรได้เร็วในจังหวะที่เศรษฐกิจดี
แกนหลัก 4S ในการขับเคลื่อนธุรกิจ
ขณะเดียวกันทีมบริหารได้ Set แกนหลัก สำหรับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ Chapter ต่อไปคือ ‘4S’ ประกอบด้วย
1. Stability (ฐานความมั่นคง) – สร้างธุรกิจที่สมดุล
บริษัทมุ่งเน้นการบริหารพอร์ตโฟลิโอรายได้ให้เกิดความสมดุล โดยให้ Recurring Income (จากโรงแรมและอาคารสำนักงาน) ทำหน้าที่เป็นแหล่งรายได้ที่มีเสถียรภาพและเป็นฐานกำไรที่มั่นคง ขณะที่ Non-recurring Income (จากที่พักอาศัยและนิคมอุตสาหกรรม) ต้องมีความยืดหยุ่นสูงตามสภาวะตลาด
สำหรับธุรกิจรายได้ไม่ประจำ บริษัทเน้นการแสวงหา พันธมิตรร่วมลงทุน (Joint Venture) เพื่อใช้ความชำนาญเฉพาะทางและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินร่วมกัน โดยโครงการคอนโดมิเนียม “ONE RIVER พระราม 3” ซึ่งร่วมพัฒนากับ วัน เรียลเอสเตท และมียอดขายกว่าร้อยละ 90 แม้เปิดตัวในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความท้าทาย เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของหลักการนี้
“ในปี 2019 เป็นปีที่เราทำกำไรสูงสุด 400 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นจากธุรกิจ Non Recurring Income นั่นทำให้ความสามารถในการรักษากำไรไม่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นจะต้องมองหาการสร้างฐานกำไรที่มั่นคงจากธุรกิจรายได้ต่อเนื่องให้ได้ และธุรกิจรายได้ที่ไม่ต่อเนื่องต้องมีความยืดหยุ่นพอในปีที่เศรษฐกิจดีสามารถลงทุนและหาผลตอบแทนได้ และปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายเราต้องมีความยืดหยุ่นในการลงทุนในธุรกิจรายได้ไม่ต่อเนื่องอย่างต่อเนื่อง”
2. Strength (ความแข็งแกร่งทางการเงิน) – เสริมสภาพคล่องและระเบียบวินัย
บริษัทแสดงความสามารถในการระดมทุนที่แข็งแกร่ง โดยระดมทุนรวมกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี จากทั้งเงินกู้ธนาคารและหุ้นกู้ ปัจจุบันมีสัดส่วนเงินกู้ต่อหุ้นกู้ที่ 80:20 บริษัทได้รับความไว้วางใจจากผู้ให้เงินทุนด้วยระเบียบวินัยทางการเงินที่เข้มงวด
- เงินกู้ธนาคาร: มีเครือข่ายสถาบันการเงินสนับสนุนมากกว่า 10 แห่ง จากความเชื่อมั่นในศักยภาพของโครงการและความสามารถในการชำระหนี้
- หุ้นกู้: สามารถระดมเงินทุนกว่า 10,000 ล้านบาทภายใน 4 ปี โดยเน้นการวางแผนการออกจำหน่ายที่เหมาะสม คำนึงถึงปริมาณ อัตราดอกเบี้ย และช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย
บริษัทยังวางเป้าหมายปรับสัดส่วนเงินกู้ธนาคารต่อหุ้นกู้อยู่ที่ 70:30 เพื่อสร้างความสมดุลในการจัดหาเงินทุน และกำหนดเป้าหมายให้ผู้บริหารหน่วยธุรกิจรักษาอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อกำไร (Debt-to-Earnings Ratio) เพื่อเสริมสร้างวินัยทางการเงินและมุ่งสู่การปรับอันดับความน่าเชื่อถือ
“สิงห์ เอสเตทเติบโตด้วย “เงินทุน” เป็นหลักโดยมีหนี้สินที่มีต่อดอกเบี้ย 1 ปีประมาณ 32,000 กว่าล้านบาท เป็นเงินกู้จากธนาคารประมาณ 80%หรือราวๆ 20,000 กว่าล้านบาท และหุ้นกู้ประมาณ 20% โดยมียอดออกหุ้นกู้รวมกันประมาณ 8,000 ล้านบาท”
3. Synergy (การผนึกกำลังบุคลากร) – เปิดรับคนรุ่นใหม่เพื่อการเติบโต
โครงสร้างบุคลากรของบริษัทมีสัดส่วนพนักงาน Generation Y และ Z มากกว่า 60% บริษัทจึงมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรเป็น "ทรงพีระมิด" เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความก้าวหน้าในสายอาชีพ:
- การมีส่วนร่วม: สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้พนักงานรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น เพื่อนำเสนอแนวคิดที่สอดคล้องกับความหลากหลายของตลาด โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
- การถ่ายทอด: ให้ประสบการณ์ของบุคลากรรุ่นพี่ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการยึดโยงองค์กรและกำหนดแนวทางป้องกันความเสี่ยง
- ความก้าวหน้า: เปิดโอกาสให้บุคลากรระดับปฏิบัติการสามารถเติบโตขึ้นเป็นหัวหน้างาน เพื่อสร้างฐานบุคลากรคนรุ่นใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
“เราต้องให้พื้นที่ Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นคนส่วนมากของบริษัทเป็นคนออกความคิด และมีส่วนร่วมในการให้ไอเดียธุรกิจ เพื่อเจาะเข้าถึงลูกค้ากลุ่ม luxury ที่เป็นเป้าหมายทั้งซื้อเพื่อลงทุนและซื้อเพื่ออยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันแบ็กล็อก (backlog) ของสิงห์ เอสเตทเป็นกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือเรียลดีมานด์”
4. Sincerity (ความจริงใจและยั่งยืน) – บูรณาการ ESG กับการดำเนินธุรกิจ
บริษัทมองว่าการบริหารจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เป็นแกนหลักที่ต้องควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ โดยเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับธุรกิจ ซึ่งถือเป็น "การสร้างรากฐานที่มั่นคง" ไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์
- โครงการอนุรักษ์ทางทะเล (มัลดีฟส์): การอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลในพื้นที่โครงการ CROSSROADS ทำให้เกิดฝูงโลมาประจำถิ่น ซึ่งกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธุรกิจสำหรับแขกผู้เข้าพัก
- โครงการ “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” และ “Green Button” (ประเทศไทย): โครงการปลูกป่ากว่า 1,000,000 ตารางเมตร ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย
ควบคู่กับการริเริ่มโครงการ "Green Button" ในโรงแรมเครือ SAii Hotels & Resorts เพื่อให้แขกผู้เข้าพักมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การเลือกไม่เปลี่ยนผ้าปูที่นอน) โดยเงินที่ประหยัดได้จะถูกนำไปสนับสนุนการปลูกป่า
หลักการนี้ถูกสรุปโดยผู้บริหารว่า “ Sincerity คือการสร้างสรรค์กิจกรรมที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายต่อบริษัท”
อย่างไรก็ดีผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า “สำหรับปี 2568 นับว่าเป็นปีที่ "สวย" เพราะเริ่มเห็นกำไรที่มาจากธุรกิจรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างฐานกำไรในอนาคต ดังนั้น หลังจากนี้ บริษัทจะมุ่งเน้นสร้างรายได้และกำไรจากธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาคารสำนักงาน ในงบ 9 เดือนของปีนี้ รายได้รวมอยู่ที่ 7,000 กว่าล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานกำไรที่มาจากรายได้ประจำ”
สำหรับปี 2569 บริษัทยังคงตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ 70% จากรายได้ประจำ แต่จะเน้นที่การสร้างฐานกำไรที่มั่นคงเป็นหลัก โดยวางงบลงทุนในธุรกิจปัจจุบันราว 3,000 ล้านบาท ให้น้ำหนักที่ธุรกิจที่พักอาศัยและโรงแรม นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสการลงทุนซื้อกิจการ (โรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง) และสร้างโครงการใหม่ ๆ รวมถึงการซื้อที่ดินอย่างต่อเนื่อง
“และปี 2570 จะเป็นปีที่โครงการ วัน ริเวอร์ (ONE RIVER) จะเริ่มรับรู้รายได้และกำไร ดังนั้น โจทย์ต่อไปคือการสร้างความต่อเนื่องในปี 2571 ซึ่งบริษัทจะเริ่มมองหาการลงทุนใหม่ ๆ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป”