โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตชาวกรุงกับโรงรับจำนำ ในช่วงสงคราม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 พ.ย. 2568 เวลา 01.00 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2568 เวลา 01.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

ชีวิตชาวกรุงกับโรงรับจำนำ

ในช่วงสงคราม

ช่วงสงครามหาเอเชียบูรพาทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพขยับ ราคาสินค้าพุ่งสูง กิจการห้างร้านเอกชนไม่สามารถทำการได้เหมือนปกติ ชาวกรุงประสบปัญหาการในการหางานทำ มีผู้คนตกงานมากขึ้น โรงรับจำนำจึงกลายเป็นที่พึ่งของคนยาก รวมทั้งพวกเศรษฐีเก่า ผู้ดีตกยากที่ต้องขายสมบัติเก่ามากินมาใช้ในช่วงสงคราม

ทั้งนี้ โรงรับจำนำที่เกิดขึ้นครั้งในสมัยพระจอมเกล้าฯ (2409) ยี่ห้อ “ย่องเซี้ยง” ข้างวัดเทพธิดารามเป็นแห่งแรก ต่อมาชาวจีนตั้งโรงรับจำนำขึ้นอย่างกว้างขวาง รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงตรา พ.ร.บ.โรงรับจำนำ รัตนโกสินทร์ศก 114 (2439) โรงรับจำนำยี่ห้อ “ฮั่วเส็ง” ที่แถวบ้านหม้อ ถนนพาหุรัดกลายเป็นโรงรับจำนำแห่งแรกตามกฎหมายและเปิดกิจการเรื่อยมานับแต่นั้นกระทั่งเลิกกิจการไปเมื่อถูกระเบิดในช่วงสงคราม

หลังจากตั้งโรงรับจำนำฮั่วเส็งขึ้นแล้ว เริ่มมีคนจีนขออนุญาตจัดตั้งโรงรับจำนำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในพระนคร กระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 รัฐบาลใหม่จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ (2481) ขึ้นใหม่ให้เหมาะแก่กาลสมัย ในกฎหมายมีสาระสำคัญ คือ การอนุญาตให้ตั้งโรงรับจำนำจะต้องทำโดยการประมูล กำหนดระยะดำเนินงานคราวละ 5 ปี และกำหนดอัตราดอกเบี้ยเสียใหม่ (อรสรวง บุตรนาค, 2542 : 29)

อย่างไรก็ตาม โรงรับจำนำครั้งนั้นมีเฉพาะในพระนครและธนบุรีเท่านั้น ด้วยรัฐบาลยังไม่อนุญาตให้ตั้งในต่างจังหวัด เนื่องจากจังหวัดที่อยู่ในภูมิภาคนั้น การตรวจตราควบคุมโรงรับจำนำและสิ่งของที่นำมาจำนำทำได้ยาก เป็นช่องให้คนร้ายนำสิ่งของที่ขโมยนำไปจำนำได้สะดวกเพราะไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่รัฐ

ป้ายโรงรับจำนำ เทเวศร์ ธนาคารคนจน

ชาวกรุงกับโรงรับจำนำครั้งสงคราม

ป.บูรณปกรณ์ (2447-2495) นักหนังสือและนักเขียนแนวสัจนิยมสามีของ ก.สุรางคนาง (2454-2542) เขาเล่าถึงวิถีชีวิตคนไทยช่วงสงครามที่อัตคัดขัดสนไว้ใน “ชีวิตจากมุมมืด” (2489) ว่า “ข้าพเจ้ามีโอกาสได้คุยกับเถ้าแก่โรงจำนำภายหลังสงคราม เขาบอกกับข้าพเจ้าว่า อาชีพโรงรับจำนำตกต่ำไปมาก ตลอดเวลาที่ลูกระเบิดกำลังหย่อนอย่างชุกชุมกลางพระนคร ไม่มีคนเอาของมาจำนำ การส่งดอกเบี้ยก็ไม่ตรงเวลาเหมือนแต่ก่อน บางรายก็ปล่อยขาดไม่มาส่งดอกเสียเลย ลูกค้าเก่าหายหน้าไปหมด” (ป.บูรณปกรณ์, 2531 : 101)

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของลูกค้าเหล่านั้นว่า สาเหตุที่ลูกค้าเหล่านั้นไม่มาส่งดอกเบี้ยที่โรงรับจำนำจะเป็นเพราะต้องปล่อยของหลุดจำนำเพราะขัดสนเงินหรืออพยพย้ายถิ่นหนีระเบิดไปที่อื่นหรือโดนลูกระเบิดกันไปจนชีวิตหาไม่แล้ว

ในช่วงนั้น เกิดความเคลื่อนไหวชาวจีนต่อต้านญี่ปุ่น ทำให้ชาวจีนถูกเพ่งเล็งจากเหล่าเคมเปไทหรือสารวัตรทหารเป็นอันมาก เกิดการกวาดล้างชาวจีนที่ถูกสงสัยว่าเป็นพวกนิยมรัฐบาลก๊กหมินตั๋งจำนวนมาก รวมทั้งเหล่าพ่อค้าจีนในไทยด้วย ทำให้เถ้าแก่โรงรับจำนำถูกญี่ปุ่นจับไปฐานสงสัยว่าต่อต้านญี่ปุ่นหลายคน บางโรงรับจำนำถูกระเบิดเสียหาย อีกทั้ง มีการตีราคาสินค้าที่รับจำนำไว้ต่ำทำให้เถ้าแก่จ่ายเงินคืนลูกค้าด้วยราคาต่ำ จนทำให้ลูกค้าฟ้องร้องว่า โรงรับจำนำยักยอกทรัพย์ เจ้าของบางรายต้องติดคุกไปก็มี ” (ป.บูรณปกรณ์, 102)

โรงรับจำนำของชาวจีน เครดิตภาพ : blockdit.com

ลูกค้าโรงรับจำนำมีทุกระดับ

ในช่วงก่อนสงคราม เถ้าแก่โรงรับจำนำเล่าว่า มีคุณหญิงคุณนายชนชั้นสูงต่างนำกระเป๋าหนังจระเข้ของตนมาจำนำ รวมทั้งมีเจ้านายหลายคนฝากให้คุณข้าหลวงผู้เป็นหญิงสูงอายุในวังนำเครื่องเพชรเครื่องทองของส่วนตัว ของตระกูลและของมีค่าในวังมาจำนำก็มี บางครั้งเมื่อคุณข้าหลวงได้เงินกลับไปแล้ว ไม่เอาเงินไปให้เจ้านายก็มี แต่พวกเจ้านาย ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความดำเนินคดี ด้วยมีหน้าบาง กลัวสังคมจะรู้ว่า พวกเธอเป็นถึงหญิงสูงศักดิ์แต่ตกยากจนถึงขนาดต้องจำนำของเก่ามากิน (ป.บูรณปกรณ์, 104)

เถ้าแก่เล่าเบื้องหลังธุรกิจโรงรับจำนำว่า ในช่วงสงคราม ธุรกิจโรงรับจำนำไม่ได้อยู่ได้ด้วยเครื่องเพชรเครื่องทองพวกผู้ดีเก่าตกยากที่นำมาจำนำ แต่อยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำที่เป็นชาวบ้านทั่วไป

คนเหล่านี้จะนำเสื้อผ้ามาจำนำ ไม่ว่าจะเป็นผ้าซิ่น สเกิร์ตมาจำนำและไถ่ถอนกลับคืนกันบ่อยที่สุด ด้วยเสื้อผ้าสมัยสงครามเป็นของหายากและมีราคา ทำให้กิจการโรงรับจำนำมีรายได้จากการส่งดอกเบี้ยเพียงพอ เถ้าแก่เล่าว่า กลุ่มคนที่นิยมเอาเสื้อผ้ามาจำนำบ่อยที่สุด คือ “ผู้หญิงหาเงิง เราต้องนับถือเขา คนถีบสามล้อเราก็ต้องนับถือเขา โรงจำนำมีโสหุ้ยมาก อั๊วต้องขบจาย ผู้หญิงหาเงิง” (ป.บูรณปกรณ์, 103)

โรงรับจำนำยี่ห้องี่หลี ปากซอยท่าเตียนตรงข้ามวัดพระเชตุพนฯ

“อั๊วต้องขบจาย ผู้หญิงหาเงิง”

ด้วยผู้หญิงเหล่านั้นมีสเกิร์ตที่ใช้ทำงานอยู่คนละชุดสองชุดเท่านั้นซึ่งปกติในชีวิตจริงพวกเธอมิได้นุ่งสเกิร์ตแต่เธอนุ่งผ้าถุง ดังนั้น ชุดสเกิร์ตจึงเป็นชุดทำงาน อีกทั้งเป็นทรัพย์สินมีค่าสำหรับชีวิตของพวกเธอ เมื่อเธอเหล่านั้นขัดสนเงินจึงจำเป็นต้องนำสเกิร์ตของเธอนำมาจำนำเสียชุดหนึ่งและเหลือไว้นุ่งอีกชุดหนึ่งไว้ใส่ทำงาน บางคนเพียงเดือนเดียวเอาสเกิร์ตมาจำนำและไถ่ถอนออกไปถึง 7 ครั้งก็มี

เถ้าแก่เล่าว่า ลูกค้าแบบนี้มีนับร้อยคน พอพวกเธอมาถึงร้าน เธอก็ยื่นห่อของให้เถ้าแก่ โดยไม่ต้องพูดเรื่องราคากันอีก เพราะเถ้าแก่จำลูกค้าได้ดี จากนั้นเถ้าแก่หยิบเงินจ่ายให้เธอได้เลย

เขาเล่าถึงลูกค้าสาวครั้งสงครามว่า “ผู้หญิงบางคนนุ่งผ้ามาสองชั้น ชั้นนอกเป็นสเกิร์ตสีแดง ชั้นในเป็นผ้าถุงสีดำ พอก้าวข้ามธรณีของโรงจำนำเข้าไปเท่านั้นก็ถอดสเกิร์ตออกจำนำ ขากลับ คนที่ยืนอยู่หน้าโรงจำนำจะนึกถามตัวเองว่า ผู้หญิงที่กลับออกมาจะเป็นคนเดียวกับที่เดินเข้าไปหรือไม่ เพราะหน้าตาเหมือนกันแต่นุ่งผ้ามอซอผิดกัน” (ป.บูรณปกรณ์, 103) นี่คือภาพความรันทดและความยากแค้นของคนที่อยู่เบื้องล่างในพระนคร

โรงรับจำนำยี่ห้องี่หลี ปากซอยท่าเตียนตรงข้ามวัดพระเชตุพนฯ

หลังสงครามนักเซ็งลี้เอาเสื้อผ้ามาจำนำ

เถ้าแก่เล่าต่อไปอีกว่า ช่วงหลังสงคราม เมื่อการเซ้งลี้ซื้อขายไม่คล่องเหมือนเดิมมีผู้คนเอาเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มมาจำนำมากกว่าช่วงสงครามเสียอีก เนื่องจากครั้งสงคราม พวกเซ็งลี้ขายของตลาดมืดหาเงินได้คล่องหาได้มากและใช้เงินมือเติบใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย แต่หลังสงครามสินค้าเริ่มไม่ขาดแคลนอีกแล้ว นักเซ็งลี้มีช่องทางหาเงินกันได้ไม่คล่องเหมือนแต่ก่อน ปรากฏว่า คนเหล่านี้จำต้องขายเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงของตนเอง เช่น “เสื้อผ้าชนิดดีๆ เช่น ชาร์กสกิน ก็หลุดไปจากตัวไปทีละชิ้นๆ จนหมด ส่วนโรงจำนำเมื่อรับเสื้อผ้าไว้มาก แต่คนชนิดนี้กลับมาถ่ายคืนน้อย” (ป.บูรณปกรณ์, 104-105)

กล่าวได้ว่า เรื่องราววิถีชีวิตของคนไทยในช่วงสงครามเป็นเรื่องที่น่าศึกษาค้นคว้า แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า การศึกษาเรื่องสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทยที่ผ่านมามุ่งเน้นศึกษาไปในทางประวัติศาสตร์สงคราม นโยบายต่างประเทศของไทย บทบาทของรัฐบาลและบุคคลสำคัญค่อนข้างมากจนดูราวกับว่า เรื่องราวครั้งสงครามนั้น ชีวิตของผู้คนธรรมดาไม่ปรากฏอยู่ในโศกนาฏกรรมแห่งสงครามครั้งนั้น

หมู่เจ้านาย ชนชั้นสูงครั้งระบอบเก่า
หมู่เจ้านาย ชนชั้นสูงครั้งระบอบเก่า
หมู่เจ้านาย ชนชั้นสูงครั้งระบอบเก่า
หมู่เจ้านาย ชนชั้นสูงครั้งระบอบเก่า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชีวิตชาวกรุงกับโรงรับจำนำ ในช่วงสงคราม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...