โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชาตินิยมสีเทา ในการเมืองไทย | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 02.57 น.

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon

ทันทีที่ทหารไทยขาขาดเป็นข้างที่ 7 นายพลคนหนึ่งบอกผมว่าถ้าทหารไทยขาขาด 1 คน เขมรต้องหัวขาด 1 คน

ประเทศไทยวันนี้จึงกลับมากรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของการโจมตีกัมพูชาทั้งในแบบที่พูดตรงๆ ว่าเพื่อล้างแค้น

กับในแบบที่พูดอ้อมๆ ว่าเพื่อทำลายความเป็นปรปักษ์กับไทยของกัมพูชา

เพื่อให้เห็นภาพว่าคนไทยบางกลุ่มรู้สึกต่อกัมพูชาอย่างไรยิ่งขึ้น นายพลที่พูดกับผมแบบนั้นไม่ใช่คนที่ชอบพูดออกสื่อว่าไทยควรส่งเครื่องบินไปถล่มพนมเปญ

แต่เป็นนายพลที่คุยกับผมเสร็จต้องเข้าทำเนียบทุกวันอังคาร และไม่ใช่นายพลที่ต้องสร้างเรตติ้งโดยปลุกกระแสชาตินิยม

ล่าสุด กองทัพประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชาไปแล้ว จากนั้นรัฐบาลที่เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพก็ประกาศตามกองทัพไปด้วย เพื่อไทยไม่พูดอะไร ส่วนพรรคประชาชนพูดว่าควรใช้การทูตเชิงรุกเป็นหลัก

แต่แค่นี้ก็โดนโจมตีว่าไม่รู้จักเขมรดีพอ ไปขวางทหารรบทำไม

ประเทศไทยควรตอบโต้เขมรเป็นเรื่องที่ชัดแล้วจนไม่มีอะไรให้ต้องเถียงกัน

แต่จะตอบโต้แบบไหน (How) และตอบโต้ด้วยอะไร (What) เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้อีกเยอะ

เพราะการตอบโต้ทางการทูต, เศรษฐกิจ หรือการเมืองก็ทำให้อีกฝ่ายจนตรอกได้ไม่ต่างจากการทำสงครามเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ถ้าตอนนี้ใครบังอาจบอกว่าสงครามไม่ใช่ทางออก คนนั้นก็เสี่ยงจะถูกโจมตีว่าไม่รักชาติ, ตัวไทยใจเขมร, ขี้ข้าต่างชาติ ฯลฯ จนอาจตัดสินใจว่าไม่พูดเลยดีกว่า

เพราะสังคมไทยมีคนพร้อมยัดข้อหานี้ให้คนอื่นเพื่อบอกว่าตัวเองรักชาติแบบสำเร็จรูป (Quick Win Nationalism) ทันที

ความรักชาติเป็นภาวะนามธรรมซึ่งไม่มีเครื่องชั่งตวงวัดว่าใครรักชาติกว่าใคร ยิ่งถ้าไม่ใช่คนที่สูญเสียโดยตรงจากการสู้รบหรือปกป้องผลประโยชน์ชาติวิธีต่างๆ ก็ยิ่งไม่มีใครมีสิทธิด่าว่าใครรักชาติน้อยกว่าตัวเอง

และที่ไม่ควรที่สุดคือการโจมตีคนอื่นเพียงเพราะพูดว่าสงครามไม่ใช่ทางออกเดียว

ชาติ, ชาตินิยม, ผลประโยชน์ของชาติ (National Interest) และผลประโยชน์ของรัฐ (State Interest) คือสี่เรื่องที่ต่างกัน

ชาติคือการรวมกลุ่มของคน

ส่วนชาตินิยมคือความคิดเรื่องทิศทางของความเป็นชาติ คนชาติเดียวจึงอาจเป็น “ชาตินิยม” หรือ “ไม่ชาตินิยม” ก็ได้ตามความเชื่อและรสนิยมแต่ละคน

ยกตัวอย่างง่ายๆ สหรัฐ, ฝรั่งเศส หรือสิงคโปร์เป็นประเทศที่สำนึกเรื่องความเป็นชาติสูงมาก

แต่คนที่ “ไม่ชาตินิยม” ก็มีมากด้วย เพราะประเทศเหล่านี้เชื่อมต่อกับโลกจนมีความเป็น Cosmopolitan หรือ “สากลนิยม” ที่เชื่อเรื่องชาติซึ่งคนในชาติไม่ต้องคิดและทำเหมือนกันแบบ “ชาตินิยม”

ถ้าเข้าใจว่า “ชาติ” ไม่เท่ากับ “ชาตินิยม” ก็จะเข้าใจต่อว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” (National Interest) ไม่เท่ากับ “ผลประโยชน์ของรัฐ” (State Interest)

เพราะผลประโยชน์ของชาติหมายถึงความไพบูลย์ของชาติในระยะยาว ส่วนผลประโยชน์ของรัฐคือความอยู่รอดของรัฐและรัฐบาล

สำหรับคนที่คิดเรื่อง “ชาติ” จริงๆ ไม่ใช่คิดแต่การปั่นกระแส “ชาตินิยม” เพื่อสร้างเรตติ้งหรือปลุกระดม

สิ่งที่ต้องทำคือยึด “ผลประโยชน์ของชาติ” มากกว่า “ผลประโยชน์ของรัฐ”

เพราะการสร้างกระแสชาตินิยมอาจทำลายความมั่นคงของชาติหรือสถานภาพของชาติในเวทีโลกในระยะยาว

ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล บอกนักข่าวว่าพร้อมฉีกข้อตกลงกับไทย-กัมพูชา ต่อให้จะกระทบกับข้อตกลงกับสหรัฐเรื่อง “ภาษีทรัมป์” ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการส่งออกสินค้าไปสหรัฐหลายแสนล้าน

โดยคุณอนุทินบอกนักข่าวว่าไปขายประเทศอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขายที่สหรัฐอเมริกา

คำพูดแบบนี้แน่นอนว่าได้ใจคนไทยกลุ่มชาตินิยมจนไม่ลืมหูลืมตา

แต่สหรัฐคือตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และภาคส่งออกไทยพึ่งการขายในสหรัฐถึง 18% หรือเท่ากับรายได้จากการส่งออกของไทยมาจากสหรัฐเกือบ 1 ใน 5 การไม่ส่งสินค้าไปสหรัฐ

จึงกระทบ “ผลประโยชน์ของชาติ” แน่นอน

หน้าที่ของรัฐบาลคือการทำให้ไทยได้ประโยชน์จากข้อตกลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา

เช่นเดียวกับได้ประโยชน์จากข้อตกลงสหรัฐเรื่องภาษีทรัมป์

ไม่ใช่สร้างโจทย์ผิดๆ ว่าขอรบกับกัมพูชาโดยไม่สนใจผลกระทบต่อการสูญเสียรายได้ 1 ใน 5 ซึ่งไทยไม่มีโอกาสหาแหล่งรายได้ใหม่ทดแทนได้เลย

Quick Win Nationalism คือชาตินิยมแบบแดกด่วนที่บอกคนในชาติให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงความ “รักชาติ” อย่างที่ศาสดาชาตินิยมแดกด่วนต้องการ

ตัวอย่างของเรื่องที่ต้องทำมีตั้งแต่ด่าพรรคส้ม, กระทืบเขมร, อวยทหาร ฯลฯ ซึ่งถ้าไตร่ตรองจะเห็นว่าไม่เกี่ยวอะไรกับผลประโยชน์ของชาติเลย

เมื่อใดที่ “ชาติ” เป็นเครื่องมือให้คนบางกลุ่มอุปโลกน์ว่าตัวเอง “รักชาติ” กว่าใคร เมื่อนั้นคนกลุ่มนี้ก็อาจกลายเป็นอันธพาลการเมืองที่ข้ามเส้นจาก “ชาตินิยม” เป็น “คลั่งชาติ” จนอาจผลักดันให้ “ชาติ” หรือรัฐบาลทำอะไรที่ขัดแย้งกับ “ผลประโยชน์ของชาติ” ถึงแม้อาจเป็น “ผลประโยชน์ของรัฐบาล”

อาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งบอกว่าทันทีที่ทหารไทยขาขาดคนที่ 7 ทหารไทยต้องถล่มพนมเปญและรัฐบาลต้องฉีกข้อตกลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาทันที

คำพูดนี้ได้ใจคนไทยบางส่วนจริง แต่คำพูดนี้ก็แสดงปัญหาที่ “ผลประโยชน์ของรัฐ” สำคัญกว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” ในะระยาว

ข้ออ้างในการยุให้รัฐบาลฉีกข้อตกลงกับกัมพูชาคือกัมพูชาไม่ทำตามข้อตกลงเลย

แต่ถ้าการบังคับให้กัมพูชาทำตามข้อตกลงเป็นเป้าหมายที่แท้จริง การที่ไทยฉีกข้อตกลงก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่ากัมพูชาจะทำตามเรื่องที่ตกลงไว้มากขึ้น เพราะกัมพูชาอาจไม่ทำอะไรเลยเหมือนเดิมก็ได้เช่นกัน

2 ใน 4 ของข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชาคือการปราบสแกมเมอร์และทำลายทุ่นระเบิด แต่ทั้ง 2 ข้อมาจากการผลักดันของไทยและอาเซียนกับสหรัฐอเมริกา

ส่วนกัมพูชาไม่สนใจเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น การฉีกข้อตกลงจึงทำให้กัมพูชาหลุดพ้นจากพันธะที่ต้องปราบสแกมเมอร์และทุ่นระเบิดโดยสิ้นเชิง

รัฐบาลได้ใจคนไทยแน่ๆ หากฉีกข้อตกลงร่วมของไทย-กัมพูชาและประกาศว่าไม่สนขายของให้สหรัฐ “ผลประโยชน์ของรัฐ” มีเต็มๆ จากการฉีกข้อตกลงนี้ตามกระแสนี้ แต่ “ผลประโยชน์ของชาติ” ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการตัดสินใจแบบนี้ด้วยเช่นกัน

ถ้ายึดถือ “ผลประโยชน์ของชาติ” มากกว่าการปั่นหรือโหนกระแสชาตินิยม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือยึดข้อตกลงสันติภาพไว้ให้มั่น เพราะไทยได้ไปเปรียบ กัมพูชาเสียเปรียบ

และที่สำคัญคือข้อตกลงนี้ได้รับการค้ำประกันโดยสหรัฐซึ่งเป็น 1 ในสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ในกรณีที่ไทยต้องการตอบโต้การวางทุ่นระเบิดของกัมพูชา

สิ่งที่ไทยสามารถทำได้คือทำการโจมตีเชิงป้องกัน (Preemptive Strike) ซึ่งควรอยู่ภายใต้กรอบ 3 ข้อคือต้องโจมตีจุดที่เป็นภัยคุกคามที่รุนแรง, จุดที่มีความจำเป็นต้องทำลาย และในการทำลายต้องได้สัดส่วนเพื่อป้องกันตัว

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่รัฐบาลไทยต้องทำที่สุดเพื่อตอบโต้ฮุนเซนคือทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์และอายัดทรัพย์สินของ “ทุนเทา” ที่เป็นรากฐานของ “ระบอบฮุน เซน” ซึ่งจะเป็นการให้บทเรียนฮุน เซน ยิ่งกว่าการโจมตีทางทหารที่ฮุน เซน ไม่เดือดร้อนเลย แต่เรื่องนี้รัฐบาลกลับไม่ทำแม้แต่นิดเดียว

ถ้าตระหนักถึงความแตกต่างระหว่าง “ผลประโยชน์ของรัฐ” กับ “ผลประโยชน์ของชาติ” ก็จะตระหนักว่าความรักชาติมีความหมายกว้างกว่าการทำอะไรตามกระแส Quick Win Nationalism หรือ “ชาตินิยมแดกด่วน” ที่ทุกวันนี้นักการเมืองสีเทา, สื่อสีเทา และกลุ่มการเมืองสีเทาใช้เป็นเครื่องมือ

คนไทยเข้าใจแทบเป็นเอกฉันท์ว่า “นักการเมืองสีเทา” คือใคร และ “กลุ่มการเมืองสีเทา” คือพรรคไหน

แต่สิ่งที่ควรรู้ทันจนตาสว่างกว่าเดิมคือนักการเมืองและพรรคการเมืองกลุ่มนี้มักชูกระแส “ชาตินิยม” เพื่อปกป้องพฤติกรรมสีเทาของตัวเองโดยหลอกลวงว่าตัวเองรักชาติกว่าทุกคน

แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บอกผมว่าเราจะมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเท่ากับคุณอนุทินอาจประกาศยุบสภาเร็วกว่าเส้นตายในวันที่ 31 มกราคม และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ทั้งบุคคลและพรรคสีเทากำลังใช้เงินสีเทาเตรียมตัวสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้อย่างประเจิดประเจ้อและไร้ยางอาย

ส.ส.หลายคนจากหลายพรรคยืนยัน ราคาของการซื้อ ส.ส.จากพรรคเดิมไปพรรคใหม่ตอนนี้อยู่ที่ 50 ล้าน แปลว่าถ้าซื้อ 20 คนก็จ่าย 1,000 ล้าน และถ้าซื้อ 40 คนก็ต้องจ่ายถึง 2,000 ล้าน ซึ่งการใช้เงินแบบนี้ผิดแน่ๆ และผิดยิ่งขึ้นเมื่อคำนึงว่าไม่มีทางที่เงินเหล่านี้จะมาจากเงินที่ถูกกฎหมายของใคร

อันตรายที่สุดของการเมืองไทยวันนี้คือพรรคการเมืองสีเทากำลังใช้เงินสีเทาเพื่อสร้างรัฐบาลสีเทาโดยแอบตัวเองอยู่หลังการปลุกกระแสชาตินิยมที่ทำลายผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

อย่าปล่อยให้การเมืองสีเทายึดประเทศภายใต้วาทกรรมชาตินิยมแบบ Quick Win ที่ประเทศไม่ได้อะไรเลย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชาตินิยมสีเทา ในการเมืองไทย | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...