ชีวิตชาวกรุงกับโรงรับจำนำ ในช่วงสงคราม
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
ชีวิตชาวกรุงกับโรงรับจำนำ
ในช่วงสงคราม
ช่วงสงครามหาเอเชียบูรพาทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพขยับ ราคาสินค้าพุ่งสูง กิจการห้างร้านเอกชนไม่สามารถทำการได้เหมือนปกติ ชาวกรุงประสบปัญหาการในการหางานทำ มีผู้คนตกงานมากขึ้น โรงรับจำนำจึงกลายเป็นที่พึ่งของคนยาก รวมทั้งพวกเศรษฐีเก่า ผู้ดีตกยากที่ต้องขายสมบัติเก่ามากินมาใช้ในช่วงสงคราม
ทั้งนี้ โรงรับจำนำที่เกิดขึ้นครั้งในสมัยพระจอมเกล้าฯ (2409) ยี่ห้อ “ย่องเซี้ยง” ข้างวัดเทพธิดารามเป็นแห่งแรก ต่อมาชาวจีนตั้งโรงรับจำนำขึ้นอย่างกว้างขวาง รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงตรา พ.ร.บ.โรงรับจำนำ รัตนโกสินทร์ศก 114 (2439) โรงรับจำนำยี่ห้อ “ฮั่วเส็ง” ที่แถวบ้านหม้อ ถนนพาหุรัดกลายเป็นโรงรับจำนำแห่งแรกตามกฎหมายและเปิดกิจการเรื่อยมานับแต่นั้นกระทั่งเลิกกิจการไปเมื่อถูกระเบิดในช่วงสงคราม
หลังจากตั้งโรงรับจำนำฮั่วเส็งขึ้นแล้ว เริ่มมีคนจีนขออนุญาตจัดตั้งโรงรับจำนำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในพระนคร กระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 รัฐบาลใหม่จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ (2481) ขึ้นใหม่ให้เหมาะแก่กาลสมัย ในกฎหมายมีสาระสำคัญ คือ การอนุญาตให้ตั้งโรงรับจำนำจะต้องทำโดยการประมูล กำหนดระยะดำเนินงานคราวละ 5 ปี และกำหนดอัตราดอกเบี้ยเสียใหม่ (อรสรวง บุตรนาค, 2542 : 29)
อย่างไรก็ตาม โรงรับจำนำครั้งนั้นมีเฉพาะในพระนครและธนบุรีเท่านั้น ด้วยรัฐบาลยังไม่อนุญาตให้ตั้งในต่างจังหวัด เนื่องจากจังหวัดที่อยู่ในภูมิภาคนั้น การตรวจตราควบคุมโรงรับจำนำและสิ่งของที่นำมาจำนำทำได้ยาก เป็นช่องให้คนร้ายนำสิ่งของที่ขโมยนำไปจำนำได้สะดวกเพราะไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่รัฐ
ชาวกรุงกับโรงรับจำนำครั้งสงคราม
ป.บูรณปกรณ์ (2447-2495) นักหนังสือและนักเขียนแนวสัจนิยมสามีของ ก.สุรางคนาง (2454-2542) เขาเล่าถึงวิถีชีวิตคนไทยช่วงสงครามที่อัตคัดขัดสนไว้ใน “ชีวิตจากมุมมืด” (2489) ว่า “ข้าพเจ้ามีโอกาสได้คุยกับเถ้าแก่โรงจำนำภายหลังสงคราม เขาบอกกับข้าพเจ้าว่า อาชีพโรงรับจำนำตกต่ำไปมาก ตลอดเวลาที่ลูกระเบิดกำลังหย่อนอย่างชุกชุมกลางพระนคร ไม่มีคนเอาของมาจำนำ การส่งดอกเบี้ยก็ไม่ตรงเวลาเหมือนแต่ก่อน บางรายก็ปล่อยขาดไม่มาส่งดอกเสียเลย ลูกค้าเก่าหายหน้าไปหมด” (ป.บูรณปกรณ์, 2531 : 101)
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของลูกค้าเหล่านั้นว่า สาเหตุที่ลูกค้าเหล่านั้นไม่มาส่งดอกเบี้ยที่โรงรับจำนำจะเป็นเพราะต้องปล่อยของหลุดจำนำเพราะขัดสนเงินหรืออพยพย้ายถิ่นหนีระเบิดไปที่อื่นหรือโดนลูกระเบิดกันไปจนชีวิตหาไม่แล้ว
ในช่วงนั้น เกิดความเคลื่อนไหวชาวจีนต่อต้านญี่ปุ่น ทำให้ชาวจีนถูกเพ่งเล็งจากเหล่าเคมเปไทหรือสารวัตรทหารเป็นอันมาก เกิดการกวาดล้างชาวจีนที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกนิยมรัฐบาลก๊กหมินตั๋งจำนวนมาก รวมทั้งเหล่าพ่อค้าจีนในไทยด้วย ทำให้เถ้าแก่โรงรับจำนำถูกญี่ปุ่นจับไปฐานสงสัยว่าต่อต้านญี่ปุ่นหลายคน บางโรงรับจำนำถูกระเบิดเสียหาย อีกทั้ง มีการตีราคาสินค้าที่รับจำนำไว้ต่ำทำให้เถ้าแก่จ่ายเงินคืนลูกค้าด้วยราคาต่ำ จนทำให้ลูกค้าฟ้องร้องว่า โรงรับจำนำยักยอกทรัพย์ เจ้าของบางรายต้องติดคุกไปก็มี ” (ป.บูรณปกรณ์, 102)
ลูกค้าโรงรับจำนำมีทุกระดับ
ในช่วงก่อนสงคราม เถ้าแก่โรงรับจำนำเล่าว่า มีคุณหญิงคุณนายชนชั้นสูงต่างนำกระเป๋าหนังจระเข้ของตนมาจำนำ รวมทั้งมีเจ้านายหลายคนฝากให้คุณข้าหลวงผู้เป็นหญิงสูงอายุในวังนำเครื่องเพชรเครื่องทองของส่วนตัว ของตระกูลและของมีค่าในวังมาจำนำก็มี บางครั้งเมื่อคุณข้าหลวงได้เงินกลับไปแล้ว ไม่เอาเงินไปให้เจ้านายก็มี แต่พวกเจ้านาย ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความดำเนินคดี ด้วยมีหน้าบาง กลัวสังคมจะรู้ว่า พวกเธอเป็นถึงหญิงสูงศักดิ์แต่ตกยากจนถึงขนาดต้องจำนำของเก่ามากิน (ป.บูรณปกรณ์, 104)
เถ้าแก่เล่าเบื้องหลังธุรกิจโรงรับจำนำว่า ในช่วงสงคราม ธุรกิจโรงรับจำนำไม่ได้อยู่ได้ด้วยเครื่องเพชรเครื่องทองพวกผู้ดีเก่าตกยากที่นำมาจำนำ แต่อยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำที่เป็นชาวบ้านทั่วไป
คนเหล่านี้จะนำเสื้อผ้ามาจำนำ ไม่ว่าจะเป็นผ้าซิ่น สเกิร์ตมาจำนำและไถ่ถอนกลับคืนกันบ่อยที่สุด ด้วยเสื้อผ้าสมัยสงครามเป็นของหายากและมีราคา ทำให้กิจการโรงรับจำนำมีรายได้จากการส่งดอกเบี้ยเพียงพอ เถ้าแก่เล่าว่า กลุ่มคนที่นิยมเอาเสื้อผ้ามาจำนำบ่อยที่สุด คือ “ผู้หญิงหาเงิง เราต้องนับถือเขา คนถีบสามล้อเราก็ต้องนับถือเขา โรงจำนำมีโสหุ้ยมาก อั๊วต้องขบจาย ผู้หญิงหาเงิง” (ป.บูรณปกรณ์, 103)
“อั๊วต้องขบจาย ผู้หญิงหาเงิง”
ด้วยผู้หญิงเหล่านั้นมีสเกิร์ตที่ใช้ทำงานอยู่คนละชุดสองชุดเท่านั้นซึ่งปกติในชีวิตจริงพวกเธอมิได้นุ่งสเกิร์ตแต่เธอนุ่งผ้าถุง ดังนั้น ชุดสเกิร์ตจึงเป็นชุดทำงาน อีกทั้งเป็นทรัพย์สินมีค่าสำหรับชีวิตของพวกเธอ เมื่อเธอเหล่านั้นขัดสนเงินจึงจำเป็นต้องนำสเกิร์ตของเธอนำมาจำนำเสียชุดหนึ่งและเหลือไว้นุ่งอีกชุดหนึ่งไว้ใส่ทำงาน บางคนเพียงเดือนเดียวเอาสเกิร์ตมาจำนำและไถ่ถอนออกไปถึง 7 ครั้งก็มี
เถ้าแก่เล่าว่า ลูกค้าแบบนี้มีนับร้อยคน พอพวกเธอมาถึงร้าน เธอก็ยื่นห่อของให้เถ้าแก่ โดยไม่ต้องพูดเรื่องราคากันอีก เพราะเถ้าแก่จำลูกค้าได้ดี จากนั้นเถ้าแก่หยิบเงินจ่ายให้เธอได้เลย
เขาเล่าถึงลูกค้าสาวครั้งสงครามว่า “ผู้หญิงบางคนนุ่งผ้ามาสองชั้น ชั้นนอกเป็นสเกิร์ตสีแดง ชั้นในเป็นผ้าถุงสีดำ พอก้าวข้ามธรณีของโรงจำนำเข้าไปเท่านั้นก็ถอดสเกิร์ตออกจำนำ ขากลับ คนที่ยืนอยู่หน้าโรงจำนำจะนึกถามตัวเองว่า ผู้หญิงที่กลับออกมาจะเป็นคนเดียวกับที่เดินเข้าไปหรือไม่ เพราะหน้าตาเหมือนกันแต่นุ่งผ้ามอซอผิดกัน” (ป.บูรณปกรณ์, 103) นี่คือภาพความรันทดและความยากแค้นของคนที่อยู่เบื้องล่างในพระนคร
หลังสงครามนักเซ็งลี้เอาเสื้อผ้ามาจำนำ
เถ้าแก่เล่าต่อไปอีกว่า ช่วงหลังสงคราม เมื่อการเซ้งลี้ซื้อขายไม่คล่องเหมือนเดิมมีผู้คนเอาเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มมาจำนำมากกว่าช่วงสงครามเสียอีก เนื่องจากครั้งสงคราม พวกเซ็งลี้ขายของตลาดมืดหาเงินได้คล่องหาได้มากและใช้เงินมือเติบใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย แต่หลังสงครามสินค้าเริ่มไม่ขาดแคลนอีกแล้ว นักเซ็งลี้มีช่องทางหาเงินกันได้ไม่คล่องเหมือนแต่ก่อน ปรากฏว่า คนเหล่านี้จำต้องขายเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงของตนเอง เช่น “เสื้อผ้าชนิดดีๆ เช่น ชาร์กสกิน ก็หลุดไปจากตัวไปทีละชิ้นๆ จนหมด ส่วนโรงจำนำเมื่อรับเสื้อผ้าไว้มาก แต่คนชนิดนี้กลับมาถ่ายคืนน้อย” (ป.บูรณปกรณ์, 104-105)
กล่าวได้ว่า เรื่องราววิถีชีวิตของคนไทยในช่วงสงครามเป็นเรื่องที่น่าศึกษาค้นคว้า แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า การศึกษาเรื่องสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทยที่ผ่านมามุ่งเน้นศึกษาไปในทางประวัติศาสตร์สงคราม นโยบายต่างประเทศของไทย บทบาทของรัฐบาลและบุคคลสำคัญค่อนข้างมากจนดูราวกับว่า เรื่องราวครั้งสงครามนั้น ชีวิตของผู้คนธรรมดาไม่ปรากฏอยู่ในโศกนาฏกรรมแห่งสงครามครั้งนั้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตชาวกรุงกับโรงรับจำนำ ในช่วงสงคราม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly