โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สิงห์ เอสเตท ใช้ 4S สร้าง “ฐานกำไรมั่นคง” รับมือเศรษฐกิจผันผวน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 พ.ย. 2568 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 03.08 น.

สิงห์ เอสเตท (S) โชว์ฟอร์ม 10 ปี ทรัพย์สินโต 7 เท่า รายได้พุ่ง 10 เท่า ทีมบริหารเซ็ตยุทธศาสตร์ "A Stable Foundation Drives Sustainable Growth" เน้นสร้างความมั่นคงทางการเงินและกำไร เป็นกันชนรับมือเศรษฐกิจผันผวน เตรียมงบลงทุน 3,000 ล้านบาท ลงเรสซิเดนเทียล-โรงแรม หาโอกาสซื้อกิจการ ขึ้นโครงการใหม่ สะสมที่ดิน หวังสร้างรายได้กำไรต่อเนื่อง

20 พฤศจิกายน 2568 -นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ 'S' เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาว่า มูลค่าทรัพย์สินรวมของสิงห์ เอสเตท เติบโตจากประมาณ 10,000 ล้านบาท ในช่วงเริ่มต้น เป็นกว่า 70,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน ขณะที่รายได้เติบโตจากกว่า 1,000 ล้านบาท เป็น 15,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2567

“11 ปีกับอัตราการเติบโตแง่ทรัพย์สิน 7 เท่าและรายได้ 10 กว่าเท่า สิ่งที่เรามองหาจากนี้คือ Stable Foundation หรือรากฐานของความมั่นคงของความสามารถในการทำกำไร โดยใช้ “ธีม” “A Stable Foundation Drives Sustainable Growth” เน้นการสร้างความมั่นคงและการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงและมีกันชนที่สามารถรองรับแรงเสียดทานจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

อย่างไรก็ดี “สิงห์ เอสเตท” มีธุรกิจหลัก 4 ประเภทภายใต้ 2 แกน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ :

1. ธุรกิจรายได้ไม่ประจำ (Non-Recurring Income)

  • ธุรกิจที่พักอาศัย: ปัจจุบันมีโครงการรวม 10 โครงการ มูลค่าประมาณ 29,571 ล้านบาท ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมแนวสูงและโครงการแนวราบ
    • ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน: ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรม 1 แห่งที่อ่างทอง (พื้นที่ขาย 1,000 ไร่ มูลค่ารวมเกือบ 3,813 ล้านบาท) และการถือหุ้น 30% ในโรงไฟฟ้ากำลังการผลิตรวม 400 เมกะวัตต์

2. ธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income)

  • ธุรกิจโรงแรม: รวม 33 แห่ง ใน 5 ประเทศทั่วโลก มีห้องพักกว่า 4,033 ห้อง โดยมีแบรนด์ SAii เป็นแบรนด์ของบริษัท
    • ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก: ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน 4 แห่ง และอาคารพาณิชย์ 1 แห่ง พื้นที่รวมกันประมาณ 191,640 ตารางเมตร

“รายได้หลักมาจากธุรกิจโรงแรม 69% ที่พักอาศัย 20% ออฟฟิศ 8% และโครงสร้างพื้นฐาน 3% การ Balance portfolio และความสมดุลที่เหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาจะนำมาซึ่งความมั่นคงเพื่อรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ดังนั้นในสภาพเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางธุรกิจ Recurring Income ซึ่งได้ลงทุนในออฟฟิศและโรงแรมกว่าไปแล้วกว่า 50,000 ล้านบาทจะต้องผลิตรายได้และกำไรตลอดอายุของทรัพย์สินคือ 25-30 ปี ซึ่งปัจจุบันครองสัดส่วนรายได้ประมาณ 80% และนับเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม”

ขณะที่ธุรกิจ Non-Recurring Income ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20% และมีอายุโครงการที่สั้นกว่า (เช่น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขายหมดใน 3 ปี) บริษัทคาดหวังให้พอร์ตนี้มีความยืดหยุ่น สร้างรายได้และกำไรได้เร็วในจังหวะที่เศรษฐกิจดี

แกนหลัก 4S ในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ขณะเดียวกันทีมบริหารได้ Set แกนหลัก สำหรับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ Chapter ต่อไปคือ ‘4S’ ประกอบด้วย

1. Stability (ฐานความมั่นคง) – สร้างธุรกิจที่สมดุล

บริษัทมุ่งเน้นการบริหารพอร์ตโฟลิโอรายได้ให้เกิดความสมดุล โดยให้ Recurring Income (จากโรงแรมและอาคารสำนักงาน) ทำหน้าที่เป็นแหล่งรายได้ที่มีเสถียรภาพและเป็นฐานกำไรที่มั่นคง ขณะที่ Non-recurring Income (จากที่พักอาศัยและนิคมอุตสาหกรรม) ต้องมีความยืดหยุ่นสูงตามสภาวะตลาด
สำหรับธุรกิจรายได้ไม่ประจำ บริษัทเน้นการแสวงหา พันธมิตรร่วมลงทุน (Joint Venture) เพื่อใช้ความชำนาญเฉพาะทางและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินร่วมกัน โดยโครงการคอนโดมิเนียม “ONE RIVER พระราม 3” ซึ่งร่วมพัฒนากับ วัน เรียลเอสเตท และมียอดขายกว่าร้อยละ 90 แม้เปิดตัวในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความท้าทาย เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของหลักการนี้

“ในปี 2019 เป็นปีที่เราทำกำไรสูงสุด 400 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นจากธุรกิจ Non Recurring Income นั่นทำให้ความสามารถในการรักษากำไรไม่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นจะต้องมองหาการสร้างฐานกำไรที่มั่นคงจากธุรกิจรายได้ต่อเนื่องให้ได้ และธุรกิจรายได้ที่ไม่ต่อเนื่องต้องมีความยืดหยุ่นพอในปีที่เศรษฐกิจดีสามารถลงทุนและหาผลตอบแทนได้ และปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายเราต้องมีความยืดหยุ่นในการลงทุนในธุรกิจรายได้ไม่ต่อเนื่องอย่างต่อเนื่อง”

2. Strength (ความแข็งแกร่งทางการเงิน) – เสริมสภาพคล่องและระเบียบวินัย

บริษัทแสดงความสามารถในการระดมทุนที่แข็งแกร่ง โดยระดมทุนรวมกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี จากทั้งเงินกู้ธนาคารและหุ้นกู้ ปัจจุบันมีสัดส่วนเงินกู้ต่อหุ้นกู้ที่ 80:20 บริษัทได้รับความไว้วางใจจากผู้ให้เงินทุนด้วยระเบียบวินัยทางการเงินที่เข้มงวด

  • เงินกู้ธนาคาร: มีเครือข่ายสถาบันการเงินสนับสนุนมากกว่า 10 แห่ง จากความเชื่อมั่นในศักยภาพของโครงการและความสามารถในการชำระหนี้
  • หุ้นกู้: สามารถระดมเงินทุนกว่า 10,000 ล้านบาทภายใน 4 ปี โดยเน้นการวางแผนการออกจำหน่ายที่เหมาะสม คำนึงถึงปริมาณ อัตราดอกเบี้ย และช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย

บริษัทยังวางเป้าหมายปรับสัดส่วนเงินกู้ธนาคารต่อหุ้นกู้อยู่ที่ 70:30 เพื่อสร้างความสมดุลในการจัดหาเงินทุน และกำหนดเป้าหมายให้ผู้บริหารหน่วยธุรกิจรักษาอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อกำไร (Debt-to-Earnings Ratio) เพื่อเสริมสร้างวินัยทางการเงินและมุ่งสู่การปรับอันดับความน่าเชื่อถือ

“สิงห์ เอสเตทเติบโตด้วย “เงินทุน” เป็นหลักโดยมีหนี้สินที่มีต่อดอกเบี้ย 1 ปีประมาณ 32,000 กว่าล้านบาท เป็นเงินกู้จากธนาคารประมาณ 80%หรือราวๆ 20,000 กว่าล้านบาท และหุ้นกู้ประมาณ 20% โดยมียอดออกหุ้นกู้รวมกันประมาณ 8,000 ล้านบาท”

3. Synergy (การผนึกกำลังบุคลากร) – เปิดรับคนรุ่นใหม่เพื่อการเติบโต

โครงสร้างบุคลากรของบริษัทมีสัดส่วนพนักงาน Generation Y และ Z มากกว่า 60% บริษัทจึงมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรเป็น "ทรงพีระมิด" เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความก้าวหน้าในสายอาชีพ:

  • การมีส่วนร่วม: สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้พนักงานรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น เพื่อนำเสนอแนวคิดที่สอดคล้องกับความหลากหลายของตลาด โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
  • การถ่ายทอด: ให้ประสบการณ์ของบุคลากรรุ่นพี่ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการยึดโยงองค์กรและกำหนดแนวทางป้องกันความเสี่ยง
  • ความก้าวหน้า: เปิดโอกาสให้บุคลากรระดับปฏิบัติการสามารถเติบโตขึ้นเป็นหัวหน้างาน เพื่อสร้างฐานบุคลากรคนรุ่นใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

“เราต้องให้พื้นที่ Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นคนส่วนมากของบริษัทเป็นคนออกความคิด และมีส่วนร่วมในการให้ไอเดียธุรกิจ เพื่อเจาะเข้าถึงลูกค้ากลุ่ม luxury ที่เป็นเป้าหมายทั้งซื้อเพื่อลงทุนและซื้อเพื่ออยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันแบ็กล็อก (backlog) ของสิงห์ เอสเตทเป็นกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือเรียลดีมานด์”

4. Sincerity (ความจริงใจและยั่งยืน) – บูรณาการ ESG กับการดำเนินธุรกิจ

บริษัทมองว่าการบริหารจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เป็นแกนหลักที่ต้องควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ โดยเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับธุรกิจ ซึ่งถือเป็น "การสร้างรากฐานที่มั่นคง" ไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์

  • โครงการอนุรักษ์ทางทะเล (มัลดีฟส์): การอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลในพื้นที่โครงการ CROSSROADS ทำให้เกิดฝูงโลมาประจำถิ่น ซึ่งกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธุรกิจสำหรับแขกผู้เข้าพัก
  • โครงการ “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” และ “Green Button” (ประเทศไทย): โครงการปลูกป่ากว่า 1,000,000 ตารางเมตร ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย
    ควบคู่กับการริเริ่มโครงการ "Green Button" ในโรงแรมเครือ SAii Hotels & Resorts เพื่อให้แขกผู้เข้าพักมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การเลือกไม่เปลี่ยนผ้าปูที่นอน) โดยเงินที่ประหยัดได้จะถูกนำไปสนับสนุนการปลูกป่า

หลักการนี้ถูกสรุปโดยผู้บริหารว่า “ Sincerity คือการสร้างสรรค์กิจกรรมที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน และไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายต่อบริษัท”

อย่างไรก็ดีผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า “สำหรับปี 2568 นับว่าเป็นปีที่ "สวย" เพราะเริ่มเห็นกำไรที่มาจากธุรกิจรายได้ต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างฐานกำไรในอนาคต ดังนั้น หลังจากนี้ บริษัทจะมุ่งเน้นสร้างรายได้และกำไรจากธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาคารสำนักงาน ในงบ 9 เดือนของปีนี้ รายได้รวมอยู่ที่ 7,000 กว่าล้านบาท และมีกำไรอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานกำไรที่มาจากรายได้ประจำ”

สำหรับปี 2569 บริษัทยังคงตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ 70% จากรายได้ประจำ แต่จะเน้นที่การสร้างฐานกำไรที่มั่นคงเป็นหลัก โดยวางงบลงทุนในธุรกิจปัจจุบันราว 3,000 ล้านบาท ให้น้ำหนักที่ธุรกิจที่พักอาศัยและโรงแรม นอกจากนี้ยังมองหาโอกาสการลงทุนซื้อกิจการ (โรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง) และสร้างโครงการใหม่ ๆ รวมถึงการซื้อที่ดินอย่างต่อเนื่อง

“และปี 2570 จะเป็นปีที่โครงการ วัน ริเวอร์ (ONE RIVER) จะเริ่มรับรู้รายได้และกำไร ดังนั้น โจทย์ต่อไปคือการสร้างความต่อเนื่องในปี 2571 ซึ่งบริษัทจะเริ่มมองหาการลงทุนใหม่ ๆ ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...