ชาตินิยมสีเทา ในการเมืองไทย | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
ทันทีที่ทหารไทยขาขาดเป็นข้างที่ 7 นายพลคนหนึ่งบอกผมว่าถ้าทหารไทยขาขาด 1 คน เขมรต้องหัวขาด 1 คน
ประเทศไทยวันนี้จึงกลับมากรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของการโจมตีกัมพูชาทั้งในแบบที่พูดตรงๆ ว่าเพื่อล้างแค้น
กับในแบบที่พูดอ้อมๆ ว่าเพื่อทำลายความเป็นปรปักษ์กับไทยของกัมพูชา
เพื่อให้เห็นภาพว่าคนไทยบางกลุ่มรู้สึกต่อกัมพูชาอย่างไรยิ่งขึ้น นายพลที่พูดกับผมแบบนั้นไม่ใช่คนที่ชอบพูดออกสื่อว่าไทยควรส่งเครื่องบินไปถล่มพนมเปญ
แต่เป็นนายพลที่คุยกับผมเสร็จต้องเข้าทำเนียบทุกวันอังคาร และไม่ใช่นายพลที่ต้องสร้างเรตติ้งโดยปลุกกระแสชาตินิยม
ล่าสุด กองทัพประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชาไปแล้ว จากนั้นรัฐบาลที่เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพก็ประกาศตามกองทัพไปด้วย เพื่อไทยไม่พูดอะไร ส่วนพรรคประชาชนพูดว่าควรใช้การทูตเชิงรุกเป็นหลัก
แต่แค่นี้ก็โดนโจมตีว่าไม่รู้จักเขมรดีพอ ไปขวางทหารรบทำไม
ประเทศไทยควรตอบโต้เขมรเป็นเรื่องที่ชัดแล้วจนไม่มีอะไรให้ต้องเถียงกัน
แต่จะตอบโต้แบบไหน (How) และตอบโต้ด้วยอะไร (What) เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้อีกเยอะ
เพราะการตอบโต้ทางการทูต, เศรษฐกิจ หรือการเมืองก็ทำให้อีกฝ่ายจนตรอกได้ไม่ต่างจากการทำสงครามเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี ถ้าตอนนี้ใครบังอาจบอกว่าสงครามไม่ใช่ทางออก คนนั้นก็เสี่ยงจะถูกโจมตีว่าไม่รักชาติ, ตัวไทยใจเขมร, ขี้ข้าต่างชาติ ฯลฯ จนอาจตัดสินใจว่าไม่พูดเลยดีกว่า
เพราะสังคมไทยมีคนพร้อมยัดข้อหานี้ให้คนอื่นเพื่อบอกว่าตัวเองรักชาติแบบสำเร็จรูป (Quick Win Nationalism) ทันที
ความรักชาติเป็นภาวะนามธรรมซึ่งไม่มีเครื่องชั่งตวงวัดว่าใครรักชาติกว่าใคร ยิ่งถ้าไม่ใช่คนที่สูญเสียโดยตรงจากการสู้รบหรือปกป้องผลประโยชน์ชาติวิธีต่างๆ ก็ยิ่งไม่มีใครมีสิทธิด่าว่าใครรักชาติน้อยกว่าตัวเอง
และที่ไม่ควรที่สุดคือการโจมตีคนอื่นเพียงเพราะพูดว่าสงครามไม่ใช่ทางออกเดียว
ชาติ, ชาตินิยม, ผลประโยชน์ของชาติ (National Interest) และผลประโยชน์ของรัฐ (State Interest) คือสี่เรื่องที่ต่างกัน
ชาติคือการรวมกลุ่มของคน
ส่วนชาตินิยมคือความคิดเรื่องทิศทางของความเป็นชาติ คนชาติเดียวจึงอาจเป็น “ชาตินิยม” หรือ “ไม่ชาตินิยม” ก็ได้ตามความเชื่อและรสนิยมแต่ละคน
ยกตัวอย่างง่ายๆ สหรัฐ, ฝรั่งเศส หรือสิงคโปร์เป็นประเทศที่สำนึกเรื่องความเป็นชาติสูงมาก
แต่คนที่ “ไม่ชาตินิยม” ก็มีมากด้วย เพราะประเทศเหล่านี้เชื่อมต่อกับโลกจนมีความเป็น Cosmopolitan หรือ “สากลนิยม” ที่เชื่อเรื่องชาติซึ่งคนในชาติไม่ต้องคิดและทำเหมือนกันแบบ “ชาตินิยม”
ถ้าเข้าใจว่า “ชาติ” ไม่เท่ากับ “ชาตินิยม” ก็จะเข้าใจต่อว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” (National Interest) ไม่เท่ากับ “ผลประโยชน์ของรัฐ” (State Interest)
เพราะผลประโยชน์ของชาติหมายถึงความไพบูลย์ของชาติในระยะยาว ส่วนผลประโยชน์ของรัฐคือความอยู่รอดของรัฐและรัฐบาล
สำหรับคนที่คิดเรื่อง “ชาติ” จริงๆ ไม่ใช่คิดแต่การปั่นกระแส “ชาตินิยม” เพื่อสร้างเรตติ้งหรือปลุกระดม
สิ่งที่ต้องทำคือยึด “ผลประโยชน์ของชาติ” มากกว่า “ผลประโยชน์ของรัฐ”
เพราะการสร้างกระแสชาตินิยมอาจทำลายความมั่นคงของชาติหรือสถานภาพของชาติในเวทีโลกในระยะยาว
ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล บอกนักข่าวว่าพร้อมฉีกข้อตกลงกับไทย-กัมพูชา ต่อให้จะกระทบกับข้อตกลงกับสหรัฐเรื่อง “ภาษีทรัมป์” ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการส่งออกสินค้าไปสหรัฐหลายแสนล้าน
โดยคุณอนุทินบอกนักข่าวว่าไปขายประเทศอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขายที่สหรัฐอเมริกา
คำพูดแบบนี้แน่นอนว่าได้ใจคนไทยกลุ่มชาตินิยมจนไม่ลืมหูลืมตา
แต่สหรัฐคือตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และภาคส่งออกไทยพึ่งการขายในสหรัฐถึง 18% หรือเท่ากับรายได้จากการส่งออกของไทยมาจากสหรัฐเกือบ 1 ใน 5 การไม่ส่งสินค้าไปสหรัฐ
จึงกระทบ “ผลประโยชน์ของชาติ” แน่นอน
หน้าที่ของรัฐบาลคือการทำให้ไทยได้ประโยชน์จากข้อตกลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา
เช่นเดียวกับได้ประโยชน์จากข้อตกลงสหรัฐเรื่องภาษีทรัมป์
ไม่ใช่สร้างโจทย์ผิดๆ ว่าขอรบกับกัมพูชาโดยไม่สนใจผลกระทบต่อการสูญเสียรายได้ 1 ใน 5 ซึ่งไทยไม่มีโอกาสหาแหล่งรายได้ใหม่ทดแทนได้เลย
Quick Win Nationalism คือชาตินิยมแบบแดกด่วนที่บอกคนในชาติให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงความ “รักชาติ” อย่างที่ศาสดาชาตินิยมแดกด่วนต้องการ
ตัวอย่างของเรื่องที่ต้องทำมีตั้งแต่ด่าพรรคส้ม, กระทืบเขมร, อวยทหาร ฯลฯ ซึ่งถ้าไตร่ตรองจะเห็นว่าไม่เกี่ยวอะไรกับผลประโยชน์ของชาติเลย
เมื่อใดที่ “ชาติ” เป็นเครื่องมือให้คนบางกลุ่มอุปโลกน์ว่าตัวเอง “รักชาติ” กว่าใคร เมื่อนั้นคนกลุ่มนี้ก็อาจกลายเป็นอันธพาลการเมืองที่ข้ามเส้นจาก “ชาตินิยม” เป็น “คลั่งชาติ” จนอาจผลักดันให้ “ชาติ” หรือรัฐบาลทำอะไรที่ขัดแย้งกับ “ผลประโยชน์ของชาติ” ถึงแม้อาจเป็น “ผลประโยชน์ของรัฐบาล”
อาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งบอกว่าทันทีที่ทหารไทยขาขาดคนที่ 7 ทหารไทยต้องถล่มพนมเปญและรัฐบาลต้องฉีกข้อตกลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาทันที
คำพูดนี้ได้ใจคนไทยบางส่วนจริง แต่คำพูดนี้ก็แสดงปัญหาที่ “ผลประโยชน์ของรัฐ” สำคัญกว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” ในะระยาว
ข้ออ้างในการยุให้รัฐบาลฉีกข้อตกลงกับกัมพูชาคือกัมพูชาไม่ทำตามข้อตกลงเลย
แต่ถ้าการบังคับให้กัมพูชาทำตามข้อตกลงเป็นเป้าหมายที่แท้จริง การที่ไทยฉีกข้อตกลงก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่ากัมพูชาจะทำตามเรื่องที่ตกลงไว้มากขึ้น เพราะกัมพูชาอาจไม่ทำอะไรเลยเหมือนเดิมก็ได้เช่นกัน
2 ใน 4 ของข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชาคือการปราบสแกมเมอร์และทำลายทุ่นระเบิด แต่ทั้ง 2 ข้อมาจากการผลักดันของไทยและอาเซียนกับสหรัฐอเมริกา
ส่วนกัมพูชาไม่สนใจเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น การฉีกข้อตกลงจึงทำให้กัมพูชาหลุดพ้นจากพันธะที่ต้องปราบสแกมเมอร์และทุ่นระเบิดโดยสิ้นเชิง
รัฐบาลได้ใจคนไทยแน่ๆ หากฉีกข้อตกลงร่วมของไทย-กัมพูชาและประกาศว่าไม่สนขายของให้สหรัฐ “ผลประโยชน์ของรัฐ” มีเต็มๆ จากการฉีกข้อตกลงนี้ตามกระแสนี้ แต่ “ผลประโยชน์ของชาติ” ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการตัดสินใจแบบนี้ด้วยเช่นกัน
ถ้ายึดถือ “ผลประโยชน์ของชาติ” มากกว่าการปั่นหรือโหนกระแสชาตินิยม สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือยึดข้อตกลงสันติภาพไว้ให้มั่น เพราะไทยได้ไปเปรียบ กัมพูชาเสียเปรียบ
และที่สำคัญคือข้อตกลงนี้ได้รับการค้ำประกันโดยสหรัฐซึ่งเป็น 1 ในสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ในกรณีที่ไทยต้องการตอบโต้การวางทุ่นระเบิดของกัมพูชา
สิ่งที่ไทยสามารถทำได้คือทำการโจมตีเชิงป้องกัน (Preemptive Strike) ซึ่งควรอยู่ภายใต้กรอบ 3 ข้อคือต้องโจมตีจุดที่เป็นภัยคุกคามที่รุนแรง, จุดที่มีความจำเป็นต้องทำลาย และในการทำลายต้องได้สัดส่วนเพื่อป้องกันตัว
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่รัฐบาลไทยต้องทำที่สุดเพื่อตอบโต้ฮุนเซนคือทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์และอายัดทรัพย์สินของ “ทุนเทา” ที่เป็นรากฐานของ “ระบอบฮุน เซน” ซึ่งจะเป็นการให้บทเรียนฮุน เซน ยิ่งกว่าการโจมตีทางทหารที่ฮุน เซน ไม่เดือดร้อนเลย แต่เรื่องนี้รัฐบาลกลับไม่ทำแม้แต่นิดเดียว
ถ้าตระหนักถึงความแตกต่างระหว่าง “ผลประโยชน์ของรัฐ” กับ “ผลประโยชน์ของชาติ” ก็จะตระหนักว่าความรักชาติมีความหมายกว้างกว่าการทำอะไรตามกระแส Quick Win Nationalism หรือ “ชาตินิยมแดกด่วน” ที่ทุกวันนี้นักการเมืองสีเทา, สื่อสีเทา และกลุ่มการเมืองสีเทาใช้เป็นเครื่องมือ
คนไทยเข้าใจแทบเป็นเอกฉันท์ว่า “นักการเมืองสีเทา” คือใคร และ “กลุ่มการเมืองสีเทา” คือพรรคไหน
แต่สิ่งที่ควรรู้ทันจนตาสว่างกว่าเดิมคือนักการเมืองและพรรคการเมืองกลุ่มนี้มักชูกระแส “ชาตินิยม” เพื่อปกป้องพฤติกรรมสีเทาของตัวเองโดยหลอกลวงว่าตัวเองรักชาติกว่าทุกคน
แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บอกผมว่าเราจะมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเท่ากับคุณอนุทินอาจประกาศยุบสภาเร็วกว่าเส้นตายในวันที่ 31 มกราคม และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ทั้งบุคคลและพรรคสีเทากำลังใช้เงินสีเทาเตรียมตัวสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้อย่างประเจิดประเจ้อและไร้ยางอาย
ส.ส.หลายคนจากหลายพรรคยืนยัน ราคาของการซื้อ ส.ส.จากพรรคเดิมไปพรรคใหม่ตอนนี้อยู่ที่ 50 ล้าน แปลว่าถ้าซื้อ 20 คนก็จ่าย 1,000 ล้าน และถ้าซื้อ 40 คนก็ต้องจ่ายถึง 2,000 ล้าน ซึ่งการใช้เงินแบบนี้ผิดแน่ๆ และผิดยิ่งขึ้นเมื่อคำนึงว่าไม่มีทางที่เงินเหล่านี้จะมาจากเงินที่ถูกกฎหมายของใคร
อันตรายที่สุดของการเมืองไทยวันนี้คือพรรคการเมืองสีเทากำลังใช้เงินสีเทาเพื่อสร้างรัฐบาลสีเทาโดยแอบตัวเองอยู่หลังการปลุกกระแสชาตินิยมที่ทำลายผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว
อย่าปล่อยให้การเมืองสีเทายึดประเทศภายใต้วาทกรรมชาตินิยมแบบ Quick Win ที่ประเทศไม่ได้อะไรเลย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชาตินิยมสีเทา ในการเมืองไทย | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly