นานาชาติแสดงท่าทีอย่างไร ต่อปฏิบัติการสหรัฐในเวเนซุเอลา
3 ม.ค.2569 เวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาในวันเสาร์ที่ 3 ม.ค.
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย
รัสเซียระบุว่า สหรัฐฯ ได้กระทำการรุกรานด้วยอาวุธต่อเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่งและไม่อาจยอมรับได้”
รัสเซียย้ำว่า ลาตินอเมริกาควรเป็น “เขตแห่งสันติภาพ” ตามที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2014 และเวเนซุเอลาต้องได้รับสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก โดยเฉพาะการใช้กำลังทางทหาร
รัสเซียยังสนับสนุนข้อเรียกร้องของรัฐบาลเวเนซุเอลาและผู้นำประเทศในลาตินอเมริกา ที่ต้องการให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มิเลย์ ของอาร์เจนตินา
มิเลย์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคของโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “เสรีภาพกำลังก้าวไปข้างหน้า เสรีภาพจงเจริญ”
เขายังเผยแพร่วิดีโอที่กล่าวถึงมาดูโรว่าเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค และสนับสนุนแรงกดดันที่ทรัมป์ใช้กับกรุงการากัส โดยระบุว่า “ยุคของท่าทีที่อ่อนข้อในประเด็นนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว”
กระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโก
เม็กซิโกออกแถลงการณ์ประณามและปฏิเสธการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ ต่อเป้าหมายในดินแดนเวเนซุเอลา โดยระบุว่าเป็นการกระทำฝ่ายเดียว และเป็นการละเมิดมาตรา 2 ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน
เม็กซิโกย้ำว่า การเจรจาและการทูตเป็นหนทางที่ชอบธรรมและมีประสิทธิภาพเพียงทางเดียวในการแก้ไขความขัดแย้ง พร้อมแสดงความพร้อมสนับสนุนความพยายามใด ๆ ที่ช่วยส่งเสริมการเจรจา การไกล่เกลี่ย และการรักษาสันติภาพในภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร
สตาร์เมอร์ระบุว่า ต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน และจะหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงพันธมิตรต่าง ๆ พร้อมย้ำอย่างชัดเจนว่าสหราชอาณาจักรไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการดังกล่าว และทุกฝ่ายควรยึดถือกฎหมายระหว่างประเทศ
ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส
เบลารุสออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาอย่างรุนแรง โดยโฆษกของลูกาเชนโกอ้างคำกล่าวของผู้นำเบลารุสที่เตือนว่า เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็น “เวียดนามครั้งที่สอง” ซึ่งสหรัฐฯ เองก็ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
ประธานาธิบดีกาเบรียล โนโบอา ของเอกวาดอร์
ประธานาธิบดีกาเบรียล โนโบอา ของเอกวาดอร์ โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “เวลาของอาชญากรนาร์โก-ชาวิสตาทั้งหมดกำลังจะมาถึง โครงสร้างของพวกเขาจะพังทลายไปทั่วทั้งทวีป”
เขายังส่งสารถึง มาเรีย โครินา มาชาโด, เอดมุนโด กอนซาเลซ และประชาชนชาวเวเนซุเอลา ว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะทวงคืนประเทศของคุณ และเอกวาดอร์คือพันธมิตรของคุณ”
กระทรวงการต่างประเทศอุรุกวัย
รัฐบาลอุรุกวัยระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิดด้วยความกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรายงานการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน
อุรุกวัยย้ำจุดยืนคัดค้านการแทรกแซงทางทหารของประเทศหนึ่งในดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง และเน้นย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ
คายา คัลลาส ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู)
คัลลาสระบุว่า ได้หารือกับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และเอกอัครราชทูตอียูประจำกรุงการากัสแล้ว โดยอียูกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
อียูย้ำว่าไม่ยอมรับความชอบธรรมของนิโคลัส มาดูโร และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ และใช้ความอดกลั้น
ประธานาธิบดีกาเบรียล โบริช ของชิลี
โบริชโพสต์บน X แสดงความกังวลและประณามการกระทำทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา พร้อมเรียกร้องให้มีทางออกอย่างสันติสำหรับวิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญ
เขาย้ำว่าชิลียึดมั่นในหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการห้ามใช้กำลัง การไม่แทรกแซง และการเคารพอธิปไตยของรัฐ
ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ของโคลอมเบีย
เปโตรระบุว่า รัฐบาลโคลอมเบียมีความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานเหตุระเบิดและกิจกรรมทางอากาศที่ผิดปกติในเวเนซุเอลา ซึ่งทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคทวีความรุนแรง
โคลอมเบียย้ำความยึดมั่นต่อหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และปฏิเสธการใช้กำลังทางทหารฝ่ายเดียวที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงหรือเสี่ยงต่อความปลอดภัยของพลเรือน
อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
คาเมเนอีกล่าวว่า เมื่อประชาชนตระหนักว่าศัตรูกำลังพยายามยัดเยียดอำนาจเหนือประเทศ รัฐบาล และประชาชน จำเป็นต้องยืนหยัดต่อต้านอย่างเด็ดเดี่ยว พร้อมย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อศัตรู
กระทรวงการต่างประเทศสเปน
สเปนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียด ใช้ความยับยั้งชั่งใจ และดำเนินการทุกอย่างตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ
สเปนยังแสดงความพร้อมที่จะมีบทบาทสนับสนุนเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและผ่านการเจรจา
นายกรัฐมนตรีคัมลา เพอร์ซาด-บิสเซสซาร์ ของตรินิแดดและโตเบโก
ผู้นำตรินิแดดและโตเบโกระบุว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลาเมื่อเช้าวันเสาร์ พร้อมย้ำว่าประเทศของตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการดังกล่าว และยังคงรักษาความสัมพันธ์อย่างสันติกับประชาชนเวเนซุเอลา
โรเดอริช คีเซอเวตเทอร์ ส.ส.พรรคคริสเตียนเดโมแครตของเยอรมนี
เขากล่าวว่า ภายใต้การนำของทรัมป์ สหรัฐฯ กำลังละทิ้งระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกาซึ่งยึดถือมาตั้งแต่ปี 1945 พร้อมมองว่าสถานการณ์ในเวเนซุเอลาเป็นการย้อนกลับไปสู่แนวคิดอิทธิพลแบบเดิมที่ยึด “กำลัง” แทนกฎหมายระหว่างประเทศ
ไนเจล ฟาราจ ผู้นำพรรค Reform UK ของอังกฤษ
ฟาราจกล่าวว่า การกระทำของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเป็นเรื่องนอกกรอบและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ แต่หากทำให้จีนและรัสเซียต้องคิดให้รอบคอบขึ้น ก็อาจเป็นผลดี พร้อมแสดงความหวังว่าชาวเวเนซุเอลาจะเริ่มต้นใหม่ได้โดยปราศจากมาดูโร
จูเซปเป คอนเต อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี และผู้นำฝ่ายค้าน
คอนเตระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาไม่มีฐานทางกฎหมาย และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง พร้อมเตือนว่า หากกฎเกณฑ์ถูกใช้กับศัตรูแต่ไม่ใช้กับมิตร ไม่มีใครจะรู้สึกปลอดภัยได้อีก
มาร์ค เวลเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการกฎหมายระหว่างประเทศ แชทแธมเฮาส์
เวลเลอร์ระบุว่า กฎหมายระหว่างประเทศห้ามการใช้กำลังเป็นเครื่องมือทางนโยบาย เว้นแต่จะได้รับมติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธโดยตรง ซึ่งกรณีเวเนซุเอลาไม่เข้าเงื่อนไขใด ๆ
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย อีวอนน์ เมเวงกัง
อินโดนีเซียระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาเพื่อความปลอดภัยของพลเมือง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติ ผ่านการลดความตึงเครียดและการเจรจา และย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เลบานอน
ฮิซบอลเลาะห์ออกแถลงการณ์ประณามสิ่งที่เรียกว่า “การรุกรานก่อการร้ายและพฤติกรรมอันธพาลของสหรัฐฯ” ต่อเวเนซุเอลา พร้อมประกาศยืนหยัดสนับสนุนรัฐบาลและประชาชนเวเนซุเอลาอย่างเต็มที่