โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาผู้บริโภคชี้ พ.ร.ก.ไซเบอร์ใหม่เอาไม่อยู่ แอปปลอมเกลื่อน-บัญชีม้าเพียบ หนุนระบบรับผิดอัตโนมัติ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 05.33 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2568 เวลา 10.52 น.

สภาผู้บริโภคเผย หลัง พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับใหม่มีผล ปัญหาภัยไซเบอร์ยังพุ่ง มีช่องโหว่แอปปลอมระบาด บัญชีม้าไม่ถูกบล็อก ปิดซิมม้าได้ช้า ผู้เสียหายต้องฟ้องร้องเอง หนุนระบบเยียวยาแบบสิงคโปร์

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาที่ผู้บริโภคเผชิญจากการถูกหลอกลวงทางไซเบอร์ไม่ได้ลดลง แต่กลับเปลี่ยนรูปแบบและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งแพลตฟอร์มธนาคาร และผู้ให้บริการโทรคมนาคมต่างมีช่องโหว่สำคัญ เช่น การขึ้นแอปพลิเคชั่นบนแพลตฟอร์ม iOS และ Android ที่ไม่มีระบบตรวจสอบว่าเป็นแอปจริงหรือแอปปลอม ทำให้ผู้บริโภคดาวน์โหลดแอปหลอกลงทุนได้ง่าย ต่อมาสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ยังไม่สามารถจดแจ้งแพลตฟอร์มหรือกำหนดความรับผิดตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อการถูกหลอกจากแอป และเพจปลอมที่เปิดใหม่ได้ตลอดเวลาโดยไม่มีมาตรการสกัด

ด้านมาตรการจากระบบธนาคาร นางสาวสารีระบุว่า การบังคับใช้มาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือว่าก้าวหน้าที่สุด แต่ยังมีช่องโหว่หลายจุด โดยเฉพาะการที่ยังไม่ได้กำหนดมาตรการร่วมรับผิดกับธนาคารในกรณีบัญชีม้า ทั้งที่บัญชีม้าควรถูกบล็อกไม่ให้โอนเงินได้ตั้งแต่แรก แต่ปัจจุบันสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ รวมถึงมีบัญชีม้าในรูปแบบนิติบุคคลที่ไม่ถูกดำเนินการ และมีอีกหลายบริษัทที่ไม่ได้ส่งงบดุลต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี แต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังไม่เพิกถอน ทำให้บริษัทเหล่านี้ถูกใช้เป็นช่องทางหลอกลวงผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง

นางสาวสารียังชี้ว่า เกณฑ์การตีความกลุ่มคนเปราะบางของ ธปท. อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะมาตรการได้กำหนดกลุ่มคนเปราะบางที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งที่กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ต่างเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกจากช่องโหว่ของระบบธนาคาร แต่กลับไม่ถูกจัดเป็นกลุ่มเปราะบาง ส่งผลไม่ได้รับความคุ้มครองหรือมาตรการช่วยเหลือตามมา

สำหรับอีกมาตรการที่น่ากังวล คือ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม นางสาวสารีระบุว่า มาตรการของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำหนดให้ขั้นตอนการปิดซิมสแกมเมอร์ยากกว่าเดิม เนื่องจากให้ผู้ให้บริการต้องรอคำสั่งจาก กสทช.ก่อนดำเนินการ แตกต่างจากมาตรการเดิมกำหนดผู้ให้บริการสามารถตรวจจับซิมบอกซ์และปิดได้ทันที ทำให้ผู้ให้บริการที่เคยจัดการได้รวดเร็วกลับทำงานแย่ลง เพราะถูกห้ามทำ อีก ทั้งกฎได้กำหนดให้ผู้ขึ้นทะเบียนต้องมีตัวตนจริงยังไม่เข้มงวด ส่งผลให้เพจปลอมและแอปปลอมเปิดใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีระบบตรวจสอบหรือบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ

เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคระบุว่า เมื่อกฎหมายไม่สามารถป้องกันภัยไซเบอร์ได้จริง ทำให้ผู้บริโภคต้องฟ้องคดีเอง และมีหลายกรณีผู้เสียหายถูกตีความว่าไม่ใช่ผู้บริโภค จึงไม่ได้รับความช่วยเหลือ ต้องไปจ้างทนายที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 10% ของมูลค่าความเสียหาย และหากชนะคดีบางรายถูกเรียกเพิ่มเป็น 20% โดยผู้เสียหายเมื่อถูกหลอกลวงส่วนใหญ่หมดตัวแล้ว จึงไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงได้รับคำตอบที่แตกต่างกันไปในแต่ละหน่วยงานเมื่อไปร้องเรียน และไม่มีมาตรฐานกลางในการเยียวยา จึงควรมีการจัดตั้งกองทุนในการร่วมเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย

เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคยังกล่าวถึงปัญหากลไกที่ทำทีละอย่าง เช่น การคุ้มครองที่ยังไม่ครอบคลุมบัญชีนิติบุคคล หรือมาตรการของ ETDA โดยกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานแจ้งผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องดำเนินการหลังได้รับแจ้งข้อมูลปลอมหรือข้อมูลเท็จภายใน 24 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติเวลาที่กฎหมายกำหนด ยังถือว่าช้าเกินไป เพราะภัยไซเบอร์เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที และหากใช้กรอบเวลาแบบเดิมจะทำให้คนเสียหายเพิ่มขึ้น เนื่องจากมิจฉาชีพโอนเงินต่อยอดไปหลายชั้นได้รวดเร็ว จึงจำเป็นต้องปรับลดเวลาให้เหลือไม่เกิน 2 ชั่วโมง หรือแม้กระทั่ง 30 นาที-1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถประสานงานกันได้จริง และช่วยลดความเสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านข้อเสนอเชิงระบบ สภาผู้บริโภคเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน ที่เสนอให้มีระบบรับผิดอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ให้บริการและสถาบันการเงินมีแรงจูงใจในการป้องกันภัยไซเบอร์ พร้อมย้ำว่าสภาผู้บริโภคพร้อมร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อผลักดันมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ให้เกิดขึ้นจริง

“เห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณวิโรจน์ เพราะต่างประเทศ มีการกำหนดบทลงโทษและกำหนดวิธีการเยียวยาที่ชัดเจน สำหรับผู้ให้บริการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ของไทยผู้บริโภคต้องฟ้องคดีเอง ทั้งที่ผู้ให้บริการและหน่วยงานกำกับควรต้องระมัดระวังมากขึ้น สภาผู้บริโภคพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้มาตรการป้องกันสแกมเมอร์บังคับใช้ได้จริง” นางสาวสารี ระบุ

เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภคย้ำว่า หากไทยต้องการลดความเสียหายจากภัยไซเบอร์อย่างแท้จริง ต้องมีมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยเฉพาะระบบหน่วงเงินก่อนโอน เพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาตรวจสอบก่อนที่เงินจะออกจากบัญชี สภาผู้บริโภคผลักดันมาตรการนี้มากว่า 2 ปี แต่ไทยยังทำไม่สำเร็จ ขณะที่สิงคโปร์นำไปใช้แล้วและช่วยลดความเสียหายได้จริง แต่หน่วยงานของไทยยังไม่เร่งผลักดันให้เป็นรูปธรรม โดยระบบเยียวยาอัตโนมัติและความร่วมรับผิดของผู้ให้บริการจึงเป็นสิ่งที่ต้องผลักดันควบคู่กัน ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องต่อสู้เพียงลำพังในระบบที่ยังล่าช้าและไม่ทันต่อภัยไซเบอร์ยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2568 ที่เข้าข่ายปัญหาภัยไซเบอร์ โดยพบว่าผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามาจำนวน 18,687 ราย ส่วนใหญ่พบปัญหา ข้อความสั้น (SMS) แนบลิงก์ปลอม หรือปัญหาสั่งของไม่ได้รับของ รวมถึงการถูกหลอกให้โอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงมีจำนวน 111 คดี ที่สภาผู้บริโภคช่วยเหลืออยู่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับภัยทุจริตทางการเงินจากการที่ผู้บริโภคถูกฟ้องร้องโดยบริษัทบัตรเครดิตและธนาคาร เนื่องมาจากถูกมิจฉาชีพหลอกลวง

ซึ่งการที่มีผู้เสียหายจำนวนมากสะท้อนช่องโหว่ของกลไกที่มีอยู่ รวมถึงเมื่อเกิดปัญหาขึ้นผู้บริโภคต้องไปร้องเรียนทุกหน่วยงาน และประสบปัญหาไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง ทั้งที่กรณีส่วนใหญ่เป็นภัยไซเบอร์ ไม่ใช่การหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ ผู้บริโภคจึงไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือหรือช่องทางเยียวยาที่ควรมีตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สภาผู้บริโภคชี้ พ.ร.ก.ไซเบอร์ใหม่เอาไม่อยู่ แอปปลอมเกลื่อน-บัญชีม้าเพียบ หนุนระบบรับผิดอัตโนมัติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...