โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SOCIETY: ‘ฝน 300 ปี’ หมายความว่าอย่างไร? เจาะเหตุผลทำไม ‘หาดใหญ่’ ถึงรับศึกหนัก

BrandThink

เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 08.10 น.

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ จากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่วัดปริมาณน้ำฝนเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ได้ 335 มม. ซึ่งถูกระบุว่าเป็นปริมาณฝนตกหนักในรอบ 300 ปี และในขณะนี้ปริมาณฝนสะสม 5 วัน (21-25 พ.ย.) พุ่งสูงแตะระดับ 881 มม. และในบางจุดของ จังหวัดสงขลา วัดปริมาณฝน 24 ชั่วโมง ล่าสุดได้ถึง 538 มม. ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า‘ฝน 300 ปี’ แท้จริงแล้วคืออะไร? เรามีข้อมูลย้อนหลังไปไกลขนาดนั้นเชียวหรือ? BrandThink ขอพาทุกคนไปทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้พร้อมกัน

‘ฝน 300 ปี’ เป็นคำเรียกตามหลักสถิติอุทกวิทยา หมายถึงปริมาณฝนที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก (ประมาณ 1 ครั้งในรอบ 300 ปี) ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 300 ปีก่อน แต่สะท้อนว่าปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ครั้งนี้อยู่ในระดับรุนแรงและผิดปกติมากกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่าตัว

ฝน 300 ปี จึงไม่ได้หมายความตายตัวว่า ทุก 300 ปี จะต้องเกิดฝนตกหนักเช่นนี้แน่นอน ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนกับเกมจับลูกเต๋า 1 ใน 300 ลูก เราจะมีโอกาสจับโดนลูกเต๋าสีแดงที่มีอยู่แค่ลูกเดียว คิดเป็น 1/300 หรือร้อยละ 0.33 นั่นเอง

อย่างไรก็ตามในทางทฤษฎี แม้จะเจอเหตุการณ์ฝนตกหนักสุดในรอบ 300 ปีไปแล้ว ก็อาจพบซ้ำได้อีกในปีถัดไป แม้โอกาสจะน้อยมากก็ตาม

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ก็เป็นปัจจัยทำให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติผันผวนมากขึ้น วัฏจักรน้ำก็รุนแรงขึ้นด้วยเช่นกัน จนความน่าจะเป็นที่จะเกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์เช่นที่หาดใหญ่ อาจไม่ใช่ 1/300 อีกต่อไป

สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน อธิบายว่า ระบบระบายน้ำในเขตเมืองส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับฝนในรอบ 2-5 ปี หรือคลองระบายน้ำหลักอาจรับได้ที่รอบ 20-50 ปี แต่เมื่อต้องเผชิญกับฝน 300 ปี ที่มีความรุนแรงเกินขีดความสามารถในการระบาย มวลน้ำจึงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บวกกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ของหาดใหญ่ยังเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำลาดลงสู่ทะเลสาบสงขลา ทำให้น้ำไหลลงมารวมกันได้ง่าย หากเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนน้ำจะระบายลงได้ยาก

ไม่ว่าจะเป็นมวลน้ำจากอู่ตะเภาซึ่งเป็นคลองสายหลักยาว 116 กม. ไหลมาจาก อ.สะเดา ผ่าน อ.หาดใหญ่ และยังมีคลอง ร.1 หรือคลองภูมินาถดำริ ซึ่งเป็นคลองโครงการบรรเทาอุทกภัย สร้างขึ้นจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นโครงการผันน้ำจากคลองอู่ตะเภาและน้ำที่ไหลมาท่วมตัวอำเภอหาดใหญ่ เพื่อให้ระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว

ขณะที่น้ำที่ไหลลงมาจากเขาคอหงส์ อ.นาหม่อม และ อ.จะนะ จะไหลลงสู่คลองหวะ ด้านทิศตะวันออก ซึ่งไหลต่อลงสู่คลองอู่ตะเภา นอกจากนี้ยังมีน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขานครศรีธรรมราชไหลลงสู่คลองต่ำและไหลไปลงคลองอู่ตะเภาเช่นกัน

มวลน้ำมหาศาลทั้งหมดนี้ ล้วนไหลมารวมกันที่ ‘คลองอู่ตะเภา’ เส้นเลือดใหญ่ที่ผ่ากลางเมืองหาดใหญ่ การระบายน้ำออกจึงทำได้ยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำทะเลในทะเลสาบสงขลาหนุนสูง ทำให้อำเภอหาดใหญ่ต้องรับศึกหนักจากทุกด้านดังที่เห็น

ประกอบกับเป็นช่วงสภาวะลานีญา ที่เพิ่มความชื้นในอากาศมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง และทำให้ปริมาณน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันนี้และพรุ่งนี้ (25 และ 26 พ.ย.) จะยังคงมีฝนต่อเนื่อง แต่ปริมาณฝนไม่มากเท่าสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังวันที่ 26 พฤศจิกายน ฝนจะลดลง หากไม่มีฝนตกหนักในลุ่มน้ำอู่ตะเภา ระดับน้ำในเทศบาลนครหาดใหญ่จะเข้าสู่ระดับตลิ่งในวันที่ 27 พ.ย. นี้ เมื่อระดับน้ำเข้าสู่ลำน้ำ จะสามารถนำเครื่องสูบน้ำติดตั้งริมลำน้ำและคลองระบายน้ำต่างๆ ได้ ซึ่งเตรียมไว้แล้ว พร้อมติดตั้งทันทีที่น้ำลดลงเท่าระดับตลิ่ง เพื่อใช้สูบน้ำที่ท่วมขังออก โดยคาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม BrandThink ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคน และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...