โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

YLG เผยทองคำ…ยังแพงได้อีก ปี 2026 ลุ้นทะยานเหนือ 70,000 บาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 พ.ย. 2568 เวลา 15.56 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2568 เวลา 08.56 น.

YLG ชี้ทองคำยังเป็น "ขาขึ้น" ต่อเนื่อง หลังปีนี้ทำนิวไฮกว่า 55 ครั้ง! มั่นใจปีหน้ากองทุนใหญ่ทั่วโลกยังแห่ซื้อ รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลงและวิกฤตหนี้โลก ดันราคาเป้าหมายปี 2026 พุ่งเหนือ 4,600 ดอลลาร์ (ราว 70,700 บาท) แนะรายย่อยรอ "ช้อนซื้อ" แถว 61,000 บาท

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 งาน Money Expo 2025 Bangkok Year-End ได้จัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ"ทองคำ..ยังแพงได้อีก ปี 2026 ลุ้นทะยาน เหนือ 70,000 บาท" โดย นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ฟิวเจอร์ส จำกัด

นายวรุตเริ่มเล่าว่า ปี 2025 นับเป็นปีที่ราคาทองคำสร้างปรากฏการณ์ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High - ATH) อย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำ ATH สูงถึง 55 ครั้ง หลังจากปีที่ผ่านมาทำไปแล้วเกือบ 40 ครั้ง การขึ้นแรงติดต่อกันมา 2 ปีนี้ ทำให้สถาบันการเงินชั้นนำต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า "ปีหน้า…ทองคำจะยิ่งแพงขึ้นไปอีก" โดยมีการคาดการณ์อย่างท้าทายว่าราคาทองคำอาจพุ่งทะยานไปได้ถึง 70,000 บาท ต่อบาททองคำ หรือสูงกว่า 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2026

ปัจจัยขับเคลื่อนทองคำ

เมื่อนักลงทุนสถาบันพร้อมใจ "ซื้อ"

นายวรุตกล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญที่ดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนคือ "แรงซื้อเพื่อเก็งกำไร" และการเข้าลงทุนของกองทุนขนาดใหญ่ เมื่อทุกคนมองเห็นโอกาสทำกำไร และเชื่อว่าราคาจะไปต่อ แม้จะอยู่ในระดับ ATH ก็จะยังมีการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง

โดยสัญญาณจากการเคลื่อนไหวของกองทุน ETF ทองคำเป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มการเก็งกำไรที่ชัดเจนโดยเฉพาะในแง่ของ เม็ดเงินมหาศาล สภาทองคำโลกเปิดเผยว่า ในปี 2025 มีการซื้อทองคำจากสถาบันกองทุนไปแล้วถึง 72,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนว่าอเมริกา ยุโรป และเอเชีย พร้อมใจกันเข้าซื้อ

อีกทั้งปริมาณการเทรดทำสถิติในเดือนกันยายน 2568 ปริมาณการซื้อขายกองทุน ETF ทองคำสูงที่สุด มูลค่าเกินกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ และในช่วงที่ทองทำ ATH มีปริมาณการเทรด ETF สูงถึง 62 ล้านตัน

รวมถึงจังหวะการพักฐานในเดือนตุลาคม 2568 ยุโรปมีการเทขายทองคำออกมา จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน (การประกาศขีปนาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย) ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนสถาบันในยุโรปปรับพอร์ตสินทรัพย์ปลอดภัย แต่กลุ่มประเทศอื่นยังคงซื้อต่อ โดยเฉพาะในเอเชีย (จีนและอินเดีย) ที่มีสัดส่วนการซื้อมากกว่าการเทขายของยุโรป ซึ่งบ่งชี้ว่า ยังมีช่องว่างให้ทองคำปรับตัวขึ้นได้อีก หากยุโรปกลับมาเข้าซื้อในอนาคต

เผยกลยุทธ์การลงทุน

จับจังหวะ "กองทุนใหญ่"

นายวรุตชี้ว่า การติดตามการลงทุนของกองทุนขนาดใหญ่ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถคาดการณ์และปรับแผนการลงทุนได้ โดยเมื่อใดที่นักลงทุนสถาบันเริ่มเข้าซื้อ เป็นสัญญาณที่ดีที่รายย่อยสามารถเข้าตามได้ ดดยมีคำแนะนำสำหรับนักลงทุนดังนี้

  • ระยะยาว/สะสม: ควรใช้กลยุทธ์ "ทยอยสะสม"
  • ระยะสั้น/เก็งกำไร: ควรใช้ปัจจัยอื่นประกอบการพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากราคาทองคำในปัจจุบันแกว่งตัวในระดับสูงมาก อาจมีการแกว่งตัวสูงถึง 200 ดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนในตราสารอนุพันธ์ต้องเฝ้าระวังเพื่อป้องกันโอกาสพอร์ตแตก แต่หากจับจังหวะได้ดีก็สามารถทำกำไรได้เช่นกัน

นายวรุตกล่าวต่อว่านอกจากปัจจัยด้านกองทุนแล้ว ตัวคุณภาพของสินทรัพย์เองก็เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดสำคัญ หากทองคำยังให้อัตราผลตอบแทนที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนก็ยังคงเข้าซื้อ

โดยผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทองคำยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ โดยมีดัชนี MSCI World Index EM (ตลาดเกิดใหม่) และ MSCI World (หุ้นโลก) ตามมาเป็นลำดับ

อีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาคือดอกเบี้ยขาลง หากการลงทุนในสินทรัพย์อื่นยังไม่ดี และทิศทางดอกเบี้ยยังคงปรับตัวลง เม็ดเงินจะถูกกระจายมาสู่ทองคำมากขึ้น ถือเป็นปัจจัยบวกกับทองคำผนวกกับ ความหวาดกลัวทางเศรษฐกิจ ที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว นักลงทุนจึงยังมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีหน้า หากอิทธิพลของความหวาดกลัวเกิดขึ้นจริงจากปัจจัยใหม่ ๆ ทองคำก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นต่อไปได้อีก แต่หากเศรษฐกิจเป็นบวกและสงครามสงบลง ทองคำก็อาจจะปรับตัวลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวก

ท้ายสุดคือวิกฤตหนี้ท่วมโลกที่ถือเป็นเป็นกับระเบิดเวลาสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก หากประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ (หนี้ 125%) อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ที่มีหนี้สาธารณะสูงเกิดวิกฤตขึ้นมา ก็จะเป็นผลดีต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ส่วนปัจจัยระยะสั้น ที่ต้องจับตาคือการประชุม FED ในเดือนธันวาคม ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยตลาดคาดการณ์ว่า FED อาจจะประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง และในปีหน้าคาดการณ์ว่า FED จะลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก 3 ครั้ง จนอาจลงมาต่ำถึง $2.75\%-3\%$ ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยบวกต่อทองคำ

นายวรุตกล่าวต่อว่า สำหรับการวางแผนการลงทุนในปี 2026 ได้ให้มุมมองที่ชัดเจนสำหรับทิศทางราคาทองคำ โดยแบ่งเป็นกรอบเวลาและกลยุทธ์ดังนี้:

1. แนวโน้มระยะกลาง (ครึ่งปีแรก 2026): แม้จะมีแรงส่งจากปัจจัยบวก แต่ราคาทองคำใน ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 จะยังไม่หวือหวามากนัก โดยจะเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway จุดสูงสุดที่จะเป็นสัญญาณสำคัญให้ราคาทะยานขึ้นต่อ (High Max) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,245.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์

2. กลยุทธ์เข้าซื้อและแนวรับ/แนวต้านที่สำคัญ: นักลงทุนระยะสั้นที่ต้องการเข้าซื้อควร รอจังหวะที่ราคาปรับตัวลง โดยมีการแนะนำให้ทยอยสะสมเมื่อราคาทองคำอ่อนตัวลงมาที่แนวรับสำคัญ ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 3,975 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือระดับราคาที่ง่ายต่อการเข้าซื้อคือประมาณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณคือ 61,000 – 61,100 บาท หากราคาทองคำหลุด 61,000 บาทไป แนวรับถัดไปที่ต้องจับตาคือ 59,800 บาท

สำหรับการขายทำกำไรในกรอบการแกว่งตัวระยะสั้น ควรระมัดระวังเมื่อราคาเหวี่ยงขึ้นไปที่แนวต้านแรกคือ 63,900 บาท เนื่องจากราคาทองคำในระดับนี้มักจะถูกแรงขายทำกำไรกดลงมา

3. แนวโน้มระยะยาว (ปี 2026 และถัดไป): สำหรับ ระยะยาวในปี 2026 นายวรุตคาดการณ์ว่าราคาทองคำน่าจะสามารถปรับตัวขึ้นไปถึง 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือเทียบเป็นเงินไทยที่ระดับ 70,700 บาท ซึ่งเป็นระดับที่สถาบันขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มองไว้ โดยไม่มีใครมองต่ำกว่า 4,600 ดอลลาร์เลย

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองที่บวกจัดจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น J.P. Morgan, Goldman Sachs และ DBS ที่มองว่าราคาทองคำอาจพุ่งทะยานไปได้สูงถึง 4,900 ดอลลาร์ ไปจนถึง 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหมายความว่าเราอาจได้เห็นราคาทองคำกลับไปทำสถิติที่ 74,000 บาท ได้อีกครั้งอย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

ในส่วนมุมมองจากสถาบันขนาดใหญ่ เช่น J.P. Morgan, Goldman Sachs, และ DBS ต่างมองว่าราคาทองคำจะไม่ต่ำกว่า 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2026 ซึ่งทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้เห็นราคาทองคำที่ 70,000 บาท หรือสูงกว่านั้นได้อีก

“ด้วยแรงซื้อเก็งกำไรจากกองทุนขนาดใหญ่ ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอิทธิพล รวมถึงแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ FED ทำให้ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในการกระจายความเสี่ยงและมีโอกาสทำราคาสูงสุดใหม่ต่อไปในอีก 1-2 ปีข้างหน้า”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...