โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประเทศญี่ปุ่น 'ขยะเป็นศูนย์' โมเดลเมืองต้นแบบ จัดการระบบอย่างไร ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 พ.ย. 2568 เวลา 08.04 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2568 เวลา 07.32 น.

แม้ญี่ปุ่นจะถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่สะอาดและเป็นระเบียบที่สุดในโลก แต่สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากตั้งคำถามทุกครั้งที่ไปเยือนก็คือ “ถังขยะทั้งหมดหายไปไหน” คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มชาวตะวันตกเท่านั้น แม้แต่นักศึกษาด้านญี่ปุ่นศึกษาที่เดินทางไปภาคสนามก็ยังสงสัยไม่ต่างกัน

ข้อมูลจากองค์การการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO) เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยว 22% ระบุว่า “หาถังขยะยากมาก” เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดระหว่างการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น มากกว่าปัญหาด้านภาษา หรือความแออัดในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเสียอีก

คริส แมคมอร์แรน ศาสตราจารย์ด้านญี่ปุ่นศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ อธิบายว่า การไม่มีถังขยะเกิดจากวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นที่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวโดยสิ้นเชิง คนญี่ปุ่นซื้ออาหารจากคอนบินีหรือจากตู้กดสินค้าเช่นเดียวกับชาวต่างชาติ แต่พวกเขาไม่รับประทานอาหารระหว่างเดิน เพราะถือเป็นมารยาทที่ไม่เหมาะสม หลายเมืองถึงขั้นมีกฎห้ามกินขณะเดินบนทางสาธารณะ ทำให้คนญี่ปุ่นมักนำอาหารกลับบ้านหรือที่ทำงาน และจัดการขยะที่บ้านแทนที่จะทิ้งในที่สาธารณะ หากจำเป็นต้องกินนอกบ้านก็จะพกถุงเล็ก ๆ สำหรับเก็บขยะกลับไปทิ้งเอง

จากปัญหาที่เกิดจากวัฒนธรรมพื้นที่ สร้างเป็นระบบขึ้นมา แต่ยิ่งทวีความชัดเจนเมื่อปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง ‘นารา’ เมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยกวางกว่า 1,000 ตัว ซึ่งนักท่องเที่ยวมักให้อาหารกวางด้วย ‘เซมเบ้กวาง’ ที่ขายทั่วเมือง แต่การไม่มีถังขยะในพื้นที่สวนสาธารณะกลับกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อสัตว์ท้องถิ่น เพราะกวางหลายตัวกินพลาสติกที่นักท่องเที่ยวทิ้งตามพื้นและเสียชีวิตอย่างน้อย 9 ตัวในปี 2019 จากการกินขยะพลาสติกเข้าไป

นาราเคยถอดถังขยะทั้งหมดออกตั้งแต่ปี 1985 เพื่อป้องกันไม่ให้กวางคุ้ยเขี่ย แต่เมื่อการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เมืองต้องกลับมาแก้ปัญหาใหม่ด้วยการติดตั้ง “ถังขยะพลังงานแสงอาทิตย์” บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่คนหนาแน่น พร้อมพิมพ์ข้อความภาษาอังกฤษว่า “Save the Deer” เพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบของการทิ้งขยะ

ในกรุงโตเกียว ก็เผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลฮัลโลวีนที่นักท่องเที่ยวรวมตัวจนเกิดปัญหาเสียงดังและขยะล้นเมือง กระทั่งต้องออกกฎหมายห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนถนนเพื่อควบคุมพฤติกรรมและลดปริมาณขยะ

กระนั้น สำหรับนักท่องเที่ยวบางส่วน การไม่มีถังขยะอาจถือเป็นเสน่ห์ของความเป็น ‘ญี่ปุ่น’ แต่สำหรับหลายคนถือเป็นความลำบากจริง เช่น รูบิน (ตู้กด) นักท่องเที่ยวจากฮ่องกงเล่าว่า เขาเดินในโตเกียวกว่า 20,000 ก้าวต่อวัน แต่ไม่พบถังขยะสักใบ ขนาดร้านสะดวกซื้อบางแห่งอย่าง 7-Eleven หรือ FamilyMart ก็ไม่เปิดให้ทิ้งขยะ ทำให้ต้องถือขยะติดตัวทั้งวันจนกว่าจะกลับที่พัก

ปัญหาถังขยะไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเท่านั้น แต่อีกเหตุผลหนึ่งมาจาก “เหตุการณ์สะเทือนขวัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของญี่ปุ่น” คือเหตุการณ์สังหารหมู่ด้วยแก๊สซารินในรถไฟใต้ดินโตเกียว เมื่อปี 1995 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ราย และบาดเจ็บกว่า 5,500 คน ในวันนั้น สมาชิกกลุ่มลัทธิวันสิ้นโลก Aum Shinrikyo นำถุงบรรจุแก๊สซารินมาทิ้งในถังขยะสถานีและบนขบวนรถไฟ ก่อนเจาะถุงด้วยร่มเพื่อปล่อยสารพิษ เหตุการณ์นี้ทำให้ญี่ปุ่นยกเลิกการใช้ถังขยะทึบในระบบขนส่งสาธารณะ และหันมาใช้ถังที่เป็นถุงพลาสติกใสเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ง่าย ลดความเสี่ยงในการซุกซ่อนวัตถุอันตราย

ท้ายที่สุด แมคมอร์แรนสรุปว่า ชุมชนญี่ปุ่นยอมรับภาระการจัดการขยะด้วยตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและต้นทุนด้านความปลอดภัย นอกจากนี้ ความเข้มงวดของระบบรีไซเคิลที่มีมากกว่า 20 ประเภทในบางเมือง ก็ทำให้ถังขยะตามที่สาธารณะยิ่งลดลง เพราะต้องการให้ประชาชนแยกขยะที่บ้านอย่างละเอียดมากกว่า

นักเดินทางที่ยังไม่คุ้นกับระบบนี้จึงมักได้รับคำแนะนำว่า ควรพกถุงเล็กหรือ ‘ฟุโรชิกิ’ ผ้าห่อแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้เก็บสิ่งของและขยะเล็ก ๆ ระหว่างวัน ก่อนนำไปทิ้งในถังที่เหมาะสมเมื่อกลับถึงที่พัก

หลายเสียงชี้ว่า “ความสะอาดที่เห็น” ในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากความร่วมมือของคนทั้งสังคม วินัย และการตระหนักถึงส่วนรวม หากจะเข้าใจญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง อาจต้องเริ่มจากการยอมถือขยะติดมือสักวันเหมือนที่คนญี่ปุ่นทำมาตลอดหลายสิบปี

ระบบขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste)

ซึ่งไม่ใช่คำโฆษณาทางสิ่งแวดล้อม แต่เป็นรูปธรรมจากระบบการแยกขยะและกระบวนการบริหารจัดการที่เข้มงวด พร้อมตัวอย่างเมืองต้นแบบที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

หัวใจสำคัญหนึ่งของความสำเร็จคือกรอบกฎหมายด้านทรัพยากรและขยะที่ญี่ปุ่นเริ่มปรับใช้ต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดเชิงวัฒนธรรมที่ฝังลึก เช่น คำว่า ‘mottainai’ (もったいない) ซึ่งแปลว่า “น่าเสียดายหากต้องทิ้งสิ่งที่ยังใช้ได้” แนวคิดนี้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรและลดการสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง เมื่อผสานเข้ากับกฎหมายและนโยบายระดับประเทศ จึงทำให้การจัดการขยะไม่ได้เป็นเพียงภารกิจของรัฐ แต่กลายเป็นพฤติกรรมร่วมของสังคมทั้งระบบ

อีกหนึ่งรากฐานสำคัญของญี่ปุ่น คือระบบแยกขยะในระดับครัวเรือนซึ่งละเอียดมาก โดยหลายเมืองกำหนดให้แยกขยะตั้งแต่ 15 ประเภท ไปจนถึง 45 ประเภทในบางพื้นที่ เช่น พลาสติกหลายชนิด แก้วหลากสี กระดาษหลายเกรด ซึ่งต้องแยกอย่างถูกต้องก่อนนำไปทิ้ง ตัวอย่างโดดเด่นคือ “คามิกัตสึ” (Kamikatsu) เมืองเล็ก ๆ บนเกาะชิโกกุ ที่บังคับใช้การแยกขยะถึง 45 หมวดหมู่ก่อนนำไปส่งศูนย์กลางชุมชน ระบบที่ดูเข้มงวดนี้กลับช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนมุมมองต่อ “ขยะ” ให้เป็น “ทรัพยากร” และสามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้มากที่สุด

โมเดลคามิกัตสึ ถือเป็นต้นแบบของเมือง “Zero Waste” แห่งแรกของญี่ปุ่น ซึ่งประกาศนโยบายอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2003 ด้วยการปิดเตาเผาขยะของเมืองทั้งหมด และให้ประชาชนนำขยะมาแยกส่งเองโดยไม่มีบริการเก็บขยะหน้าบ้าน ขณะที่เมืองคิทะคิวชู (Kitakyushu) ซึ่งเคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมหนัก ก็ปรับตัวจนได้รับการยกย่องจาก UNEP ให้เป็นเมืองนิเวศต้นแบบ (Ecomodel City) และนำความรู้ด้านการจัดการขยะไปถ่ายทอดแก่เมืองอื่นในเอเชีย

ความสำเร็จของเมืองเหล่านี้เกิดจากหลายกลไกขับเคลื่อน ทั้งความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน การให้ความรู้และจัดอบรมพฤติกรรมแยกขยะ การตั้งกติกาที่เข้มงวด เช่น ต้องล้างขวดและแยกฝาก่อนทิ้ง และการให้คุณค่ากับขยะที่สามารถขายเป็นวัสดุรีไซเคิลหรือนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในธุรกิจท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โรงงานเผาขยะพลังงานสะอาด เครื่องคัดแยกอัตโนมัติ และระบบติดตามข้อมูลการบริหารจัดการขยะ ซึ่งช่วยให้ทั้งระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์จากระบบดังกล่าวทำให้เมืองคามิกัตสึสามารถรีไซเคิลได้มากกว่า 80% ของขยะทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายหลายด้าน เช่น แม้จะรีไซเคิลเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณขยะบางประเภทกลับไม่ลดลง อีกทั้งญี่ปุ่นเองยังพึ่งพาการเผาขยะพลังงาน (Waste-to-Energy) อยู่มาก ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็น Zero Waste ที่แท้จริง หากต้องการบรรลุเป้าหมายอย่างเต็มรูปแบบ ญี่ปุ่นยังต้องพัฒนาระบบเพื่อลดการผลิตขยะตั้งแต่ต้นทาง

บทเรียนสำคัญที่ไทยและประเทศอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้ คือการสร้างวัฒนธรรมที่มอง ขยะ = ทรัพยากร การจัดระบบแยกขยะที่ชัดเจนและง่ายต่อความเข้าใจ การสนับสนุนด้วยกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันธุรกิจรีไซเคิล-อัพไซเคิลให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเต็มรูปแบบ และการใช้เทคโนโลยีติดตามผลเพื่อลดภาระการจัดการขยะระยะยาว

ญี่ปุ่นจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของประเทศที่ใช้ทั้งกฎหมาย วัฒนธรรม สังคม และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเป้าหมายขยะเป็นศูนย์ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทำให้โมเดลนี้ถูกจับตามองและถูกนำไปศึกษาในหลายประเทศทั่วโลก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประเทศญี่ปุ่น ‘ขยะเป็นศูนย์’ โมเดลเมืองต้นแบบ จัดการระบบอย่างไร ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...